สารคดี: เมื่อปลาจะกินดาว#15
ผู้เขียน: วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร

กระแสของพลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือก หรือพลังงานสะอาด ไม่ว่าคุณจะเรียกสิ่งนี้ว่าอย่างไร แต่ขณะนี้มันได้กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่มาแรง และถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา จากปัจจัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่เดินคู่กันมาในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายอย่างใหญ่หลวงจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ “โซลาร์เซลล์” ที่กลายเป็นพระเอกนำหน้าแซงพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ด้วยความที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ประยุกต์ใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ว่าใครก็ตามที่มีพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางเมตรบนหลังคา ก็สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร

สถานการณ์ล่าสุด ทั่วโลกต่างพยายามสนับสนุนการใช้พลังงานชนิดนี้อย่างไร้ขีดจำกัด ผลักดันให้พลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นใบเบิกทางสู่อนาคตอย่างไร้ข้อสงสัย

ท่ามกลางความน่ายินดีของภาพความฝันอันสดใส นักวิจัยกลุ่มหนึ่งกลับค้นพบว่า ปริมาณโซลาร์เซลล์ที่เพิ่มมากขึ้น คือของเสียที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว และมีองค์ประกอบอันส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสารจำพวกโลหะหนักหรือพลาสติกต่างๆ

พลังงาน (เกือบ) สะอาด

พลังงานแสงอาทิตย์ถูกเรียกขานว่าเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาด เนื่องจากในช่วงของการใช้งานเพื่อผลิตไฟฟ้า ไม่เกิดการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษทางอากาศ หรือสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในด้านอื่นๆ แต่หากจะวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องตามหลักการ อาจต้องประเมินภาพรวมตลอดช่วงวัฏจักรชีวิตของแผงโซลาร์เซลล์ เริ่มตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการประกอบเป็นแผง ไปจนถึงขั้นตอนการติดตั้งใช้งาน และการกำจัดของเสียเมื่อแผงหมดความคุ้มค่าในการผลิตไฟฟ้า

สิ่งที่น่าติดตามคือ ซากแผงโซลาร์เซลล์ที่เลิกใช้แล้ว และกำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ

สำหรับซากแผงนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากความเสียหายในขั้นตอนการผลิต ระหว่างการขนส่ง ระหว่างการติดตั้ง หรือในระหว่างการใช้งานที่อาจเกิดการชำรุดหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่ส่วนที่เกิดขึ้นในขั้นตอนเหล่านี้ โดยทั่วไปจะมีปริมาณเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของซากทั้งหมด

ขณะที่ซากส่วนใหญ่จะมาจากการที่เซลล์นั้นหมดอายุการใช้งาน หรือหมดความคุ้มค่าที่จะผลิตไฟฟ้า โดยพิจารณาจากการสิ้นสุดอายุการใช้งานเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปโซลาร์เซลล์จะมีอายุการใช้งาน ประมาณ 15-25 ปี ขึ้นอยู่กับประเภท ยี่ห้อ การดูแลรักษา และสภาพแวดล้อมของสถานที่ติดตั้ง

ไม่ว่าจะมาจากการเสื่อมสภาพหรือชำรุดเสียหาย ปัญหาคือการจัดการของเสียของแผงหลังจากที่ไม่สามารถใช้งานต่อได้ ซึ่งความเป็นพิษของแผงที่มีต่อสภาพแวดล้อม มีปัจจัยมาจากชนิดและปริมาณของสารเคมีในแผง โดยประเภทของแผงโซลาร์เซลล์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันอาจจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ

ตามลักษณะผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ คือ กลุ่มผลึกซิลิกอน (C-Si) กลุ่มฟิล์มบาง (Thin film) และกลุ่มที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกัน

โดยรวมแล้วในแผงโซลาร์เซลล์นั้นมีองค์ประกอบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะสารอันตรายอย่างสารหนู (As) แคดเมียม (Cd) ไปจนถึงสารไม่อันตรายอีกหลายชนิด ซึ่งนอกจากตัวเซลล์แล้ว บนแผงยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่ยึดติดกับตัวเซลล์และฐานกระจก เช่น กระจก ฟิลม์เคลือบ ลวดทองแดง เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมองค์ประกอบอื่นๆ ที่ใช้ในระบบการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ เช่น เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter/Converter) ระบบควบคุม (Controller System) แบตเตอรี่ ซึ่งล้วนเป็นซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น

ผลการศึกษาของ Bio Intelligence Service แห่งสหภาพยุโรป (EU) พบว่า หากมีการจัดการที่ไม่ถูกต้องและปล่อยให้เกิดการละลายของโลหะหนักดังกล่าว อาจเกิดความเสียหายต่อสุขภาพมนุษย์จากตะกั่วที่ราว 12.5 ล้านบาทต่อตันของเสีย และจากแคดเมียมที่ราว 433 บาทต่อตันของเสีย

ในทางกลับกัน แร่ธาตุโลหะบางชนิดที่เป็นส่วนผสมในแผงโซลาร์เซลล์ ก็จัดอยู่ในกลุ่มของโลหะมีค่า (Precious metals) เช่น เงิน (Ag) แพลตตินัม (Pt) หรือจัดอยู่ในกลุ่มโลหะหายาก (Rare metals) เช่น เทลลูเรียม (Te) เจอร์เมเนียม (Ge) และอินเดียม (In) ซึ่งโลหะเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มหลังนับเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงและกำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ อิเล็กทรอนิกส์ อวกาศและการบิน ตลอดจนอุตสาหกรรมทางทหาร

หากไม่มีการกำจัดหรือรีไซเคิลอยากถูกต้อง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ ขยะปริมาณมหาศาล รวมถึงปัญหามลพิษจากสารต่างๆ ที่กระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่หากมีการวางแผนการจัดการอย่างถูกต้องก็เป็นโอกาสที่มนุษย์จะได้รับประโยชน์จากเหมืองขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้

รับมือซากมหึมาโซลาร์เซลล์

การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย เริ่มมีการส่งเสริมอย่างเป็นรูปเป็นร่างครั้งแรกในปี 2545 เมื่อสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. 2545-2554 เพื่อส่งเสริมการใช้โซลาร์เซลล์ในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีสายส่งไฟฟ้า ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าเชื่อมเข้าระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าฯ รวมถึงส่งเสริมการผลิตและประกอบแผงเซลล์ภายในประเทศ

นับจากนั้นเป็นต้นมา การผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์จึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการให้ราคารับซื้อไฟฟ้าที่จูงใจ เมื่อผนวกรวมกับราคาแผงโซลาร์ในภาพรวมที่ต่ำลง จึงทำให้เกิดผู้ประกอบการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์มากขึ้น และในเวลาต่อมาก็ได้มีการประกาศใช้แผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี (พ.ศ.2551-2565)

การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงปี 2554 เป็นต้นมา แผงโซลาร์เซลล์มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตามมาด้วยการปรับปรุงแผนฯ เดิม เป็นแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 10 ปี (พ.ศ.2555-2564)

กระทั่งปี 2558 ปริมาณการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยมีสะสมถึง 1,419 เมกะวัตต์สูงสุด ทั้งการติดตั้งบนพื้นดินและบนหลังคา รวมถึงมีการปรับปรุงแผนพัฒนาพลังงานของประเทศครั้งสำคัญ คือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PDP2015) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP2015) และแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP2015) ให้มีช่วงระยะเวลาในการดำเนินงานอยู่ในเวลาเดียวกันและกิจกรรมที่สอดคล้องกัน

สำหรับเป้าหมายตามแผน PDP2015 และ AEDP2015 จะให้มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในภาพรวม 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณความต้องการทั้งประเทศ ภายในปี 2579 ซึ่งในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ตามแผน AEDP2015 นั้น จะเพิ่มจาก 1,298.5 เมกะวัตต์ ในปี 2557 เป็น 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579

จากข้อมูลข้างต้น หากคำนวณโดยใช้แผงขนาดประมาณ 1.6 ตารางเมตร กำลังการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ย 250 วัตต์ต่อแผง เราจะมีจำนวนโซลาร์เซลล์ประมาณ 24 ล้านแผง ซึ่งหากคิดที่น้ำหนัก 25 กิโลกรัมต่อแผง ภายในอีก 5-30 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเริ่มเผชิญกับปัญหาของเสียจากแผงโซลาร์เซลล์ที่สุดท้ายแล้วจะมีปริมาณสะสมสูงถึงกว่า 600,000 ตัน

ในภาพรวมระดับโลก ข้อมูลจากช่วงสิ้นปี 2558 พบว่ามีการติดตั้งกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในโลกรวมกันถึงกว่า 222 กิกะวัตต์ หรือ 222,000 เมกะวัตต์ พร้อมอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

องค์กร International Renewable Energy Agency (IRENA) ได้ประมาณการไว้ว่า ปลายปี 2559 ทั่วโลกจะมีซากแผงโซลาร์เซลล์ราว 43,500-250,000 ตัน และจะเพิ่มเป็น 1.7-8 ล้านตันในปี 2573 อย่างไรก็ตาม อัตราการเกิดซากแผงจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากในระหว่างปี 2573-2593 ซึ่งคาดว่าในปี 2593 จะมีปริมาณซากโซลาร์เซลล์ทั่วโลกรวมกันถึง 60-78 ล้านตัน มากที่สุดในประเทศจีน ญี่ปุ่น อเมริกา อินเดีย และเยอรมัน ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน IRENA ยังได้ประมาณการว่า หากมีการรีไซเคิลแผงทั่วโลกจำนวน 1.7-8 ล้านตัน

ของปี 2573 จะได้วัตถุดิบที่มีค่ามากถึง 450 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสามารถนำไปผลิตแผงใหม่ได้ถึง 60 ล้านแผง พร้อมเกิดการจ้างงานอีกเป็นจำนวนมาก และหากมีการรีไซเคิลแผงจำนวน 60-78 ล้านตัน จากปี 2593 ก็จะได้วัตถุดิบมีค่ามากถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสามารถนำไปผลิตแผงใหม่ได้ถึง 2 พันล้านแผง นับเป็นปริมาณไฟฟ้าถึง 630 กิกะวัตต์

ข้อมูลเหล่านี้เองที่ทำให้นานาประเทศพยายามมองหาแนวทางการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการรวบรวมแผงที่เสื่อมสภาพหรือชำรุดให้ได้ก่อนจะนำมารีไซเคิล

ถอดโมเดล EU กำจัดซากอิเล็กทรอนิกส์

ประเทศที่นับได้ว่ามีความก้าวหน้าในการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่เด่นชัดที่สุดในแถบทวีปยุโรปคือประเทศเยอรมนี ส่วนในฝั่งเอเชียคือประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับการยอมรับว่ามีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการของเสียจากแผงโซลาร์เซลล์ได้เป็นอย่างดี

สำหรับประเทศเยอรมนี เริ่มมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ครั้งแรกในช่วงปี 2525 โดยเป็นการใช้งานในรถยนต์ ต่อมาในปี 2533 ได้มีโครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคาร เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ 300 เมกะวัตต์ภายในระยะเวลา 6 ปี เฉพาะในปี 2557 เยอรมนีมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมแล้วสูงถึง 38.2 กิกะวัตต์ และมีอัตราเพิ่มอยู่ที่ 5.2 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 1,900 เมกะวัตต์ต่อปี

แนวทางการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์แสงอาทิตย์ในเยอรมนีได้รับอิทธิพลจากกฎหมาย Waste Electrical and Electronic Equipment หรือ WEEE ที่สหภาพยุโรป (EU) ได้ตราขึ้นเพื่อใช้ในการบริหารจัดการของเสียจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในกลุ่มประเทศสมาชิก โดยเริ่มบังคับใช้เมื่อปี 2545 และต่อมาได้มีการปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมถึงของเสียจากแผงโซลาร์เซลล์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา

ตามกรอบของกฎหมาย WEEE ฉบับปรับปรุงนี้ระบุให้ “ผู้ผลิต” ซึ่งครอบคลุมถึงโรงงาน ผู้จัดจำหน่าย ผู้นำเข้า มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการจัดการของเสียจากแผงโซลาร์เซลล์ โดยต้องจัดให้มีระบบการเรียกคืนและรีไซเคิล ซึ่งเนื้อหาของกฎหมายยังครอบคลุมถึงการบริหารจัดการ การรายงานและการเงินที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศสมาชิก

ในปี 2550 กลุ่มผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ใน EU ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กรชื่อ PV Cycle เพื่อบริหารจัดการแผงที่หมดความคุ้มค่าในการผลิตไฟฟ้า โดยทำหน้าที่ประสานการจัดเก็บ รวบรวม ขนส่ง และการรีไซเคิลในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทวีปยุโรป โดยตั้งแต่ปี 2553-2558 องค์กรนี้ได้เก็บแผงและรีไซเคิลรวมแล้วถึง 13,000 ตัน และในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 กลุ่ม PV cycle ก็ประกาศว่าสามารถรีไซเคิลแผงได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ สำหรับแผงกลุ่มซิลิคอน และ 97 เปอร์เซ็นต์ สำหรับแผงกลุ่มที่ไม่ใช่ซิลิคอน

ในการรีไซเคิลและการกำจัดนั้น กฎหมายการจัดการอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ElektroG) ของเยอรมนี ได้ระบุหลักเกณฑ์เรื่องความสามารถในการถอดแยกส่วนประกอบและการรีไซเคิล ซึ่งแผงโซลาร์เซลล์นั้นจะต้องมีอัตราการนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยเริ่มมีอัตราการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในราวปี 2533 และในช่วงปี 2538 สืบเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่และอุบัติเหตุในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จนในปี 2558 ประเทศญี่ปุ่นมีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์รวมอยู่ที่ 33.3 กิกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม จากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ต้องนำเข้าทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ทำให้ญี่ปุ่นต้องคำนึงถึงเรื่องมลพิษและการกำจัดของเสียไปพร้อมๆ กัน แต่ประเทศญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายที่มีผลบังคับในเรื่องการบริหารจัดการซากโซลาร์เซลล์โดยเฉพาะ มีเพียงกฎหมายที่ใช้ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ 2 ฉบับ ที่ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมลดขยะจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ด้วยกระบวนการรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ใหม่

ภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นโดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ เริ่มมีความตื่นตัวและเริ่มกระบวนการเก็บรวบรวมแผงเซลล์ที่หมดความคุ้มค่า โดยคิดค่าบริการต่อแผงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 และเริ่มมีมาตรการเพื่อสนับสนุนนโยบายการรีไซเคิลของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรมในปลายเดือนมีนาคม 2559 เพื่อป้องกันปัญหาที่คาดว่าจะมีขยะแผงโซลาร์เซลล์ในหลุมฝังกลบจำนวนถึง 800,000 ตัน ภายในปี 2583

มาตรการดังกล่าวจะส่งเสริมให้เกิดการแยกวัตถุมีค่า เช่น เงิน ทองแดง และแร่ธาตุหายากชนิดต่างๆ ออกจากแผงเซลล์หมดอายุ เพื่อเป็นการสงวนแหล่งทรัพยากร เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นต้องนำเข้าแร่ธาตุจากต่างประเทศ จึงไม่ควรทิ้งของมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์

ในประเทศญี่ปุ่น เจ้าของขยะต้องจ่ายค่าจัดการของเสียให้กับตัวแทนจำหน่าย ณ จุดจำหน่าย หรือจุดเก็บทั่วประเทศ ในกรณีที่ตัวแทนจำหน่ายไม่สามารถจัดการได้ จะมีองค์กรกลางเข้าไปดูแลการเก็บรวบรวมแทน ระบบของการเก็บเงินค่าจัดการนี้ถึงแม้จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการยืดระยะการใช้ให้ยาวที่สุด แต่ก็ทำให้เกิดการลักลอบทิ้งเช่นกัน ล่าสุดในปี 2559 ทางองค์กร PV Cycle ได้เข้าไปทำงานในญี่ปุ่น โดยเปิดศูนย์รวบรวม 14 แห่งทั่วประเทศ และจะมีการทำงานร่วมกับโครงการนำร่องรีไซเคิลแผงพลังงานแสงอาทิตย์ของรัฐบาลญี่ปุ่นอีกด้วย

กล่าวโดยสรุปคือ เยอรมนีมอบภาระนี้ให้กับผู้ผลิต ขณะที่ญี่ปุ่นมอบภาระให้กับผู้ซื้อ ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างกันตามบริบททางสังคมของทั้งสองประเทศ

 เหลียวมองไทย ใครทำ-ใครใช้-ใครทิ้ง

การจัดการของเสียอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยยังไม่มีระบบที่ชัดเจน โดยปัจจุบันของเสียจากแผงโซลาร์เซลล์ที่สิ้นอายุการใช้งานแล้วจะถูกจัดให้เป็นของเสียอุตสาหกรรม โดยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)

อย่างไรก็ตาม ด้วยนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามแผน AEDP2015 ที่มีการเปิดเสรีเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป ทำให้แผงเซลล์ที่สิ้นอายุการใช้งานถูกจัดให้เป็นของเสียชุมชน และเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการขยะชุมชนที่มีความแตกต่างกับขยะอุตสาหกรรม ซึ่งอาจส่งผลให้ซากโซลาร์เซลล์ไม่ได้ถูกกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเช่นเดียวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

สำหรับแนวทางต่อไปของประเทศไทย พบว่า ปัจจุบันมีผู้ทำการศึกษาวิจัยและได้รับการเผยแพร่แล้วจำนวน 2 ชุด ได้แก่ “โครงการการจัดการแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่หมดความคุ้มค่าในการผลิตไฟฟ้า” โดยคณะอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ “โครงการจัดทำแผนแม่บทการจัดการซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์: เซลล์แสงอาทิตย์” โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เพื่อเสนอต่อ กรอ.

ในงานวิจัยฉบับแรก ได้เสนอแนะแนวทางจัดการแผงเซลล์ที่หมดความคุ้มค่าในภาพรวม โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ “การรวบรวม” ที่จะต้องสร้างแนวปฏิบัติให้ชัดเจนและบังคับใช้อย่างครอบคลุมทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่มอาคารบ้านเรือน เพื่อให้เกิดการรวบรวมซากแผงที่ครบถ้วน พร้อมสร้างกระบวนการจัดการที่มุ่งเน้นเรื่องการนำกลับมาใช้ใหม่ โดยประเด็นที่น่าสนใจคือ ภาระในการรวบรวม ซึ่งการจะพิจารณาว่าผู้ใดสมควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ จะขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีในการจัดการแผง ปริมาณแผง รวมถึงความผันผวนของราคาวัสดุ

ทั้งนี้ หากให้ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบ จะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต ซึ่งท้ายที่สุดอาจมีการผลักภาระให้กับผู้ซื้อในรูปของราคาที่สูงขึ้น และอาจส่งผลเสียในภาพรวมของอุตสาหกรรม ความสามารถในการแข่งขันกับทางเลือกการผลิตไฟฟ้าชนิดอื่น จึงเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องพิจารณาข้อดีและข้อเสียร่วมกันต่อไป แต่หากสุดท้ายมีการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ซื้อแล้ว ปรากฏว่าตัวผู้จำหน่ายปิดกิจการไป ก็จะทำให้ผู้ซื้อตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก ซึ่งอาจแก้ไขได้โดยการกำหนดระเบียบการจัดเก็บเงินและส่งเข้ากองทุนส่วนกลางที่มีไว้เพื่อจัดการแผงเซลล์โดยเฉพาะ

ส่วนถัดมาคือ “การจัดการตัวแผง” ที่สามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับ ตามความยากง่ายและความสมบูรณ์ของการคัดแยกวัสดุเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ได้แก่ 1. คัดแยกอย่างง่ายและฝังกลบส่วนที่เหลือ 2. คัดแยก บด และคัดแยกวัสดุหลังการบด 3. คัดแยกเบื้องต้นและใช้เครื่องมือในการแยกส่วนกระจก 4. คัดแยกเบื้องต้นและแยกส่วนวัสดุให้สามารถนำกลับไปทำแผงเซลล์ได้อีก

ในระดับที่ 1 เป็นรูปแบบที่ทำง่าย ต้นทุนต่ำ แต่ได้วัสดุกลับมาใช้ใหม่น้อย และต้องมีค่ากำจัดเศษเหลือทิ้ง ส่วนระดับที่ 4 อาจจะถือได้ว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างครบวงจร เป็นรูปแบบที่มีการลงทุนสูง ใช้กระบวนการที่ซับซ้อน และได้วัสดุกลับมาใช้ใหม่ในปริมาณที่มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากการคำนวณพบว่า ในปัจจุบันมีเพียงระดับที่ 1 และ 2 ที่สามารถคุ้มทุนได้ด้วยตัวเอง ส่วนระดับที่ 3 และ 4 ยังไม่สามารถสร้างความคุ้มทุนด้วยตัวเองได้

“ปริมาณของเสียจากแผงโซลาร์เซลล์จะเริ่มเกิดมาก และควรมีการวางแผนรับมือตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป โดยภารกิจเร่งด่วนของหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ จัดระบบการขึ้นทะเบียนของเสียที่ครอบคลุมแผงตามบ้านได้ จัดทำแนวทางปฏิบัติที่ละเอียดเพียงพอ วิเคราะห์ต้นทุนการขนส่ง จัดตั้งและบริหารจัดการจุดรวบรวม สนับสนุนการใช้ของเสียในภาคอุตสาหกรรม จัดทำมาตรฐานวัตถุดิบและแผงมือสอง และการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการวิจัยและการบริหารจัดการเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง” ส่วนหนึ่งของงานวิจัย สกว. ระบุ

ขณะที่รายงานวิจัยที่เสนอต่อ กรอ. เพื่อประกอบการจัดทำแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ระบุว่า ปัจจัยสำคัญของความคุ้มทุนในกระบวนการรีไซเคิลนั้นขึ้นอยู่กับขั้นตอนการรวบรวม ดังนั้น ปัญหาด้านต้นทุนการขนส่งและรีไซเคิลจึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรก แต่หากภาครัฐมีนโยบายหรือมาตรการให้ผู้ผลิตหรือผู้ใช้งานมีหน้าที่ในการรวบรวมและคัดแยกประเภทของแผงเซลล์ ก็จะทำให้ลดต้นทุนได้ และยังง่ายต่อการแยกประเภทแผงเซลล์แต่ละชนิดที่มีขั้นตอนในการรีไซเคิลแตกต่างกัน

นอกจากนี้ บริษัทผู้ผลิตโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยยังมีจำนวนน้อยและอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดังนั้น แผงเซลล์ส่วนใหญ่จึงมาจากผู้ผลิตต่างชาติ การคัดแยกและรวบรวมโดยผู้ผลิตเหมือนในต่างประเทศจึงเป็นไปได้ยาก แต่หากมีหน่วยงานกลางในการรวบรวมและคัดแยกชนิดก็จะช่วยแก้ไขปัญหาได้

งานวิจัยชิ้นนี้ได้กำหนดแผนประเทศไทยออกเป็น 3 ระยะ แบ่งเป็น แผนเริ่มต้นระยะสั้น 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2564 มีเป้าหมายให้หน่วยงานรัฐบูรณาการความร่วมมือร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อวางนโยบายกำกับ ออกกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ หรือประกาศอย่างเป็นรูปธรรมอย่างน้อย 1 ฉบับ เพื่อระบุถึงบทบาทหน้าที่ แนวทางและวิธีการบริหารจัดการซากโซลาร์เซลล์

ส่วนแผนระยะกลาง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2565-2574 ให้มีหน่วยงานที่บริหารจัดการและรวบรวมซากเซลล์อย่างเป็นรูปธรรมอย่างน้อย 1 แห่ง และมีระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในการติดตามซากเซลล์ รวมถึงมีผลการศึกษาวิจัยการรีไซเคิลซากเซลล์อย่างน้อย 1 ชนิด

ขณะที่แผนระยะยาว 10 ปี ภายในปี 2584 จะให้มีหน่วยงานหรือสถานประกอบการในระดับอุตสาหกรรมที่สามารถรีไซเคิลซากเซลล์ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบระเบียบทางกฎหมาย อย่างน้อย 1 แห่ง และสามารถนำซากเซลล์เข้าสู่การรีไซเคิลได้อย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์

หนทางข้างหน้าของพลังงานสะอาด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิชญ รัชฎาวงศ์ แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าคณะวิจัยโครงการการจัดการแผงเซลล์แสงอาทิตย์ฯ สกว. ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องแยกให้ชัดเจน ระหว่างซากขยะจากโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ กับโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือน ซึ่งในส่วนของฟาร์มนั้นไม่มีปัญหา เพราะจัดเป็นประเภทโรงงาน ซึ่งกฎหมายระบุขอบเขตการดูแลไว้อยู่แล้ว แต่ส่วนที่น่าเป็นห่วงมากคือ โซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือน เพราะขณะนี้ยังไม่มีเจ้าภาพที่แท้จริง

“ตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข มาตรา 18 และ 19 กำหนดให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้ดูแลขยะที่มีต้นกำเนิดจากบ้านเรือน ถามว่าขยะจากแผงโซลาร์เซลล์จะถูกนับรวมด้วยหรือไม่ หากใช่ ก็จะกลายเป็นหน้าที่ อปท.ในการจัดการ และเมื่อรวบรวมมาได้แล้วจะทำอย่างไรต่อ เพราะหน่วยงานท้องถิ่นไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ จำเป็นที่หน่วยงานส่วนกลางอย่าง กรอ. หรือกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จะต้องมาคุยกัน” เขาระบุ

อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมรายนี้ ยังเสริมอีกว่า ในแง่ภาระรับผิดชอบนั้น ในเชิงเทคนิคควรเป็นหน้าที่ของผู้จำหน่าย แต่อาจเป็นไปได้ยาก เพราะขณะนี้ได้มีการจำหน่ายอออกไปแล้วมากมาย และประเทศไทยดำเนินการล่าช้า จึงเป็นข้ออ้างที่ผู้จำหน่ายไม่อาจยอมรับเงื่อนไขได้ สุดท้ายแล้วภาระก็จะไปตกอยู่กับผู้บริโภค ดังนั้น ทางออกในเรื่องนี้จึงควรมีการเปิดเวทีเพื่อพูดคุยกันอย่างจริงจัง

ทางด้าน ร้อยเอกธเนศ จันทกลิ่น รองอธิบดี กรอ. อธิบายว่า การจัดทำแผนแม่บทฯ ตามที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้ทำการศึกษามานั้น จะมีแผนปฏิบัติการเพื่อเป็นแนวทางสำหรับแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาซากโซลาร์เซลล์ดำเนินไปได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยขั้นตอนต่อไป กรอ.จะนำแผนดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ

“หาก ครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ละหน่วยงานก็จะสามารถอ้างอิงมติ ครม. เพื่อตั้งงบประมาณและดำเนินการต่อไปได้” รองอธิบดี กรอ. กล่าว

ร้อยเอกธเนศ ระบุว่า เป้าหมายของ กรอ. คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ซากโซลาร์เซลล์กลายเป็นของเสียน้อยที่สุด โดยต้องผลักดันให้เกิดโรงงานรีไซเคิล และขอความร่วมมือหน่วยงานท้องถิ่นในการเก็บรวบรวมเพื่อส่งกำจัด หรือนโยบาย Take back program ซึ่งอาจร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นให้เข้ามาศึกษาร่วมกัน

“พลังงานแสงอาทิตย์ต่างจากพลังงานหมุนเวียนชนิดอื่น ในแง่หนึ่งคือแผงโซลาร์เซลล์มีวันหมดอายุ อีกทั้งประเทศไทยเป็นเมืองร้อนและเหมาะสมกับการใช้พลังงานชนิดนี้ เราจึงต้องหาวิธีการในการจัดเก็บ รวบรวม และกำจัดให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” เขากล่าว

- Advertisement -