วัฒนธรรม ‘สีเขียว’ จุดเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ

สารคดี: เมื่อปลาจะกินดาว#15
ผู้เขียน: วรรณโชค ไชยสะอาด

วินาทีนี้ “เทรนด์รักษ์โลก” ไมใช่เป็นแค่เรื่องแฟชั่น แต่กลายเป็นแนวทางที่คนทั่วโลกยึดถือ แผ่ขยายและมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง “องค์กรสีเขียว” (Green Office) ก็กำลังกลายเป็นเทรนด์ของโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน

หากสืบสาวกลับไปที่จุดเริ่มต้นจะพบว่าแนวคิดนี้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 เมื่อเกิดการเรียกร้องต่อต้านมลพิษที่มาจากภาคอุตสาหกรรม ด้วยการประท้วงของกลุ่มเอ็นจีโอให้เห็นเป็นระยะ โดยเฉพาะกลุ่มกรีนพีซ (Green Peace) กระทั่งกลายเป็นแรงผลักดันให้หลายธุรกิจและภาคส่วนอื่นๆ แทบทุกวงการนำเอาแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาปรับใช้มากขึ้น

ไม่เว้นแม้กระทั่งเมืองไทยที่ปัจจุบันภาครัฐ บริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งใหญ่และเล็ก สถาบันการศึกษา ตลอดจนบุคคลธรรมดา ต่างรับรู้กันดีว่ามนุษย์ไม่อาจมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้หากปราศจากสภาพแวดล้อมที่ดี วันนี้พวกเขากำลังช่วยกันคนละไม้ละมือ เพื่อช่วยโลกชะลอความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กรไปจนถึงจุดเล็กๆ ที่ระดับปัจเจก

ในมุมของภาครัฐเอง นำโดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้เริ่มให้ความสำคัญอย่างจริงจัง โดยจัดให้มีแคมเปญรณรงค์ “โครงการประเมินสำนักงานสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ซึ่งในแต่ละปีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมจะมีการตรวจประเมินและรับรองสำนักงานสีเขียว ในหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานส่วนภูมิภาค และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้สำนักงานมีการดำเนินการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หน่วยงานที่ผ่านการรับรองจะได้รับโล่รางวัล เสมือนเป็นการเชิดชูและแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำหน้าที่เพื่อโลก

หลักสำคัญของโครงการสำนักงานสีเขียวคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคลากรในสำนักงานเพื่อลดการใช้พลังงาน และริเริ่มกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ลดปริมาณขยะ การใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ การลดและเลิกใช้สารเคมีอันตราย แม้กระทั่งการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) เป็นต้น

ในปี 2560 มีสำนักงานเข้าร่วมโครงการสำนักงานสีเขียวมากถึง 204 แห่ง ผ่านการคัดเลือกเข้ารับการตรวจประเมินทั้งสิ้น 95 แห่ง และคาดว่าจะผ่านการรับรองมากกว่า 80 แห่ง ตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะขยับเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักและใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นของหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน

ปลูกจิตสำนึกถึงระดับดีเอ็นเอ

บ่ายวันหนึ่งที่ย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางอุณหภูมิ 34 องศาเซลเซียส และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากท่อไอเสียรถยนต์คละคลุ้งอยู่แทบทุกอณูของอากาศ ตึกสูงขนาด 21 ชั้น โดดเด่นเป็นสง่า แลดูทันสมัย เป็นอาคารต้นแบบที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามปรับตัวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กว่า 100 ปีมาแล้วที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี ยึดถือในหลักความรับผิดชอบต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เอสซีจี บอกว่า การเดินหน้าไปสู่เป้าหมายธุรกิจสีเขียวที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากวัฒนธรรมขององค์กรเป็นอันดับแรก พนักงานทุกคนจะได้รับการถ่ายทอดเรื่องจรรยาบรรณธุรกิจที่สอดคล้องกับการแข่งขันอันเข้มข้นในโลกเสรี เพื่อเป็นพื้นฐานในทุกๆ กระบวนการคิดและการตัดสินใจของพนักงานทุกคน

“เราพยายามใช้ทุกแนวทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในแง่ลบ ถึงแม้ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น แต่ก็คุ้มค่าในระยะยาวและสอดคล้องกับจรรยาบรรณธุรกิจ”

ยุทธนาเล่าว่า หากเป็นการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการบริษัทเห็นตรงกันว่าไม่จำเป็นต้องประเมินผลตอบแทนทางธุรกิจ ด้วยความเชื่อว่าการลงทุนที่ไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม คือผลตอบแทนทางธุรกิจโดยตรง

ตัวเลขในปี 2559 เอสซีจีมีปริมาณของเสียอันตรายและไม่อันตรายที่ถูกนำไปฝังกลบร้อยละ 0.004 และ 0.001 ขณะที่มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 9,936 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกลดลง 1.81 ล้านตัน หรือร้อยละ 7

หลังจากถ่ายทอดจรรยาบรรณให้กับพนักงาน ขั้นตอนต่อมาคือการปลูกฝังวัฒนธรรมรักสิ่งแวดล้อมลงไปในกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนกระทั่งฝังลึกลงไปในดีเอ็นเอ

ตัวอย่างแนวทางที่เอสซีจีปลูกฝังวิธีการทำงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมคือ การให้พนักงานทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนที่อยู่โดยรอบพื้นที่บริษัท แม้ช่วงเริ่มต้นอาจมีคนร่วมไม่มากนัก แต่บริษัทพยายามสร้างการรับรู้ให้ผู้อื่นเห็นประโยชน์ จนกระทั่งเกิดการบอกต่อและชักชวนกันเข้าร่วม โดยปัจจุบันในแต่ละปีมีพนักงานสมัครใจเข้าร่วมโครงการเพื่อชุมชนเกือบ 100 ทีม

อาคารเอสซีจี 100 ปี นวัตกรรมสุดล้ำ ต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน

“เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรก็จะเกิดความผูกพัน ทั้งต่อบริษัท เพื่อนร่วมงาน ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่มาของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน”

อีกหนึ่งตัวอย่างของการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมของเอสซีจีคือ “อาคารเอสซีจี 100 ปี” ที่คำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงานให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีความสุขกับการทำงาน พร้อมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

อาคารแห่งนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวจาก LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) มาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสภาอาคารเขียวสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. Green Building Council (USGBC) และได้รับการรับรองจาก TGBI (Thai Green Building Institute) สถาบันการอาคารเขียว ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินอาคารในประเทศไทย

บ่อน้ำขนาดใหญ่บริเวณด้านหน้าอาคารสร้างขึ้นเพื่อการบริหารจัดการน้ำ โดยจะนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดและน้ำฝนมาใช้ในโถสุขภัณฑ์และรดต้นไม้ ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำประปาได้ถึง 74 เปอร์เซ็นต์

กระจกของอาคารเป็น Laminated Glass 2 ชั้น ทำให้เกิดช่องว่างที่เป็นฉนวนกันความร้อนเข้าสู่อาคารและมีการเคลือบสารที่มีค่าการสะท้อนต่ำ กระเบื้องที่ใช้ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล 60 เปอร์เซ็นต์ หลอดไฟเป็นหลอดผอม (T5) และ LED สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ปีละ 250,000 กิโลวัตต์ ด้านบนติดแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 99,000 กิโลวัตต์ โดยเป็นลักษณะขายคืนให้กับการไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม การรักษาสิ่งแวดล้อมไม่อาจทำได้โดยลำพัง ต้องร่วมกับห่วงโซ่อื่นๆ ในอุตสาหกรรม จึงเป็นเหตุผลให้เอสซีจีมีการคัดเลือกและตรวจประเมินคู่ธุรกิจ โดยปี 2559 มีคู่ธุรกิจที่ผ่านการประเมิน 6,961 ราย ร่วมลงนามปฏิบัติตามจรรยาบรรณ มีจริยธรรมโปร่งใส คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย กฎหมาย รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ยุทธนายืนยันว่า ความสำเร็จของเอสซีจีคือความยั่งยืนและผลตอบแทนอย่างสมเหตุสมผล มิใช่ผลกำไรที่เติบโตพรวดพราดแต่ตามมาด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมจนกระทั่งเสี่ยงผลกระทบทางธุรกิจ โดยแนวคิดธุรกิจสีเขียวและความยั่งยืนต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารตั้งแต่ระดับกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น ไปจนถึง

“คีย์หลักคือการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับพนักงาน เพื่อให้เขาเกิดความรู้สึกรักและหวงแหนสิ่งแวดล้อมรอบตัว และไม่สร้างปัญหา” ยุทธนาบอก โดยปัจจุบันเอสซีจีมีพนักงานทั้งในและต่างประเทศราว 54,000 คน แบ่งเป็นคนไทยประมาณ 34,000 คน บริษัทหวังว่าคนเหล่านี้จะขยายหัวเชื้อจิตสำนึกและพฤติกรรมที่ได้เรียนรู้ไปสู่ครอบครัวและสังคมในลักษณะเครือข่ายต่อไป

ลบ 2 บวก 1 วิธีคิดช่วยโลก

บางองค์กรปรับตัวเองจากโอกาส ขณะที่บางองค์กรเลือกปรับตัวหลังเผชิญกับภาวะวิกฤติ ดังเช่น เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 เล่นเอาผู้บริหารสาวถึงกับเครียดและเหน็ดเหนื่อยไปกับการขนย้ายข้าวเครื่องใช้ของภายในบ้าน รวมถึงหาพื้นที่เช่าชั่วคราวให้กับบริษัทอย่างวุ่นวาย

หลังผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้าย เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เรียนรู้บทเรียนและกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอหันมาให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวัฒนธรรมภายในองค์กรอย่างจริงจังด้วยแนวคิด “ลบ 2 บวก 1” ซึ่งหมายถึงลบเวลาและพลังงาน บวกประสิทธิภาพ

เธอเชื่อว่าเมื่อทั้ง 3 อย่างถูกรวมกัน ทรัพยากรที่ใช้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายทางจะลดลง ไอเดียนี้ถูกใช้ในทุกขั้นตอนการทำงานตั้งแต่เรื่องเล็กที่หลายคนละเลย โดยเจ้าหน้าที่ทุกแผนกต้องทบทวนว่า สาเหตุใดบ้างที่ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทเดินหน้าไม่เต็มที่หรือมีขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนเกินไป

“บอกลูกน้องเสมอว่า รู้ไหมว่าวันหนึ่งถ้าต้องขึ้นลิฟท์มากกว่าที่ควรจะขึ้นสัก 2 รอบก็เปลืองมากแล้วนะ ถึงเวลาหันกลับมามองตัวเอง แต่ละวันเราทำเอกสารผิดพลาดจนเปลืองเวลาและทรัพยากรหรือเปล่า การประชุมก็เช่นกัน ที่ผ่านมาเสียเวลาประชุมอย่างมากโดยไม่จำเป็น ตอนนี้เราแจ้งประเด็นล่วงหน้าเพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีเวลาเตรียมข้อมูล เมื่อถึงเวลาทุกอย่างจึงรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เกษรายกตัวอย่างและหวังให้การลดทรัพยากรกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน

สิ่งที่พนักงานได้รับหลังจากนวัตกรรมลบ 2 บวก 1 คือ การทำงานที่สนุกมากขึ้น ผิดกับที่ผ่านมาที่ทุกคนต้องเบื่อหน่ายกับการทำงานทับซ้อนกัน โดยผู้บริหารพยายามกระตุ้นให้วัฒนธรรมการลดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนั้นฝังลึกและคงอยู่ตลอดไป

ปัจจุบันเสนาดีเวลลอปเม้นท์กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ โดยมีการติดตั้งหลังคาโซลาร์รูฟท็อปขนาด 20 กิโลวัตต์ คาดว่าจะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ราว 50,000 บาทต่อเดือน ขณะเดียวกันยังมีโครงการพลังงานด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟให้กับบ้านจัดสรรไปแล้วกว่า 10 โครงการ และคอนโดมิเนียมอีก 8 แห่ง คาดว่าจะมีลูกบ้านได้รับประโยชน์โดยตรงจากค่าไฟที่ลดลงถึง 5,000 คน

เธอบอกว่า การทำธุรกิจสีเขียวและโปรดักส์เพื่อสิ่งแวดล้อมต้องเห็นผลอย่างชัดเจน นอกจากดีต่อโลกแล้ว ยังต้องดีต่อตัวลูกค้าเองด้วย ทั้งหมดที่บริษัททำเกิดจากความเชื่อที่ว่า “เราอาจแก้ไขต้นเหตุไม่ได้ แต่เราสามารถแก้ไขจากจุดที่เรายืนอยู่ได้เสมอ”

“จุดที่เรายืนคือการเป็นคนขายบ้านจึงเป็นที่มาของการศึกษาเรื่องบ้านลดโลกร้อนและประหยัดพลังงาน โดยศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนมาลงตัวที่โซลาร์เซลล์”

ผู้บริหารสาวเชื่อว่า โซลาร์รูฟเป็นเรื่องที่บริษัทกับลูกค้าจะได้ประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงสร้างความภาคภูมิใจให้กับทั้งคู่เมื่อได้ทำประโยชน์เพื่อโลก

“พนักงานของเราและลูกค้าไม่มากก็น้อยต้องอินกับสิ่งที่เราทำ หน้าที่ของเราก็คือทำให้อินไปเรื่อยๆ รักสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรลดลง กำไรเท่าเดิม แต่สนุกมากขึ้น”

เกษราย้ำว่า ปัญหาโลกร้อนอาจฟังดูเป็นเรื่องใหญ่และไกลตัว เราอาจจะแก้ไขสาเหตุหลักไมได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเราไม่ควรทำอะไรเลย

“เราสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้ แต่ทุกคนอยู่ในจุดที่ตัวเองช่วยเหลือโลกได้ รอบคอบในการใช้ไฟ ละเอียดในการทำงานมากขึ้น เราสามารถแก้ไขจากจุดที่เรายืนอยู่ได้เสมอ”

แหล่งเรียนรู้ลดโลกร้อน

ไม่เพียงแค่องค์กรภาคเอกชนเท่านั้นที่มุ่งสู่ความเป็นสีเขียว สถาบันการศึกษาก็เช่นกัน

บนเนื้อที่ราว 1,700 ไร่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่พยายามปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนก่อนจะแปรเป็นพลังบวก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดฉากบอกถึงเหตุผลที่ทำให้ มธ. ศูนย์รังสิต ให้ความสำคัญกับการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้วหลายโครงการ โดยเฉพาะ 3 โครงการหลักที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ภาพ: กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร)

– โซลาร์รูฟท็อป

การใช้เชื้อเพลิงผลิตพลังงานไฟฟ้าของไทยเกือบทั้งหมดมาจากก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังน้ำ น้ำมันเตา ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผศ.ปริญญา มองว่า เมื่อภาครัฐยังไม่มีทิศทางและนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างชัดเจน สถาบันการศึกษาจึงจำเป็นต้องเดินหน้าด้วยตัวเอง โดยธรรมศาสตร์ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทั่วมหาวิทยาลัย ซึ่งภายในปี 2560 จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 15 เมกะวัตต์ คิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ของไฟฟ้าที่ใช้ในมหาวิทยาลัย เมื่อบวกรวมกับการรณรงค์ให้ทุกคนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใช้พลังงานอย่างรับผิดชอบและทยอยเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นแบบประหยัดพลังงานทั้งหมด เชื่อว่าจะลดพลังงานได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันในอนาคตยังมีโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอีกด้วย

“ทุกวันนี้เราลดค่าไฟลงได้เฉลี่ยเดือนละ 15 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นเงินกว่า 3 ล้านบาท จากปกติเราที่ใช้ไฟเดือนหนึ่งประมาณ 30 ล้านบาท”

ผลที่ได้จากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปคือ หนึ่ง-ไฟฟ้าที่ได้เป็นพลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สอง-ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ซึ่งหมายถึงราคาพลังงานที่ลดลง และ สาม-มหาวิทยาลัยได้ทำข้อตกลงกับบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) ผู้ลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟมูลค่า 700 ล้านบาทให้กับมหาวิทยาลัย โดยธรรมศาสตร์จะซื้อไฟฟ้าจากบริษัทในราคาเดียวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีระยะสัญญาทั้งหมด 21 ปี อย่างไรก็ตาม ธรรมศาสตร์จะได้เงินคืน 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่จ่ายไปในแต่ละเดือน เพื่อนำเข้ากองทุนมหาวิทยาลัยยั่งยืน โดยปัจจุบันนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 มีเงินเข้ากองทุนแล้วกว่า 500,000 บาท

รองอธิการบดี มธ. บอกด้วยว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลและ กฟผ. จะเปลี่ยนบทบาทมาสนับสนุนการลงทุนทางด้านพลังงานหมุนเวียนสะอาดมากขึ้น เนื่องจากเอกชนพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำกำไรได้ ที่สำคัญยังทำให้ กฟผ. ไม่ต้องดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้างด้วย

– สัญจรด้วยพลังงานสะอาด

อีกหนึ่งต้นเหตุสำคัญของปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หนีไม่พ้นรถยนต์ ปัจจุบันธรรมศาสตร์ได้เปลี่ยนรถบัสของมหาวิทยาลัยเป็นรถไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว 6 คัน โดยจะทยอยเพิ่มอีก 30 คัน ภายในเวลา 3 ปี พร้อมมีแนวคิดเปลี่ยนรถตู้โดยสารของมหาวิทยาลัยให้เป็นรถพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด

นอกจากนี้ธรรมศาสตร์ยังส่งเสริมให้คนใช้จักรยานแทนรถส่วนตัวด้วยโครงการ BIKY ด้วยระบบการยืม-คืนจักรยาน โดยพัฒนาเส้นทางให้รองรับจักรยานมากขึ้น

– ลดขยะใกล้ตัว-ขวดน้ำทำลายโลก

การแก้ปัญหาขยะคืออีกหนึ่งแนวทางที่ธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญ ผศ.ปริญญา บอกว่า คนส่วนมากมักจะมองไปที่เรื่องคัดแยกขยะ แต่สิ่งที่ละเลยไปคือการลดขยะ โดยเฉพาะถุงพลาสติกและขวดน้ำดื่ม สองสิ่งใกล้ตัวที่เป็นภัยร้ายต่อโลก โดยธรรมศาสตร์มีวัฒนธรรมแจกถุงผ้าให้กับนักศึกษาใหม่มาถึง 12 ปีติดต่อกัน ขณะที่ 3 ปีหลังมีการแจกกระบอกน้ำดื่มและเพิ่มจุดน้ำดื่มฟรีทั่วมหาวิทยาลัย เพื่อจะสร้างพฤติกรรมพกพากระบอกน้ำให้เป็นเรื่องปกติเหมือนในหลายประเทศ

“ถ้าคุณใช้ขวดของตัวเอง ถุงของตัวเอง คุณจะช่วยลดขยะได้มาก ธรรมศาสตร์มีนักศึกษาประมาณ 35,000 คน ดื่มน้ำวันละ 3 ขวด ก็เท่ากับ 100,000 ขวดเข้าไปแล้ว หรืออย่างหลอดดูด ถามว่าจำเป็นมากแค่ไหน ไม่เลย แล้วยังมีซองพลาสติกหุ้มหลอดอีก ทั้งหมดนี้เป็นขยะที่เราสามารถลดได้ทันที ไม่ต้องรอ”

– วิชาพลเมือง

นอกเหนือไปจากโครงการรณรงค์ต่างๆ ผศ.ปริญญา ยังเห็นว่า รูปแบบการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์โลกและปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยสอดแทรกวิธีคิดเพื่อความยั่งยืนในทุกสาขาวิชา

“เมื่อก่อนเราสอนว่าต้องขายให้ได้มากๆ บริโภคมาก กำไรมาก ผลิตมาก จีดีพีมาก โฆษณาให้บริโภคในสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่เมื่อทรัพยากรมีจำกัด ประชากรเพิ่มมากขึ้น ต้องเปลี่ยนใหม่ เราต้องการเศรษฐศาสตร์และการโฆษณาแบบยั่งยืน ไม่ใช่แค่ให้คนบริโภคมากเกินความจำเป็น เราต้องการสถาปนิกที่ออกแบบบ้านที่ใช้พลังงานน้อยลง รวมไปถึงนักกฎหมายที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม”

เขาเปรียบเทียบว่า มนุษย์ใช้ทรัพยากรจำนวนมากและทำลายโลกได้มากขึ้น เพราะความรู้ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัย เมื่อถึงเวลาที่ต้องรักษาโลกก็จำเป็นเช่นกันที่ต้องเกิดจากมหาวิทยาลัย โดยสร้างบัณฑิตที่ใช้ความรู้เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

ปัจจุบันธรรมศาสตร์มีวิชาพลเมืองกับการลงมือแก้ปัญหา โดยนำปัญหาโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมมาให้นักศึกษาร่วมกันคิดหาทางออก มหาวิทยาลัยเชื่อว่าการใช้ห้องเรียนเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ประโยชน์กว่าการติดป้ายไวนิลรณรงค์ด้วยคำขวัญเท่านั้น

เขาคือมนุษย์ไฟฟ้า

นอกจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา บุคคลธรรมดาก็สามารถมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน

ที่อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เอกชัย รัตนะสิทธิ์ วิศวกรไฟฟ้าและนักลงทุนหนุ่มวัย 35 ปี นำพลังงานสะอาดมาพัฒนาและปรับใช้ให้เข้ากับกิจกรรมในชีวิต จนกระทั่งประสบความสำเร็จได้อย่างน่าชื่นชม

เอกชัย รัตนะสิทธิ์ วิศวกรหนุ่มผู้ค้นพบความมั่นคงทางพลังงานจากหลังคาบ้านของเขา

วิศวกรหนุ่มพัฒนานวัตกรรมหลากหลายตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาสาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ไล่ตั้งแต่จักรยานไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถึงแม้อย่างหลังจะไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่ก็ได้เรียนรู้กับความล้มเหลว จนกระทั่งค้นพบโอกาสจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ไม่มีวันหมด กอรปกับราคาแผงโซลาร์เซลล์ที่ลดต่ำลง

“สมัยเรียนแพงมาก 5 วัตต์ ราคาเกือบ 3,000 บาท ตอนนี้แผง 20 วัตต์ มือสองเหลือแค่ 700 บาท ถูกระดับคนรากหญ้าซื้อทดลองเล่นได้เลย พอโซลาร์ถูกลงก็ต่อยอดได้เยอะ เพราะมันเป็นพลังงานที่ได้มาฟรี”

เอกชัยพัฒนาจักรยานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ลองผิดลองถูกจนกระทั่งประสบความสำเร็จ ทำความเร็วสูงสุด 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน เพื่อผลิตไฟฟ้าและลดค่าใช้จ่ายภายในบ้าน

“สิ่งที่ผมทำมันตอบโจทย์ ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายและมีความสุขมากขึ้น พอสำเร็จแล้วก็ต่อยอดไปสู่สังคมวงกว้างได้อีกด้วย” เอกชัยถ่ายทอดสิ่งที่เขาทำ โดยเริ่มผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์ระบบออนกริด (On-grid System) ซึ่งลดค่าไฟฟ้าภายในบ้านลงได้มาก บางเดือนถึงขั้นติดลบ

เขาบอกว่า แม้ทรัพยากรของโลกเราลดลงทุกวัน แต่ความฉลาดของมนุษย์มีมากขึ้น ทำให้คนธรรมดาก็สามารถช่วยเหลือโลกได้ด้วยวิธีการต่างๆ และด้วยเงินลงทุน 140,000 บาท เอกชัยสามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้วันละ 13-15 หน่วย ขณะที่บ้านของเขาใช้ไฟเพียงวันละ 9 หน่วย

วิศวกรหนุ่มเห็นว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลและการไฟฟ้าฯ ต้องมีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างชัดเจนและมียุทธศาสตร์ ปัจจุบันประชาชนมีความรู้มากขึ้น จับกลุ่มแลกเปลี่ยนนวัตกรรมกันมากขึ้นผ่านทางโซเชียลมีเดียและหันมาติดตั้งกันเองโดยไม่ขออนุญาตตามกฎหมาย เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยากและมีขั้นตอนมากเกินไป

“เรารอรัฐบาลและการไฟฟ้าฯ ไม่ไหว คนทั่วประเทศเขาเดินหน้าช่วยโลกไปไกลแล้ว ยอมผิดกฎหมาย ใช้กันเกลื่อน เพราะเห็นว่าแสงแดดเป็นของฟรี ต่างประเทศเขาใช้กันทั่ว แต่ทำไมใช้แดดเมืองไทยแล้วกลายเป็นโจร ทุกอย่างพัฒนาหมด อย่าให้ความคิดคนหยุดอยู่กับที่เลยครับ” เอกชัยทิ้งท้ายถึงสิ่งที่ตัวเองคาดหวัง

เรื่องราวทั้งหมดไล่ตั้งแต่ภาพใหญ่มาสู่ภาพเล็ก จากบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ สถาบันการศึกษา และคนตัวเล็กธรรมดาๆ อาจกลายเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับใครอีกหลายคนที่ต้องการทำเพื่อโลก