SAY NO ‘เนื้อแดง’ เพื่อชีวิตที่ยืนยาว ควบคุมความอยาก รูดซิบปาก บอกลาบุฟเฟต์

เรียกได้ว่าเป็นความเข้าใจ (ผิด) ครั้งมโหฬาร กับความเชื่อที่ว่า “เนื้อแดง” ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย และสามารถรับประทานได้ครั้งละมากๆ เพราะไม่ทำให้อ้วน มากไปกว่านั้นก็คือวัยรุ่นหนุ่มสาวมีทัศนคติต่อการควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักว่า วิธีที่ดีและได้ผลเร็วที่สุดนั้น คือการงดรับประทานแป้งแล้วหันมาแทนที่ด้วย “เนื้อแดง” เช่น สเต็ก แทน

นอกจากนี้ สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยก็คือธุรกิจอาหารที่เกี่ยวข้องกับเนื้อแดงกำลังเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สังเกตได้จากการเกิดขึ้นของร้านอาหารประเภทปิ้งย่าง-ชาบูที่เบ่งบานอยู่ทั่วทุกหัวระแหง หนำซ้ำยังพบว่าเทรนด์การบริโภคในปัจจุบัน โดยเฉพาะ “บุฟเฟต์” มีส่วนสำคัญในการเร่งรัดและเร่งเร้าให้บริโภคเนื้อแดงกันอย่างเกินความจำเป็น

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ลงพื้นที่ทดลองสุ่มเพื่อให้เห็นภาพ ไม่น่าเชื่อว่าเพียง 2 ซอยที่อยู่ประชิดสถาบันการศึกษา อย่างรัชดาภิเษก 32 และซอยเสือใหญ่ รัชดาภิเษก 36 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร ซึ่งเป็นย่านที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก หนาแน่นไปด้วยหอพักนักศึกษา พบว่ามีร้านฟุฟเฟต์ปิ้งย่าง 5 ร้าน ร้านชาบูอีก 4 ร้าน ยังไม่นับร้านขายหมูปิ้ง-เนื้อปิ้งอีกเกินกว่า 10 ร้าน

ที่น่าสนใจก็คือ จากการพูดคุยกับเจ้าของร้านพบว่ามีลูกค้าเต็มและขายหมดทุกๆ วัน

ปราโมช ส่งเสริม ฟรีแลนซ์หนุ่ม ยอมรับว่า ชอบรับประทานบุฟเฟต์ปิ้งย่างอย่างมาก เฉลี่ยแล้วสัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย และหากมีวาระหรืองานฉลองอะไรก็เลือกไปที่ร้านบุฟเฟ่ปิ้งย่างเป็นลำดับแรก

สอดคล้องกับ อำนาจ สุตธรรม ชายหนุ่มอีกรายที่ชอบรับประทานเนื้อวัวเป็นชีวิตจิตใจ เขา บอกว่า ทุกเมนูในทุกวันจะต้องมีเนื้อวัวเป็นส่วนประกอบ

แม้ดูเหมือนตัวเลขจะไม่มาก แต่ข้อมูลจาก สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก ปี 2554-2560 ก็ช่วยอธิบายสถานการณ์การบริโภคเนื้อแดงของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี โดยข้อมูลระบุว่าค่าเฉลี่ยของการบริโภคเนื้อสุกรในคนไทยเพิ่มขึ้นจากปีละ 10.28 กิโลกรัม เป็น 13.7 กิโลกรัม

เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสถิติของ สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ระบุว่า แนวโน้มการบริโภคเนื้อไก่ของคนไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยในปี 2553 อยู่ที่ 8.98 แสนตัน เพิ่มขึ้นเป็น 1.25 ล้านตัน ในปี 2559

—– ‘เนื้อแดง’ แหล่งชุมนุมของโรคร้าย —–

จริงอยู่ที่ว่า “เนื้อแดง” เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ แต่ก็ควรบริโภคในอัตราที่พอเหมาะ เพราะหากบริโภคกันอย่างไม่บันยะบันยังแล้ว ย่อมเกิดโทษทัณฑ์ต่อร่างกายในระดับที่รุนแรงและอาจจะคาดกันไม่ถึง

ทีมนักวิจัยภาควิชาการโภชนาการ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (HSPH) สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาในหัวข้อ “พฤติกรรมการบริโภคเนื้อแดงสัมพันธ์ความเสี่ยงต่อการตาย” โดยเก็บข้อมูลจากคนวัยทำงานในสหรัฐกว่า 1 แสนราย พบว่าผู้ที่กินเนื้อแดงเป็นประจำเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้มากถึง 14%

นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิฐานอีกว่า ธาตุเหล็ก และไขมันอิ่มตัวในเนื้อวัว เนื้อหมู รวมถึงเนื้อแกะ เมื่อ นำไปปรุงอาหารหรือผ่านความร้อนจะทำให้เกิด “สารไนเตรต” และสารเคมีอื่นๆ ซึ่งเป็นต้นตอของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง

“ไม่ใช่ให้งดกินเนื้อแดงไปเลยแต่ควรจะควบคุม และรับประทานโปรตีนอื่น เช่น ปลา ไข่ เต้าหู้ เสริมด้วย” หนึ่งในทีมวิจัย ระบุ พร้อมทั้งยกตัวอย่างว่า การกินถั่วแทนเนื้อวัวหรือเนื้อหมูสามารถลดความเสี่ยงจากโรคร้ายได้ถึง 19%

สำทับความจริงด้วยงานวิจัยอีกชิ้นซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซด์ JAMA Internal Medicine ที่รวบยอดความคิดว่า การบริโภคเนื้อแดง เพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2

การวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อหาความเกี่ยวพันระหว่างการบริโภคเนื้อแดงกับความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นชาวอเมริกันร่วมๆ 8 หมื่นราย

ผลการศึกษาจากการติดตามตลอด 4 ปี พบว่า การกินเนื้อแดงเพิ่มขึ้นกว่าเดิม 45 กรัมต่อวัน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานถึง 48% หากลดปริมาณการกินเนื้อแดงลงกว่าเดิมตั้งแต่ 45 กรัมต่อวัน ความเสี่ยงจะลดลงตามลงไปถึง 14%

สรุปคือ การเพิ่มปริมาณการบริโภคเนื้อแดงเป็นเวลานานต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภท 2 โดยผลการศึกษาพบหลักฐานว่าการจำกัดปริมาณการบริโภคเนื้อแดง มีส่วนช่วยป้องกันการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ได้

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลทางโภชนาการที่บ่งชี้ว่า การบริโภคเนื้อแดงแปรรูป อาทิ เบคอน แฮม ไส้กรอก รวมไปถึงแหนม กุนเชียง จะยิ่งเกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ นั่นเพราในกระบวนการแปรรูปจะสร้างสารก่อมะเร็งที่ชื่อ “ไนโตรซามีน” รวมถึงมีไขมันอิ่มตัว และโซเดียม ซึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

—– ทำลาย ‘ไต’ กระดูกพรุน เสี่ยงมะเร็ง —–

ณัฐวรรณ เชาวน์ลิลิตกุล นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ รักษาการหัวหน้ากลุ่มสร้างเสริมสุขภาวะโภชนาการ (สส.) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบายว่า เนื้อแดงที่คนไทยนิยมรับประทานมากที่สุดคือเนื้อหมู ซึ่งจริงอยู่ที่เนื้อสัตว์อย่างเนื้อแดงเป็นแหล่งโปรตีน วิตามิน แต่หากรับประทานในปริมาณมากเกินไปจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นในเรื่องการขับของเสีย

“โดยเฉพาะคนที่ชอบรับประทานเนื้อติดมันอย่าง หมูสามชั้น หนังหมู หนังไก่ จะได้รับไขมันที่สูงตามมาด้วย ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน หรือโรคไตได้” เธอ ระบุ

ณัฐวรรณ อธิบายต่อไปว่า เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่ผ่านความร้อนทั้งการปิ้ง ย่าง ทอด รวมถึงเนื้อแปรรูปนั้น เซลล์โปรตีนที่อยู่ในเนื้อจะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาว่าหากทานโปรตีนมากเกินไป จะทำให้แคลเซียมในกระดูกถูกขับออกไป เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

“เนื้อสัตว์สีอื่นๆ อย่าง เนื้อไก่ หรือเนื้อเป็ด ที่คนไทยนิยมกิน หากกินมากเกินไปก็อาจเสี่ยงเป็นโรคเกาต์ ฉะนั้นทุกอย่างต้องกินให้เหมาะสมและพอดี หากต้องการรับประทานเนื้อสัตว์แนะนำให้ทานส่วนที่มีไขมันน้อย เช่น ส่วนอก หรือเนื้อปลา โดยไขมันในเนื้อปลาเป็นไขมันดี เช่น DHA และ โอเมก้า 3 ที่สามารถไปพัฒนาและซ่อมแซมระบบสมองได้ โดยเฉพาะในเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต” หัวหน้ากลุ่มสส. แนะนำเพิ่มเติม

สำหรับปริมาณการได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้พลังงานในแต่ละช่วงวัย

—— วางอิฐก้อนแรก รณรงค์ลดการบริโภค —–

ภัยคุกคามสุขภาพจากการบริโภคเนื้อแดงอย่างไม่ยั้งคิด นำมาซึ่งความพยายามล้อมคอกหรือลดระดับของปัญหาลง ดร.ศุลีพร แสงกระจ่าง รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาสุขภาพ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า จำเป็นต้องกำหนดมาตรการขับเคลื่อนเชิงรณรงค์ในประเด็นลดการบริโภคเนื้อแดง เพราะเนื้อแดงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

“การลดการบริโภคเนื้อแดงควรจะต้องได้รับการวางเป็นกรอบที่ทำงานอย่างชัดเจน เพื่อรณรงค์ให้คนลดการบริโภค” ดร.ศุลีพร ระบุ ก่อนจะย้ำว่า กลุ่มวัยรุ่นคือกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเพราะนิยมบริโภคอาหารปิ้งย่างประเภทบุฟเฟ่ต์มากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่ ผศ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ระบุว่า จากนี้จำเป็นต้องทำให้ประชาชนเห็นภาพชัดว่าจะเกิดอันตรายขึ้นอย่างแท้จริง รวมถึงปัจจัยอื่นที่เป็นองค์ประกอบของโรค ไม่ว่าจะเป็นการไม่ออกกำลังกาย ดื่มเหล้า สูบบุหรี่

“ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการร้านอาหารปิ้งย่าง หรือผู้ประกอบการเนื้อแดง จะต้องเห็นด้วยในการรณรงค์ลดการบริโภค อาจจะหาทางเลือกอื่นๆ มาขายให้กับประชาชน เพียงแต่ก็ต้องชัดเจนว่าจะให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นดำเนินการอย่างไร หรือมีทางเลือกใดบ้าง” ผศ.วีระศักดิ์ ระบุ

แท้ที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาช่วยแก้หรือมาช่วยรณรงค์ เพราะทางออกขึ้นอยู่กับการควบคุมความอยากและปากของเราเอง