ในวันที่ความสะอาดเป็นสิ่งหายาก คนกรุงกำลังเพรียกหา ‘ถังขยะ’

ถังขยะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) หายไปจนเป็นที่ผิดสังเกต ภายหลังเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่หลากหลายครั้ง

ถ้ายังจำกันได้ เหตุการณ์ลอบวางระเบิด 9 จุด ในวันส่งท้ายปี 31 ธันวาคม 2549 ได้เขย่าขวัญชาวกรุงและนำมาซึ่งมาตรการเข้มในการรักษาความปลอดภัย โดยหนึ่งในนั้นคือคำสั่ง “เก็บถังขยะ”

นิคม ไวยรัชพานิช ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม.ในขณะนั้น ออกคำสั่งไปยังพื้นที่ 50 เขต ให้เก็บถังขยะขนาดใหญ่ออกจากพื้นที่โดยด่วน ด้วยเกรงว่าจะเป็นจุดเสี่ยงให้เกิดเหตุลอบวางระเบิดซ้ำ

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “ถังขยะ” ใน กทม.กลายเป็นสิ่งหายาก

เรื่อยมาจนถึงปี 2560 ภายใต้การบัญชาการของพ่อเมือง พล.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ก็มีคำสั่งให้เก็บถังขยะสีทึบกว่า 1 ล้านใบ ทั่วทั้งกทม.อีกครั้ง คราวนี้ให้เปลี่ยนเป็นโครงเหล็กหุ้มด้วยพลาสติกใส

สำหรับสาเหตุของการปรับเปลี่ยน เนื่องมาจากเหตุการณ์ระเบิดซุกถังขยะเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2560 บริเวณหน้ากองสลากเก่า ถ.ราชดำเนินกลาง

ในขณะที่ยังไม่มีหลักประกันว่าการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของถังขยะจะมีผลต่อสถานการณ์ความไม่สงบหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็คือคนกรุงหลายรายเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ามีความยากลำบากในการทิ้งขยะมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ

มีไม่ต่ำกว่า 10 ราย ที่บอกตรงกันว่าต้องการความสะอาด และอยากให้บ้านเมืองสะอาดเป็นระเบียบเหมือนกับต่างประเทศ ซึ่งคิดว่าหากมีถังขยะเพียงพอ น่าจะไม่เห็นภาพกองขยะสุมตามทางเท้าหรือโคนเสาไฟฟ้า

บางรายเรียกร้องขอทวงคืนถังขยะ ไม่ว่าจะเป็นถังในรูปแบบใด แต่ขอให้ กทม.เพิ่มจำนวนให้ครอบคลุมขึ้น

—– สภาพความเป็นจริงจากพื้นที่ —–

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ถังขยะในบางพื้นที่ ตัวอย่างหนึ่งคือเส้นทาง ถ.สรงประภา เขตดอนเมือง ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ตั้งแต่วัดสีกัน (พุทธสยาม) – วัดดอนเมือง มีถังขยะของ กทม.

แม้ว่าจะมีจำนวนเฉลี่ย 1 ถัง ทุกๆ ระยะทาง 300 เมตร แต่สภาพก็เป็นไปอย่างไม่สมประกอบ ไม่ว่าจะเป็นถังแตก รั่ว ไม่มีฝาปิด มีน้ำขยะไหลออกมาสู่ท้องถนน โดยที่น่าสนใจและเป็นภาพชินตาก็คือขยะส่วนใหญ่ถูกทิ้งสุมไว้ตามโคนเสาไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก

สำหรับถังขยะชั่วคราวตามนโยบายของ พล.อ.อัศวิน นั้น พบว่ามีเฉพาะบริเวณป้ายรถประจำทาง แต่ก็ไม่ได้มีทุกป้าย ตัวอย่างเช่น ป้ายรถเมล์บริเวณหน้าวัดเสมียนนารี เขตจตุจักร ซึ่งมีผู้คนใช้บริการเป็นจำนวนมากในทุกๆ วัน กลับพบว่าไม่มีถังขยะ มีแต่ถุงดำแขวนอยู่เพียงถุงเดียว และขยะก็ล้นทะลักออกสู่พื้น

—– คนกรุงร่วมใจทวงคืน ‘ถังขยะ’ —–

ข้อมูลสถิติค่าเฉลี่ยขยะมูลฝอยประจำงบประมาณปี 2560 (ตั้งแต่เดือน ต.ค.2559 – ก.ย. 2560) โดยสำนักส่งเสริมสิ่งแวดล้อม กทม. ระบุว่า ปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ยอยู่ที่ 10,453.91 ตัน โดยเขตที่มีจำนวนขยะมูลฝอยมากที่สุดคือเขตจตุจักร

ไม่น่าเชื่อว่าเขตจตุจักรซึ่งมีขยะจำนวนมหาศาล กลับมีถังขยะในพื้นที่สาธารณะไม่ถึง 80 ใบ ซึ่งจากการพูดคุยกับประชาชนในละแวกนั้น พบว่าส่วนใหญ่เลือกทิ้งขยะลงบนทางเท้าในจุดที่มีขยะกองเยอะๆ เพราะคิดว่านั่นเป็นจุดทิ้งขยะ

 

“ถังขยะส่วนใหญ่จะมีแต่หน้าร้านสะดวกซื้อหรือปั๊มน้ำมัน ส่วนระหว่างทางบนท้องถนนมีน้อยมากๆ ส่วนตัวอยากให้ กทม.เพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่านี้” หนึ่งในผู้สัญจรไปมาในเขตจตุจักร ให้ความเห็น

น่าสนใจกระแสในสังคมออนไลน์ พบว่ามีการตั้งกระทู้ถามถึงการหายตัวไปของถังขยะและความเดือดร้อนจากการหาถังขยะ อย่างในเว็บไซต์ pantip.com มีการตั้งกระทู้ว่า “ถังขยะกทม.มันหายไปไหนหมดครับ”

กระทู้ดังกล่าว ฉายแววความเดือดร้อนจากปริมาณถังขยะในกทม. ลดลงเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่แล้วต่างบอกเหมือนกันว่า ได้รับผลกระทบจากการที่ กทม.เก็บถังขยะออกไป และถังขยะชั่วคราวที่ทำมานั้นก็ไม่ได้มีเพียงพอสำหรับผู้คนที่สัญจรตามท้องถนน

อย่างไรก็ตาม ตามทฤษฎีหรือในประเทศที่เจริญแล้วการลดลงของถังขยะไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไป รศ.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สร้างแคมเปญรณรงค์ “ลดจำนวนถังขยะในกรุงเทพมหานคร” ในเว็บไซต์ change.org

รศ.พิสุทธิ์ ได้ระบุว่า ขยะถือเป็นปัญหาใหญ่ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉลี่ยแล้วคนหนึ่งคนจะทิ้งขยะประมาณ 1.1 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งตลอด 15 ปีที่ผ่านมาจำนวนขยะมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันกลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้สักที

“ผมจึงขอเสนอนโยบายลดจำนวนถังออกให้เหลือน้อยที่สุด โดยเริ่มจากสถานที่ท่องเที่ยวหลายๆ แห่งก่อน หลายคนคงสงสัยว่าจะเป็นการลดขยะได้จริงหรือไม่ มีกรณีศึกษาอย่างในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี หรือไต้หวัน มีถังขยะในที่สาธารณะน้อยมาก เมื่อไม่มีถังขยะจีงเก็บขยะมาทิ้งที่โรงแรม หรือที่บ้าน”

แน่นอนว่า นโยบายดังกล่าวได้ผลจริงในหลายประเทศ แต่ก็ยังมีคำถามถึงความเหมาะสมกับประเทศไทย โดยเฉพาะกับคุณภาพของพลเมือง

—– กองขยะคือจุดเดิมที่เคยมีถังขยะ —–

ลองสอบถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่ออธิบายปรากฏการณ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เริ่มต้นจากเขตจตุจักรที่มีปริมาณขยะมูลฝอยมากที่สุด

สันต์ ปานทอง ผู้ควบคุมงานเก็บขยะประจำเขตจตุจักร ยอมรับว่า มีขยะถูกทิ้งไว้ตามถนนสายหลักเป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้พบการทิ้งขยะตามโคนเสาไฟฟ้าจริง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่เดิมที่เคยมีถังขยะเก่าอยู่ จึงไม่มีปัญหาเรื่องการจัดเก็บใดๆ

“ส่วนใหญ่ประชาชนเอาขยะมาวางทิ้งในจุดเก่า คือพอถังขยะหายไปประชาชนก็นำขยะมาทิ้งไว้ในจุดเดิมตามความเคยชิน แต่จำนวนถังขยะที่ลดลงไม่ได้ส่งผลต่อการจัดเก็บขยะแต่อย่างใด” สันต์ ระบุ

สอดคล้องกับ สุกัญญา น้อยเกษม หัวหน้าฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ เขตดอนเมือง ที่ชี้แจงว่า ตั้งแต่ทางผู้ว่าฯ กทม.มีคำสั่งให้เก็บถังขยะสีทึบออกจากถนนสายหลักทุกเขต ทางเขตดอนเมืองก็ได้กำหนดให้มีการจัดเก็บขยะ 2 ช่วงเวลา คือรอบ 04.00-12.00 และ 16.00-22.00 เพื่อให้ถนนสายหลักสะอาดและมีความเรียบร้อย

พนัสดา ทองฝาก หัวหน้าฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ เขตบางเขน ระบุว่า ถังขยะที่หายไปจากพื้นทีสาธารณะไม่ได้สร้างปัญหาเท่าใดนัก เพราะขยะส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดมาจากในพื้นที่ชุมชนมากกว่า

แตกต่างจากสถานการณ์ของเขตสายไหม ศิริพงษ์ รัตนโรจนากุล หัวหน้าฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ เขตสายไหม บอกว่า การสั่งเก็บถังขยะสีทึบออกนั้นส่งผลกระทบต่อประชาชนพื้นที่เขตสายไหม เนื่องจากในเขตนี้มีความหนาแน่นของประชากรมาก และยังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“หลังจากที่มีการเก็บถังขยะไปแล้ว ยังมีประชาชนนำถังขยะมาวางในจุดเดิมที่เคยตั้งถังขยะ ส่งผลให้มีสุนัขมาคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหาร ทำให้ทัศนียภาพภายในเขตสายไหมค่อนข้างที่จะเต็มไปด้วยขยะ” ศิริพงษ์ ระบุ

ด้าน ปกครอง พลเมือง ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตหลักสี่ ระบุว่า การมีถังขยะสาธารณะมีทั้งข้อดี และข้อเสีย ข้อดีคือทำให้ทัศนียภาพของท้องถนนสวยงามขึ้น มีการจัดเก็บขยะที่ง่ายขึ้น ส่วนข้อเสียคือ การที่มีจำนวนถังขยะมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้มีจำนวนขยะมากเพิ่มขึ้นเท่านั้น

“หากประชาชนรู้จักนำขยะกลับมาทิ้งที่บ้านก็จะไม่มีปัญหาเรื่องขยะในที่สาธารณะเลย แต่เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนไทย” เขาระบุ

ทั้งหมดคือภาพส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นใน กทม. ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่าถังขยะเป็นสิ่งจำเป็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือจิตสำนึกและวินัยในการทิ้งขยะ