ทวีปยุโรปในยุคศักดินา แออัดไปด้วยแว่นแคว้นเล็กๆ น้อยๆ มากมาย แต่ละแคว้นมีภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงไว้ด้วยศาสนาและการสมรสระหว่างผู้นำแคว้นต่างๆ หรืออยู่ภายใต้อาณัติของอาณาจักรใหญ่ ซึ่งไม่ได้รวบอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือแว่นแคว้นเล็กๆ เหล่านี้

ยกตัวอย่างเช่น แว่นแคว้นของชาวคาตาลัน ซึ่งพูดภาษาคาตาลัน อันเป็นสกุลหนึ่งของกลุ่มภาษาโรมานซ์ คนกลุ่มนี้มีถิ่นฐานอยู่แถบชายฝั่งตะวันออกของประเทศสเปนจรดภาคใต้ของฝรั่งเศส ชาวคาตาลันมีนครรัฐของตนเองอยู่ที่มุมของเทือกเขาพิเรนีสบริเวณนครบาร์เซโลนาในปัจจุบัน นครรัฐนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรอารากอง แต่มีอำนาจปกครองตนเอง มีสถาบันทางการเมืองของตนเองในระดับหนึ่ง

เมื่ออารากองรวมเป็นทองแผ่นดินเดียวกันกับอาณาจักรกัสตีญาผ่านการสมรสของเจ้านายและเจ้านางของทั้ง 2 แคว้น ในศตวรรษที่ 15 คาตาลันก็ยังมีเอกราชในระดับหนึ่งภายใต้อารากองและกัสตีญา และต่อมาญาติของพวกอารากอง คือราชวงศ์ฮับบวร์กเข้ามาปกครองร่วมด้วยอีกทอดหนึ่ง แม้จะเหมือนถูกปกครองครอบถึง 2 ชั้น

แต่ชาวคาตาลันไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องเรียกร้องความเป็นเอกเทศ เพราะอาณาจักรอารากอง-ฮับบวร์กและกัสตีญา อนุญาตให้พวกเขาปกครองตัวเองได้

อีกทั้งยุโรปในยุคนั้นแม้แว่นแคว้นอื่นๆ จะเริ่มก่อตัวเป็นอาณาจักรใหญ่ แต่ยังคงอนุญาตให้แคว้นต่างๆ รักษาอัตลักษณ์และการปกครองตนเองไว้ เหมือนคาตาลัน แคว้นเล็กๆ จึงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรนัก

แต่การก่อตัวของรัฐมีวิวัฒนาการไม่หยุดหย่อน กว่าที่คาตาลันและรัฐเล็กๆ น้อยจะรู้ตัว ก็เหมือนกับกบที่ถูกต้มในน้ำเดือด เมื่ออาณาจักรต่างๆ รวมตัวกันเป็นอาณาจักร หรืออาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่งผนวกแว่นแคว้นเล็กๆ เพราะความกระหายอำนาจ สิ่งที่ติดตามมาคือการกระทบกระทั่งกัน

ประกอบกับยุโรปเผชิญกับความแตกแยกทางศาสนา ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์ (คาทอลิก) กับฝ่ายปฏิรูป (โปรแตสแตนต์) ทำให้อาณาจักรใหญ่หันมาลดอำนาจปกครองตนเองของแคว้นใต้อาณัติลง เพื่อรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง หาไม่แล้วจะถูกสงครามทางศาสนาและการแย่งชิงอำนาจ บั่นทอนอาณาเขตตัวเองไป

แต่การรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางย่อมทำให้แคว้นเล็กๆ ที่อยู่กันเองได้เริ่มอึดอัด และก่อขบถขึ้นในช่วงที่ยุโรปวุ่นวายกับสงครามศาสนา (Thirty Years War) และสงครามชิงความเป็นใหญ่ระหว่างพวกฝรั่งเศสกับพวกวงศ์ฮับบวร์ก (Franco-Spanish War) ที่เข้ามาปกครองสเปน แต่เมื่อสงครามสงบ พวกคาตาลันถูกกำราบลง นี่นับเป็นครั้งแรกที่พวกคาตาลันลุกฮือ แต่ยังดีที่รักษาอำนาจปกครองตนเองไว้ได้

หายนะของการปกครองตนเองมาถึง เมื่อเกิดศึกชิงราชบัลลังก์สเปน (War of Spanish Succession) เมื่อพระเจ้าชาลร์สที่ 2 แห่งฮับบวร์กสิ้นพระชนม์ลงโดยไร้โอรส ปกติแล้วบัลลังก์จะต้องตกเป็นของพวกฮับสบวร์กตามธรรมเนียม แต่เหตุเพราะพระเจ้าชาลร์สที่ 2 ดันทรงยกราชบัลลังก์ให้พระญาติที่เป็นราชวงศ์บูร์บง ในฝรั่งเศส ศึกแย่งบัลลังก์จึงเกิดขึ้น

มาถึงตอนนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เจ้านายในยุโรปในยุคนั้นมักสมรสข้ามราชวงศ์ ข้ามอาณาจักร และข้ามแคว้น ข้อดีคือทำให้แคว้นเล็กแคว้นใหญ่ปรองดองกัน และเกรงใจกัน ข้อเสียคือมักเป็นเหตุให้ชิงบัลลังก์กันได้ถ้าตกลงไม่ราบรื่น เดิมนั้นอารากอง-กัสตีญารวมกันได้เพราะการสมรส แต่ต่อมาพวกอารากองไปเกี่ยวดองกับฮับส์บูร์กที่มีบารมีเหนือใครในยุโรป

เมื่อเจ้าผู้ปกครองอารากอง-กัสตีญาไร้ทายาท ทำให้แผ่นดินอารากอง-กัสตีญาถูกปกครองโดยพระญาติแห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์กไปโดยปริยาย เริ่มต้นในรัชกาลพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของ “ประเทศสเปน” อย่างไม่เป็นทางการ

หากจะไล่เรียงให้เป็นภาพคือ คาตาลันเป็นแคว้นย่อยในอาณัติแต่ปกครองตนเอง คาตาลันอยู่ภายใต้อาณัติของอารากอง อารากองผู้ไมตรีกับกัสตีญาเป็นแผ่นดินเดียวกันแต่ก็แยกกันปกครอง ต่อมาอารากองเกี่ยวดองกับฮับส์บูร์ก ด้วยความที่ฮับส์บูร์กมีอิทธิพลครอบทั้งยุโรป ไม่เพียงทำให้อารากอง-กัสตีญา เป็นปึกแผ่น แต่ยังครองยุโรปเกินครึ่งหนึ่งด้วย ในเวลานั้นคำว่าสเปนยังไม่มีในแผนที่โลก แต่ดินแดนที่เป็นสเปนในปัจจุบันรุ่งเรืองที่สุดในช่วงเวลานั้น

แน่นอนว่าเพราะความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจากการล่าอาณานิคม อำนาจทางการทหาร และอิทธิพลทางการเมืองของฮับสบวร์ก ทำให้แว่นแคว้นใต้อาณัติ เช่น คาตาลันไม่อยากจะแยกตัวเป็นอิสระ (ถึงคิดจะทำแต่ก็ยากจะทำ)

ยุคทองของฮับสบวร์กในสเปนมาถึงกาลสิ้นสุดลงเมื่อพระเจ้าชาลร์สที่ 2 สิ้นพระชนม์แล้วดกันไปยกบัลลังก์ให้พระญาติราชวงศ์บูร์บงในฝรั่้งเศสแทนที่จะให้ฮับส์บูร์กด้วยกัน นี่เป็นเหตุให้เกิดศึกชิงราชบัลลังก์สเปน ระหว่างปี 1702–1714 ซึ่งจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฮับสบูวร์ก และเหตุเพราะอารากองไปเข้ากับพวกฮับสบวร์กทำให้ราชวงศ์บูร์กบองที่ปกครองแผ่นดินสเปน ต้องลดอำนาจพวกอารากองเสีย

รวมถึงริบอำนาจปกครองตนเองของแคว้นใต้อาณัติ เช่น คาตาลัน เพื่อรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางป้องกันการลุกฮือหรือการแทรกซึมของอาณาจักรใหญ่อื่นๆ ได้อีก

นี่เป็นที่มาของการก่อตัวของรัฐชาติ และประเทศสเปนยุคใหม่ และเป็นจุดจบของการปกครองตนเองของชาวคาตาลัน …อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงศตวรรษที่ 20

ช่วงยุคทองของฮับสบวร์กนั้น สเปนมั่งคั่งถึงขีดสุด จากการล่าอาณานิคมในลาตินอเมริกาทำให้พบเหมืองเงินและเหมืองทองมากมาย เงินและทองจึงหลั่งไหลเข้าสู่สเปน และในฐานะที่สเปนเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ฮับสบวร์กอันยิ่งใหญ่ จึงมีการจ่ายเงินจ่ายทองจ้างทหารรับจ้างไปทั่วยุโรป เพื่อทำสงครามชิงแว่นแคว้นและเพื่อสร้างเวียงวังให้ยิ่งใหญ่

ปัญหาก็คือทองและเงินที่ไหลเข้ายุโรปมีปริมาณมหาศาล แม้จะทำให้สเปนมั่งคั่งแต่ก็เป็นไปในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะเมื่อเงินและทองไหลเข้าระบบเศรษฐกิจมากเกินไป จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ สิ่งที่ตามมาคือชนชั้นสูงและชนชั้นนักรบมีเงินทองมากมาย มีกำลังซื้อมหาศาล แต่ชั้นล่างต้องซื้อสินค้าในราคาแพง

นานวันเข้าสินค้าจำเป็นถูกเงินเฟ้อเล่นงานจนทำให้ชนชั้นรากหญ้าหมดศักยภาพในการผลิต เศรษฐกิจจึงพังพินาจ นี่คือจุดเริ่มต้นของความยากจนในสเปน ทั้งที่มีทองมหาศาล แต่เพราะการบริหารที่ย่ำแย่ทำให้สเปนมีสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอที่สุดในยุโรปจนถึงทุกวันนี้

เมื่อถึงศตวรรษที่ 20 พื้นที่ส่วนใหญ่ของสเปนยากจนข้นแค้น เศรษฐกิจต้องพึ่งพาการเกษตร แต่ที่ดินถูกชนชั้นปกครองบูร์บงและศาสนจักรคาทอลิกผูกขาด ทำให้เกษตรกรไม่สามารถพัฒนาศักนภาพตัวเองได้ ตรงข้ามกับส่วนอื่นๆ ในยุโรปที่มีการแบ่งสรรที่ดินหรือเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม จนสามารถรองรับแรงงานจากภาคเกษตรได้

ความล้าหลังนี้ทำให้สเปนทั้งประเทศยากจน ยกเว้นแคว้นบาสก์ที่รุ่มรวยด้วยอุตสาหกรรมประมงและต่อเรือ รวมถึงแคว้นคาตาลันที่กลายเป็นแคว้นเดียวที่มีปัจจัยเอื้อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้นคาตาลันที่เคยถูกเหยียบจากส่วนกลางไม่ให้ลุกฮือ จึงกลายเป็นความหวังของคนทั้งประเทศ แต่ขณะเดียวกันนั้น เพราะความที่ร่ำรวยขึ้นมา ทำให้ชาวคาตาลันเริ่มเกิดสำนึกของ “ความเป็นชาติ” ขึ้นมาบ้าง

เริ่มจากขบวนการฟื้นฟูวัฒนธรรมคาตาลัน (Renaixença) ทำให้ชาวคาตาลันเกิดความภาคภูมิใจในตัวตน และแหวกตัวเองจากอุดมการณ์รัฐชาติสเปน จนกระทั่งเกิดขบวนการทางการเมือง เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องแยกตัวจากสเปนในที่สุด จนกระทั่งได้อำนาจปกครองตนเอง หากเพียงเท่านี้ยังไม่สาแก่ใจชาวคาตาลัน

แม้สถานการณ์จะดูเหมือนสุกงอม แต่มีเหตุปัจจัยทำให้ขบวนการชาตินิยมคาตาลันต้องสะดุด

ประการแรก นักอุตสาหกรรมที่ทำให้คาตาลันร่ำรวยขึ้นมา อิดออดที่จะสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพราะหากแยกไปเท่ากับว่าต้องสูญเสียตลาดสเปนทั้งประเทศ เพราะต้องไม่ลืมว่าแม้คาตาลันจะเป็นอู่อุตสาหกรรม แต่ตลาดไม่ได้ใหญ่พอที่จะกระจายสินค้าได้

ประการที่สอง เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสเปนขึ้น เมื่อขบวนการฝ่ายซ้ายเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างชนชั้นสูงที่ผูกขาดที่ดินและขูดรีดชนชั้นล่างที่ยากจน ประกอบกับที่ทั่วโลกเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ความเคลื่อนไหวนี้นำไปสู่การล้มล้างระบอบกษัตริย์กวาดล้างศาสนจักร และก่อตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐขึ้นในทศวรรษที่ 30 ฝ่ายซ้ายและฝ่ายอนาธิปไตยเคลื่อนไหวอย่างแข็งขัน และยอมอ่อนข้อให้กับขบวนการเอกราชคาตาลัน

แต่เพราะความวุ่นวายทางการเมือง ความหวาดกลัวภัยสีแดง ทำให้ฝ่ายขวาโต้กลับอย่างรวดเร็ว นำโดยนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก เป็นชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองสเปน ซึ่งสิ้นสุดด้วยชัยชนะของฝ่ายขวาในปี 1939 ไม่เพียงฝ่ายซ้ายเท่านั้นที่ถูกกวาดล้างอย่างโหดเหี้ยม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนยังถูกกำราบด้วยท๊อปบู๊ต พวกบาสก์ถึงกับต้องจับอาวุธขึ้นสู้ยาวนานกว่า 80 ปี ขณะที่คาตาลันเลือกที่จะอยู่เงียบๆ แล้วเลียบาดแผลความบอบช้ำ ฐานที่เป็นที่มั่นของทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายแยกดินแดน

หลังจากที่นายพลฟรังโกถึงแก่กรรมในปี 1975 ได้มีการรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นมา (กษัตริย์วงศ์นี้ยังคงเป็นบูร์บง) และมีการกำหนดรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ในปี 1978 ซึ่งยังคงรักษาความเป็นรัฐเดี่ยวไว้อย่างเหนียวแน่น ด้วยการระบุว่า “แผ่นดินสเปนเป็นหนึ่งเดียวไม่อาจแบ่งแยกได้” แต่ได้ให้อำนาจแคว้นต่างๆ ปกครองตนเองในระดับหนึ่ง

และก็เช่นเดียวกับที่ผ่านมา เมื่อคาตาลันได้อำนาจปกครองตันเองแล้ว พวกเขายังรู้สึกว่ามันยังไม่เพียงพอ และนับแต่นั้นขบวนการเรียกร้องเอกราชที่ถูกบดขยี้มาลายทศวรรษก็ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ทีละน้อยๆ จนกระทั่งสุกงอมในปี 2008 เมื่อโลกเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเงิน สเปนกลายเป็นเหยื่อของภาวะขาลงรุนแรง รวมถึงปัญหาบัญชีขาดดุลในยุโรปที่เรื้อรัง เศรษฐกิจแทบจะพังทั้งประเทศ ส่วนคาตาลันยังอยู่ดี เพียงแต่ตอนนี้พวกเขาจะไม่ยอมให้สเปนทั้งประเทศมาฉุดรั้งเศรษฐกิจของพวกเขาอีก

นับแต่เริ่มช่วงทศวรรษที่ 2010 พรรคการเมืองสายเอกราชได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่อง และเดินหน้าเรียกร้องเอกราชไม่หยุดหย่อน ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญก็เช่น การจัดการลงประชามติในเชิงสัญลักษณ์บ่อยครั้ง บางครั้งเกิดขึ้นปีต่อปี ราวกับว่าฝ่ายการเมืองต้องการนวดให้ชาวคาตาลันรู้สึกอยากได้เอกราชมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งปี 2014 มีการผลักดันให้เกิดการลงประชามติจริงๆ ขึ้นมา และเตรียมที่จะจัดตั้งคูหาอยู่แล้ว หากรัฐบาลไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาความชอบธรรม ซึ่งแน่นอนว่าหากพิจารณาจากข้อบัญญัติที่ว่า “แผ่นดินสเปนเป็นหนึ่งเดียวไม่อาจแบ่งแยกได้” การลงประชามติแยกตัวย่อมไม่ชอบธรรม

แต่มันเหมือนฟางเส้นสุดท้ายของทั้ง 2 ฝ่าย นับแต่นั้นชาวคาตาลันแสดงอาการไม่ยอมรามือให้รับฐาลกลางอีกต่อไป ฝ่ายการเมืองก็ทำการแจ้งต่อสภาพท้องถิ่นเพื่อจัดการลงประชามติฝ่ายเดียวเรื่อยมา จนกระทั่งประกาศจัดขึ้นจริงๆ ในเดือนตุลาคมปี 2017 ซึ่งผลที่ตามมาคือ รัฐบาลกลางไม่อดทนอีกต่อไป ส่งกำลังเข้าทำลายหน่วยเลือกตั้ง และจับกุมผู้ชุมนุมเรียกร้องเอกราช กลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของสเปน

อย่างไรก็ตาม การแยกตัวของคาตาลันไม่ใช่เรื่องง่าย เฉพาะในแง่เศรษฐกิจ การแยกตัวอาจเป็นเหตุให้คาตาลันถูกโดดเดี่ยวจนไม่สามารถค้าขายกับชาติใดได้ ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่นักอุตสาหกรรมชาวคาตาลันในศตวรรษที่ 20 พยายามท้วงพวกฝ่ายเคลื่อนไหวทางการเมือง

แม้ว่าคราวนี้จะมีผู้อ้างว่าเศรษฐกิจของคาตาลันดีกว่าของสเปนทั้งประเทศ มีตัวเลขจีดีพีที่สูงกว่า (สัดส่วน 20% ของจีดีพีทั้งประเทศ) มีการลงทุนจากต่างประเทศที่มากกว่า จ่ายภาษีมากกว่าใคร (21% ของทั้งประเทศ) ชาวคาตาลันบางคนบอกว่า จ่ายภาษีให้ส่วนกลางแล้วได้กลับมาไม่คุ้ม สมควรจะแยกตัวมาจัดการกันเอง

แต่จะมีสักกี่คนที่จะล่วงรู้ว่าเศรษฐกิจของคาตาลันพ่วงกับสเปนทั้งประเทศเหมือนกัน

- Advertisement -