ก่อนกาลอวสาน ตำนาน ‘แก่งแม่น้ำโขง’

สารคดี: เมื่อปลาจะกินดาว#15
ผู้เขียน: ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล

เริ่มต้น…

ในสายตานักท่องเที่ยว–ตรงนั้นเป็นส่วนโค้งของแม่น้ำที่มีแก่งหินมาก ช่วงชั้นของโขดหิน หน้าผา เคลื่อนเข้ามาเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด พ้นโขดหินหนึ่งก็มีโขดหินใหม่ ดูเหมือนอันตราย แต่ชวนตื่นตะลึงพรึงเพริด และน่าชื่นชมพอจะควักประเป๋าจ่ายเงินให้กับไกด์ท่องเที่ยว

ในสายตาคนขับเรือ–เกาะแก่งที่เห็น เป็นเหมือนเพื่อนที่รู้จักรู้ใจ คนขับเรือจะคอยสังเกตการหายใจของก้อนหิน พรายฟองอากาศยามสายน้ำกระทบหิน บอกให้รู้ว่าควรขับเรือแล่นผ่านร่องน้ำไหน

ในสายตาใครต่อใคร–คงเคยได้ยินว่า แก่งโขงไม่ใช่ก้อนหินที่ไร้ค่า อย่างน้อยก็เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงนกฝูงปลา

และในสายตา “ครูตี๋” นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ทุกเกาะแก่งคือส่วนประกอบของแม่น้ำโขงที่มีคุณค่าอย่างสำคัญ และเป็นไปได้ว่าจะหาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว

-1-

ในสายตาชาวอำเภอเชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พวกเขาคุ้นเคยกับแก่งในแม่น้ำโขงมาตั้งแต่เกิด เป็นจุดจอดเรือหาปลา เป็นที่พักกลางแม่น้ำ เป็นที่ทำการเกษตร

แต่คำนิยามว่า “แก่ง” คืออะไร ไม่เคยอยู่ในความสนใจ

ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแม้แต่เจ้าหน้าที่บางคนที่ครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ เคยพูดคุยด้วย ก็บอกว่าไม่เคยสำรวจแก่งแม่น้ำโขงโขงอย่างจริงจัง ตำราวิชาการเกี่ยวกับแก่งในเมืองไทยมีอยู่น้อยมาก หนึ่งในนั้นมาจากหนังสือ แม่น้ำโขง: แม่น้ำแห่งชีวิตและวัฒนธรรม งานวิจัยจาวบ้าน โดยคณะวิจัยจาวบ้าน เชียงของ-เวียงแก่น ที่บอกว่า “แก่ง” ในภาษาไทยกลาง ตรงกับ “ผา” ในภาษาไทยเหนือ เป็นแท่งหินหรือกลุ่มหินในแม่น้ำ มีลักษณะสลับซับซ้อน

จากการสอบถาม ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม (Siamensis) อธิบายว่า แก่งเกิดจากการผุกร่อนและกัดเซาะของชั้นดินและชั้นหินใต้แม่น้ำ หินส่วนที่แข็งน้อยกว่าเมื่อเจอน้ำกัดเซาะทุกวันก็ผุกร่อนไป เหลือส่วนที่แข็งกว่าค้างอยู่ในน้ำ เมื่อน้ำไหลมาพบแก่งจึงทำให้มีพื้นที่ในการไหลน้อยลง การไหลของน้ำจึงเร็วขึ้น แก่งจึงเป็นบริเวณที่น้ำไหลแรง

ใต้ผิวน้ำ แก่งส่วนมากมักตื้นเขิน จากที่มีหินผุกร่อนตกค้าง เมื่อถูกแสงแดดส่องจึงเกิดตระไคร้น้ำ มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเข้ามาเกาะอาศัย เกิดสังคมผสมของพืชและสัตว์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว

การไหลของน้ำผ่านแก่งอย่างยากลำบากยังทำให้น้ำตอนเหนือของแก่งเอ่อและยกตัวสูงขึ้น เกิดเป็นบริเวณที่มีตะกอนและกรวดตกทับถม ส่วนท้ายแก่ง ถ้าสภาพทางธรณีเอื้ออำนวย น้ำที่ไหลผ่านแก่งมาด้วยความแรงจะเซาะท้ายแก่งจนกลายเป็นเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ เรียกว่า “วัง” เป็นที่อยู่ของปลาพ่อแม่พันธุ์

หลังจากนั้นน้ำจะไหลช้าลงเหมือนคนหมดเรี่ยวแรง ตะกอนจะตกลงบนพื้นท้องน้ำ กลายเป็นบริเวณที่น้ำตื้นเขิน เรียกว่า “ดอน”

ทั้งเหนือแก่ง บริเวณแก่ง และท้ายแก่ง เป็นที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำนานาชนิด

ถ้าไม่มีแก่ง น้ำคงจะไหลอย่างราบเรียบ ไม่มีเกาะ ไม่มีวัง ไม่มีดอน พื้นท้องน้ำจะแบนราบเหมือนท่อส่งน้ำ ไม่มีความหลากหลายของระบบนิเวศ ไม่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และไม่มีความมั่นคงทางอาหารให้กับนก สัตว์น้ำ รวมทั้งมนุษย์

-2-

ฝั่งตรงข้ามของอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นที่ตั้งแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ทั้งสองประเทศมีเพียงแม่น้ำโขงขีดคั่น

เรานั่งเรือเพื่อสำรวจแก่งในฐานะคนต่างถิ่น ครูตี๋เกริ่นให้ฟังว่า หลายปีที่ผ่านมาแม่น้ำโขงไม่ได้ขึ้นลงตามธรรมชาติ เพราะคันเขื่อนทางต้นน้ำ เมื่อเขาเห็นสายน้ำโขงไหลเร็วคล้ายช่วงต้นฤดูฝนก็สันนิษฐานได้ว่า เขื่อนจิงหงน่าจะปล่อยน้ำลงมา

เรือแล่นผ่านภูมิประเทศแปลกตา มีชุมชนตั้งอยู่บนเนินผา ฝั่งลาวมีชาวบ้านจับกลุ่มกันซักเสื้อผ้า และอาบน้ำริมแม่น้ำโขง

พรรณพืชตามตลิ่งเป็นพืชตระกูลไคร้ ทั้งไคร้น้ำ ไคร้หางนาค ส่วนพืชที่อยู่บนดอนก็ขึ้นกับว่าเป็นดอนประเภทไหน ถ้าเป็นดอนดินขนาดใหญ่จะมีไม้ใหญ่และไม้ยืนต้น แต่ถ้าเป็นดอนทรายจะเป็นแขม อ้อ และไคร้ เป็นหลัก

ในสายตาสัตว์น้ำ พืชที่จมอยู่ใต้น้ำ คือที่อยู่อาศัย ใบและต้นที่เปื่อยยุ่ยกลาย คืออาหาร

สำหรับแม่นกตั้งครรภ์ ดอนหินเหล่านั้นเป็นที่ทำรังและวางไข่

ในสายตาไก่ป่า เกาะแก่งกลางน้ำเป็นที่พักระหว่างทางหากต้องการบินข้ามไปอีกฟากหนึ่ง

ถ้า “ไก” หรือสาหร่ายแม่น้ำโขงมีสายตา พวกมันคงพร้อมใจกันตอบว่า “เกาะแก่ง ดอน หาด ในแม่น้ำโขง คือบ้านของพวกฉัน สิ่งมีชีวิตสีเขียวที่กลายเป็นอาหารของคนและปลาอีกที”

ในสายตาสัตว์มากมายที่ดำรงชีวิตอยู่ในน้ำและบนบก ผาหินที่เห็นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชุดหินที่จมอยู่เบื้องล่าง ใต้ผืนน้ำยังมีโลกอีกใบ อาณาจักรที่มนุษย์ยังเข้าไม่ถึง

ข้อมูลจากงานวิจัยจาวบ้าน บอกว่า ผาหินเหล่านี้เป็นตัวฟอกอากาศ ทำให้แม่น้ำใสสะอาด และควบคุมการไหลของน้ำให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือตามร่องน้ำ นับเป็นการรักษาสถานภาพของแม่น้ำให้มีร่องน้ำลึก

ผาหินเป็นทำนบคอยกักเก็บน้ำในฤดูแล้ง

เสถียรภาพของผายังมีส่วนอย่างสำคัญในการเป็นกันชนไม่ให้กระแสน้ำซัดตลิ่ง

ผาหินยังก่อให้เกิดระบบนิเวศอื่นๆ ในแม่น้ำโขงตามมาอีกมากมาย นอกจากตัวผาเองที่ถือเป็นระบบนิเวศอย่างหนึ่งแล้ว งานวิจัยจาวบ้านระบุว่า ระบบนิเวศของแม่น้ำโขงตอนบน จังหวัดเชียงราย แบ่งได้ถึง 11 ระบบ นอกจาก “ผา” แล้วยังมี…

“คก” บริเวณที่มีหลุมลึก และมีน้ำไหลวนในแม่น้ำโขง

“ดอน” เกาะกลางแม่น้ำ เกิดจากทรายและก้อนหินเล็กๆ

“หาด” มีทั้งหาดทรายและหาดหิน ทั้งส่วนที่ปริ่มน้ำและพ้นน้ำ

“ร้อง” ร่องน้ำที่ไหลอ้อมผาหรือดอน แล้วไหลออกสู่แม่น้ำโขงสายหลัก

“หลง” เป็นร่องที่น้ำไม่สามารถไหลเชื่อมต่อกับแม่น้ำสายหลักได้

“หนอง” แอ่งน้ำที่มีน้ำขังในหน้าแล้ง

“แจ๋ม” คือแหลมที่ยื่นออกไปในแม่น้ำ มักจะประกอบด้วยกลุ่มหินผาในส่วนปลายแจ๋ม

“ลำห้วย” และ “แม่น้ำสาขา” เป็นแหล่งเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่แม่น้ำโขง

“ริมฝั่ง” เป็นบริเวณที่เชื่อมต่อกับหาดทราย หาดหิน กลุ่มหินผา ฯลฯ ส่วนใหญ่ริมฝั่งโขงบริเวณคอนผีหลงจะมีความสูงชันมาก

และ “กว๊าน” มีลักษณะเป็นคุ้งน้ำคล้ายคก แต่หมุนวนเป็นวงกว้างกว่า มักเกิดตามส่วนโค้งของแม่น้ำโขง

ระบบนิเวศของแม่น้ำโขงตอนบน บริเวณพรมแดนเชียงราย-แขวงบ่อแก้ว แบ่งออกเป็น 11 ระบบ ได้แก่ ผา คก ดอน หาด ร้อง หลง หนอง แจ๋ม ลำห้วย ริมฝั่ง และกว๊าน แต่ละระบบแตกต่างกัน เป็นแหล่งอาศัยของทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บกนานาชนิด (ภาพ : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล)

ในสายตา เสาร์ ระวังศรี พรานปลาวัย 88 ปี เกาะแก่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับคนหาปลา แต่ด้วยต้นกำเนิดของระบบนิเวศอันหลากหลาย ทำให้คนหาปลาต้องใช้เครื่องมือแตกต่างกันไป

ลุงเสาร์เล่าว่า การเลือกใช้เครื่องมือหาปลาขึ้นตรงกับฤดูกาลและขึ้นกับระบบนิเวศ บริเวณหน้าผาคนหาปลามักใช้เบ็ดล่าม ต่วง แห แต่ถ้าเป็นด้านหลังผาที่กระแสน้ำไม่เชี่ยวแรง จะใช้เบ็ดแขวน แช่กุ้ง มองยัง

บริเวณคก ต้องทอดแหจากริมฝั่ง

บริเวณหลง นิยมใช้สวิง แห จ้ำ เบ็ดแขวน คอยดักจับปลาที่ติดอยู่เวลาน้ำลดแล้วหนีไม่ทัน

บริเวณร้อง จะใช้สอด สวิง แหตาถี่

มีการสำรวจพบว่า บริเวณคอนผีหลงมีระบบนิเวศข้างต้นถึง 10 ระบบ ขาดก็แต่เพียงกว๊าน

แหล่งหาปลาหลายแหล่งยังเป็นมรดกตกทอดของครอบครัว คนหาปลาจะหาปลาตามจุดที่เคยวาง ชาวบ้านคนอื่นจะเคารพในสิทธินี้ เมื่อเจ้าของพื้นที่หาปลาตายไปหรือไม่สามารถหาปลาได้อีก ก็จะตกทอดสู่ลูกหลาน

“เคารพในธรรมชาติและความเท่าเทียมกันของมนุษย์” ครูตี๋พูดระหว่างที่เรือแล่นผ่านร่องน้ำลึกกลางแม่น้ำโขง

-3-

ปลายทางของการล่องเรือสิ้นสุดลงที่บ้านดอนทางฝั่งไทย ตรงกันข้ามคือ บ้านน้ำเกื๋องฝั่งลาว

ขากลับเรือแล่นตามน้ำ ครูตี๋บอกให้ ชฏิล เฉียบแหลม คนขับเรือ แวะที่ดอนตุ๊ เกาะดอนใหญ่กลางแม่น้ำโขง พื้นดอนเป็นก้อนกรวดก้อนหิน ปะปนด้วยเม็ดทราย

นกหลายชนิดทำรังและวางไข่ตามดอน หาดหิน และหาดทรายของแม่น้ำโขง (ภาพ: จักร กินีสี)

ไม่มีใครทำเกษตรบนดอนตุ๊วันนั้น แต่กลับพบรอยเท้าคนบนพื้นทรายจำนวนมาก และขึงตาข่ายเพื่อดักนก

จากการพูดคุยกับ จักร กินีสี นักดูนกแห่งดอยอินทนนท์ ผู้ตระเวนดูนกจนทั่วแผ่นดินไทย เล่าว่า คนทั่วไปอาจคิดว่าแม่น้ำโขงมีแต่ปลา แท้จริงแล้วตามเกาะแก่งยังมีนกและแมลงหายาก

ไม่นานมานี้ เขาเพิ่งรวมกับกลุ่มรักษ์เชียงของ ออกสำรวจระบบนิเวศบริเวณคอนผีหลง พบนกสารพัดชนิดวางไข่และอนุบาลลูกนก บางดอนพบรังนกนับสิบๆ รัง

“ที่ดอนตุ๊ เราพบนกแอ่นทุ่งเล็กวางไข่อยู่บนพื้นหินกรวด แลดูกลมกลืนกับธรรมชาติ ถ้าไม่สังเกตก็ไม่เห็น”

นักดูนกเล่าต่ออีกว่า เคยสำรวจพบนกบนแก่งแม่น้ำโขงถึง 76 ชนิด เฉพาะที่พบในการสำรวจช่วงสั้นๆ 2 วัน คือ วันที่ 11-12 พฤษภาคม 2559 มีไม่น้อยกว่า 20 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่น นกอพยพหนีอากาศหนาวจากทางเหนือลงมา มีนกที่ถูกขึ้นทะเบียนใกล้สูญพันธุ์ เช่น นกกระแตหาด หรือคนท้องถิ่นรู้จักในชื่อ นกแต๋นแต๊หัวดำ

“นกหลายชนิดเป็นนกที่ต้องทำรังและฟักไข่บนเกาะกลางแม่น้ำเพื่อความปลอดภัย พวกมันจะไม่บินไปหากินไกลๆ ความสมบูรณ์ของเกาะแก่งกลางแม่น้ำโขงจึงส่งผลกับนกเหล่านี้โดยตรง”

นกท้องถิ่น ประกอบด้วย นกแอ่นทุ่งเล็ก นกเต็นจ้าง นกแต๋นแต๊ นกแต๋นแต๊หัวดำ นกจิดจิดน้ำ นกเป็ดน้ำ

นกนกอพยพ เช่น นกเป็ดเทาพันธุ์อินเดีย นกปากซ่อม นกอีแจว นกยางกรอกพันธุ์จีน นกอุ้มบาตร นกเหยี่ยวทุ่งพันธุ์เอเชียตะวันออก เป็นต้น

ลุงชฏิล คนขับเรือวัยเกินเกษียณ เห็นภาพจากอดีตว่าเกาะแก่งกลางแม่น้ำโขงเคยมีนกอพยพมาหากินมาก โดยเฉพาะนกเป็ดน้ำชอบมากันเป็นฝูงใหญ่

วันเวลาและความสัมพันธ์ระหว่างแม่น้ำโขงกับชาวเชียงของผู้มีอาชีพขับเรือมาตั้งแต่เยาว์วัย ถึงแม้จะสูญเสียพ่อในแม่น้ำโขงขณะพายเรือหาปลา แต่ก็ยังเป็นความหลังที่น่าระลึกถึง ทั้งจนบัดนี้และต่อไปในอนาคต ยังคาดหวังให้เกาะแก่งในแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่การเรียนรู้ และเป็นแหล่งถ่ายทอดภูมิปัญญาระหว่างคนแต่ละรุ่น

เกาะแก่งในแม่น้ำโขงบริเวณคอนผีหลง จังหวัดเชียงราย (ภาพ: นายแพทย์สมหมาย เอี๋ยวประดิษฐ์)

ในสายตาผู้ที่ชอบมองหาความเกี่ยวโยงกันของสรรพสิ่ง แบบเดียวกับที่ พอล ดิแรก (Paul Dirac) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ถ่ายทอดออกเป็นประโยคเด็ดว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” คงพอคลำทางได้ว่า เพราะมีแก่งในแม่น้ำจึงมีนกมาอาศัย เพราะมีนก เมล็ดพันธุ์ของต้นไม้จึงได้แพร่กระจายพันธุ์ นกยังคอยจิกกินแมลงเป็นอาหาร ถ้าไม่มีนกแมลงจะมากขึ้น เมื่อแมลงมีมากขึ้นคนปลูกผักในท้องถิ่นก็คงต้องใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่ม เมื่อใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้น ทำลายทั้งสุขภาพและเสรีภาพ

แต่ในสายตาคนทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ริมฝั่งแบบลุงชฏิล เรื่องราวของแก่งแม่น้ำโขงอาจไม่ได้มีความสำคัญถึงขั้นต้องสนใจ

กระทั่งได้ยินว่าจะมีโครงการ “ระเบิด” แก่งแม่น้ำโขง ซึ่งลงมือไปแล้วทางต้นน้ำ

และกำลังรุกคืบเข้ามายังคอนผีหลง!

-4-

“แม่น้ำโขงจะเปลี่ยนไป อนาคตข้างหน้าถ้าลูกหลานของเราเห็นว่าเขื่อนเป็นปัญหา ก็ยังมีโอกาสรื้อเขื่อนได้ แต่แก่งแม่น้ำโขงถ้าถูกระเบิดไป จะไม่สามารถเอากลับคืนมาได้อีกแล้ว” สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา หนุ่มเชียงของวัยกลางคนเชื่ออย่างนั้น

เป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นจากการศึกษาข้อมูลและเห็นของจริงมากับตา

เมื่อปี 2543-2547 มีการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงบริเวณตอนใต้ของจีน ลงมายังพรมแดนจีน-พม่า และพม่า-ลาว ห่างจากจังหวัดเชียงรายขึ้นไปไม่กี่กิโลเมตร เกาะแก่ง หินผา ดอน ถูกระเบิดเพื่อปรับปรุงร่องน้ำแล้วประมาณ 20 บริเวณ ทำให้เรือพาณิชย์ระวางบรรทุก 300 ตัน แล่นถึงท่าเรือเชียงแสนได้ตลอดปี จากเดิมเรือใหญ่สุดที่สามารถแล่นจากจีนตอนใต้ลงมาถึงหลวงพระบาง มีระวางบรรทุกเพียง 60 ตัน

นับตั้งแต่นั้นคนริมน้ำ คนหาปลา ก็อยู่กันอย่างไม่เป็นสุข เพราะกระแสน้ำถูกควบคุมเพื่อเตรียมการระเบิดแก่ง มาจนถึงตอนลงมือระเบิดและสร้างคันกั้นน้ำ เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขงอย่างเห็นชัด คือมีการทับถมของตะกอนทราย รวมถึงทิศทางการไหลของน้ำและร่องน้ำเปลี่ยน

การระเบิดแก่งเพื่อลดขนาดโขดหินใต้น้ำบริเวณแก่งตังซาลัม แม่น้ำโขงพรมแดนลาว-พม่า เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ภาพจากรายงานฉบับสมบูรณ์ เรื่อง การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง มิถุนายน 2547

สมเกียรติเล่าว่า ตั้งแต่ปี 2545 คกซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปลา ถูกตะกอนทรายทับถม คกหลายแห่งตื้นเขิน เช่น คกหลวงซึ่งเป็นคกขนาดใหญ่ ขณะที่ระบบนิเวศแบบดอนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของกระแสน้ำ คนหาปลาและคนขับเรือสังเกตว่า น้ำในฤดูน้ำหลากไหลแรงขึ้น เพราะไม่มีเกาะแก่งคอยซับแรงน้ำไว้ นอกจากนี้ยังเกิดการกัดเซาะดอนทรายซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูก บางดอนมีพื้นที่เล็กลง บางดอนหายไปทั้งหมด เช่น ดอนมะเต้าที่บ้านดอนที่ ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว

นอกจากปัญหาที่กล่าวมา สมเกียรติยังเล่าด้วยว่า มีการพังทลายของตลิ่งจากกระแสน้ำเปลี่ยนทิศ ทำให้น้ำพุ่งเข้าหาตลิ่งด้วยความเร็ว ส่วนที่ได้รับความเสียหายมีทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ทำการเกษตร หลายหมู่บ้านที่อยู่ติดกับแม่น้ำโขงต้องประสบกับปัญหา เช่น บ้านแซว บ้านปงของ บ้านสวนดอก บ้านสบยาย อำเภอเชียงแสน บ้านดอนที่ บ้านผากุบ บ้านเมืองกาญจน์ บ้านดอนมหาวัน บ้านปากอิง อำเภอเชียงของ และอำเภอเวียงแก่น

ด้วยเหตุนี้ถ้าศึกษารายละเอียดของโครงการปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงเพื่อรองรับเรือพาณิชย์ขนาด 500 ตัน อย่างลึกซึ้งทุกมิติ จะพบว่าความวิตกกังวลของสมเกียรติไม่ได้เกินกว่าเหตุ

หากปล่อยให้มีการระเบิดแก่งอีก จะทำให้แม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงตลอดกาล และคงไม่มีอำนาจใดย้อนคืนวันให้กลับมาเป็นอย่างเก่าได้อีก

แต่ในสายตาจีนและอีก 3 ประเทศที่ร่วมกันเซ็นสัญญา ก็ยังมีความเห็นว่าจำเป็นต้องระเบิดแก่ง!

-5-

20 เมษายน 2543 เมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า

ตัวแทนรัฐบาล 4 ประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ จีน พม่า ลาว ไทย ลงนามร่วมกันในข้อตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นข้อตกลงเพื่อการเดินเรือเสรี ฝั่งไทยนำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

การเซ็นสัญญาในวันนั้น เป็นการตั้งต้นอย่างเป็นทางการของโครงการร่วมระหว่างประเทศ ที่นำมาสู่โครงการสำรวจเส้นทางเดินเรือ จากเมืองซือเหมา มณฑลยูนนานของจีน มาถึงท่าเรือหลวงพระบางของลาว ระยะทางรวม 886.1 กิโลเมตร

ปีถัดมา คณะทำงานร่วมศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และคณะศึกษารายละเอียดเพื่อการสำรวจออกแบบ ซึ่งมีฝ่ายจีนเป็นผู้ประสานงาน ลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามตั้งแต่ 18 เมษายน ถึง 12 มิถุนายน รวมระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน แต่รัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ลงมติอนุมัติรายงานฉบับดังกล่าว เช่นเดียวกับผู้นำรัฐบาลอื่น จนนำมาสู่การระเบิดแก่งแม่น้ำโขงครั้งแรกในเดือนเมษายน ปี 2545

รายงานดังกล่าวเสนอให้แบ่งการดำเนินการปรังปรุงร่องน้ำเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 ระเบิดแก่งและกลุ่มหินใต้น้ำรวม 21 บริเวณ เพื่อให้เรือระวางบรรทุกอย่างต่ำ 100 ตัน สามารถเดินเรือได้เป็นเวลาอย่างน้อย 95 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี โดยระยะแรกนี้มีแก่งคอนผีหลงของไทยรวมอยู่ด้วย

ระยะที่ 2 ระเบิดแก่งและขุดลอกสันเพิ่มเติมอีก 51 บริเวณ เพื่อให้สามารถเดินเรือระวางบรรทุกอย่างต่ำ 300 ตันได้ มีเกาะแก่งและสันทรายที่อยู่บริเวณพรมแดนไทย-ลาว ตั้งแต่อำเภอเชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น และเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ของลาว ที่ต้องถูกระเบิด

ระยะที่ 3 ปรับปรุงแม่น้ำโขงให้มีลักษณะคล้ายคลอง ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Canalization” เพื่อให้เรือระวางบรรทุกอย่างต่ำ 500 ตัน เดินเรือได้

การระเบิดแก่งระยะแรก เกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2545 ตั้งแต่จีนลงมายังพรมแดนจีน-พม่า และพม่า-ลาว แต่มาติดขัดเอาตรงบริเวณแก่งคอนผีหลงของไทย เมื่อกลุ่มนักวิชาการ ชาวบ้านริมฝั่งโขง และกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นคือ กลุ่มรักษ์เชียงของ ออกมาคัดค้าน คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ชะลอการระเบิดแก่งคอนผีหลง และให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการทำข้อตกลงเรื่องการปักปันเขตแดนทางน้ำกับลาวให้แล้วเสร็จ รวมทั้งให้มีการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าจ้างบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ เมเนจเมนท์ จำกัด ร่วมด้วยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นผู้จัดทำรายงาน แล้วเสร็จในปี 2547

หลังจากนั้นอภิมหาโครงการข้ามชาติก็ถูกระงับไปนานกว่า 10 ปี กระทั่งสังคมไทยเปลี่ยนผ่านจากยุครัฐบาลพลเรือน สู่รัฐบาลเผด็จการทหาร

26 มีนาคม 2559 สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า จีนจะร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนพัฒนาช่องทางจัดส่งหลักในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง โดยจะมีการขุดลอกเพื่อเปิดทางให้เรือขนาด 500 ตัน แล่นในแม่น้ำโขงได้ตลอดทั้งปี ภายใต้กรอบความร่วมมือล้านช้าง (Lanchang-Mekong cooperration: LMC) ที่จีนเป็นผู้ริเริ่มในเดือนเดียวกันนี้

23 ธันวาคม 2559 หลิว ลีหัว รองประธานบริษัท CCCC Second Habor Consultant ที่ได้รับสัมปทานจากจีน เข้าพบ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ นำเสนอข้อมูลและการดำเนินการช่วงที่ผ่านมา ชี้แจงว่าทางบริษัทเคยได้รับสัมปทานโครงการปรับปรุงร่องน้ำระยะที่ 1 เมื่อราว 15 ปีก่อน และชนะการประมูลโครงการระยะที่ 2 บริษัทจึงมีหน้าที่ดำเนินการตามแผนหลักที่ 4 ประเทศวางไว้

27 ธันวาคม 2559 คณะรัฐมนตรี รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง พ.ศ. 2558-2568

นับตั้งแต่นั้นกระแสการคัดค้านโครงการเป็นระลอกสองก็เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ มีการยื่นเอกสารคัดค้าน จัดเสวนาให้ความรู้ รณรงค์ต่อต้านเรือสำรวจสัญชาติจีนที่เข้ามาสำรวจแม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนไทย-ลาว ซึ่งประกอบด้วยเรือ 3 ลำ แบ่งกันรับผิดชอบงานสำรวจทางธรณีวิทยา ชลศาสตร์ และวิศวกรรม

เรือแต่ละลำเริ่มสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนาม กระทั่งกลางเดือนพฤษภาคม 2560 ทุกลำแล่นกลับประเทศ พร้อมข้อมูลประกอบการพิจารณาระเบิดแก่ง ที่ยังไม่แน่ชัดว่าผลจะออกมาเป็นเช่นใด

อีกไม่นาน…

ไม่ว่าในสายตาใครก็ตามที่เคยมาสัมผัสแก่งแม่น้ำโขงจะเต็มไปด้วยความทรงจำ

แต่สำหรับ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว นั้นคงไม่เหลืออะไร

เมื่อเกาะแก่งหายไป แม่น้ำโขงคงถึงกาลอวสาน