ความลับดำมืดของช็อกโกแลต หนึ่งคำคือ … ป่าฝนที่หายไป ?

ถ้าหากว่า ช็อกโกแลตชิ้นที่คุณกำลังกินอยู่ผลิตมาจากโกโก้ซึ่งลักลอบปลูกในเขตหวงห้าม มีส่วนทำให้ป่าฝนเขตร้อนลดลง เป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุกคามพื้นที่ดำรงชีวิตของช้าง ชิมแปนซี ฮิปโปโปเตมัส ฯลฯ ในแอฟริกาตะวันตก คุณยังจะกินช็อกโกแลตชิ้นนั้นลงไหม? คุณยังจะรู้สึกว่า ของว่างชิ้นนี้อร่อยอยู่หรือเปล่า?

ช็อกโกแลตเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของโลก ผลิตมาจากเมล็ดโกโก้หรือคาเคา ช็อกโกแลตส่วนมากทำขึ้นในยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่แหล่งปลูกโกโก้ที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในอัฟริกาตะวันตก ณ ดินแดนนั้น ช็อกโกแลตเป็นของหายากและแพงมาก ด้วยรายได้น้อย (ไม่ถึง 30 บาทต่อวัน) ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ส่วนใหญ่ไม่เคยลิ้มชิมรสขนมขมๆ หวานๆ นี้เลย

ปัจจุบัน 70% ของโกโก้ในตลาดโลกเป็นผลผลิตของเกษตรกรอัฟริกันราว 2 ล้านคน จากเซียร์ราลีโอนไปถึงแคเมอรูน และ 40% ในนั้นมาจากไอวอรีโคสต์ นอกจากจะเป็นผู้ผลิตโกโก้อันดับหนึ่งแล้ว พวกเขายังเป็นผู้ทำลายป่ามากที่สุดเช่นกัน

ไอวอรีโคสต์ หรือ โกตดิวัวร์ เคยเป็นประเทศอันอุดมสมบูรณ์ และมีอัตราความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดในแอฟริกา แต่พื้นที่ป่าไม้ของพวกเขาก็ลดลงทุกปีๆ เหตุผลหนึ่งเพราะ การปลูกโกโก้เพื่อป้อนอุตสาหกรรมช็อกโกแลต

ด้วยความต้องการโกโก้ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านจึงขยายพื้นที่ปลูกโดยถางป่าตัดไม้รุกล้ำลักลอบเข้าไปในเขตอุทยาน ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด นับตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา ป่าฝนของไอวอรีโคสต์ลดลงกว่าเดิมถึง 80% เป็นการสูญเสียในอัตราที่รวดเร็วและอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น ปริมาณปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้เพื่อดูแลโกโก้ยังทำให้ธรรมชาติสูญเสียความหลากหลาย ก่อเกิดเป็นมลพิษทางน้ำ เป็นอันตรายทั้งต่อสัตว์ป่า ผู้คนและชุมชน การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกโกโก้ยังส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ด้วยป่าฝนเขตร้อนเปรียบเสมือนปอดของโลก ทำหน้าที่ตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้สูงกว่าระบบนิเวศน์ใดๆ บนดาวเคราะห์ดวงนี้ เมื่อป่าถูกทำลายคาร์บอนจึงถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

อาจจะกล่าวได้ว่า … ช็อกโกแลตหนึ่งแท่งซึ่งทำจากโกโก้ที่ได้จากการตัดไม้ทำลายป่าผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณเท่ากับการเผาผลาญพลังงานด้วยการขับขี่รถในระยะทาง 7.9 กิโลเมตร!

ปัจจุบันช็อกโกแลตเป็นธุรกิจขนาดมโหฬาร ในปี 2015 นั้นมีมูลค่าราวแสนล้านเหรียญสหรัฐ (และมีเพียง 6% ที่เป็นรายได้คืนกลับสู่เกษตรกรโกโก้) ด้วยความนิยมไม่เคยเสื่อมคลายทำให้ตลาดใหญ่ขึ้นๆ นั่นก็หมายความว่า ผลกระทบต่อโลกก็มีขนาดใหญ่ไปด้วยเช่นกัน

หากว่า ความต้องการช็อกโกแลตทั่วโลกยังคงไม่ลดลง และวิธีการเพาะปลูกโกโก้ไม่เปลี่ยนแปลง ภายในปี 2030 ไอวอรีโคสต์อาจจะไม่มีป่าเหลืออยู่เลย!

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไมตี้ เอิร์ธ ซึ่งทำงานเกี่ยวกับโกโก้ในแอฟริกามานาน พวกเขาได้นำเสนอทางออกว่า ต้องเปลี่ยนการเพาะปลูกให้เป็นแบบวนเกษตรเพื่อความยั่งยืนและถาวร โดยเลิกตัดไม้ และหันไปปลูกโกโก้แซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติแทน ซึ่งเป็นความท้าทาย และเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่หน่วยงานหรือองค์กรใด ไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือรัฐบาลจะทำได้ตามลำพัง ขณะที่มูลนิธิโกโก้โลกย้ำว่า รัฐบาลไอวอรีโคสต์ต้องจริงจังกับการดูแลป่า และผู้ผลิตช็อกโกแลตก็ต้องจริงใจกับการดูแลที่มาที่ไปของวัตถุดิบมากกว่าที่เป็นอยู่

ทุกวันนี้โกโก้จากไอวอรีโคสต์ถูกส่งไปให้ 70 บริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลตทั่วโลก ในจำนวนนั้นเป็นแบรนด์ชั้นนำซึ่งผู้บริโภครู้จักกันอย่างกว้างขวาง จึงเป็นไปได้ที่เราๆ ท่านๆ จะบริโภค “โกโก้สกปรก” เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เพราะแม้แต่ผู้ผลิตเองก็ยากที่จะแยกหรือสืบรู้ได้ว่า โกโก้ที่มาอย่างไม่ถูกต้องไหลเข้าสู่วัฏจักรการผลิตมาผสมผสานกับ “โกโก้สะอาด” ในช่วงตอนใดของห่วงโซ่อุปทาน

ความพยายามในการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่โกโก้มีต่อโลกอาจจะยังไม่มีให้เห็นเป็นรูปธรรมเด่นชัดมากนัก แต่ก็เริ่มมีแรงกระเพื่อมเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเรื่อยๆ เช่นเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงเป็นประธานในการจัดประชุมบริษัทช็อกโกแลตรายใหญ่จากทั่วโลก เพื่อหาข้อตกลงเรื่องการยุติการทำลายป่าไม้ ขณะที่ผู้ผลิตช็อกโกแลตอย่างมาร์สและเนสท์เล่กระโดดเข้าร่วมโครงการ Cocoa and Forests Initiative ซึ่งเป็นความพยายามครั้งสำคัญเพื่อยับยั้งการตัดไม้ในห่วงโซ่อุปทานโกโก้ทั่วโลก

มาร์ส ผู้ผลิตเอ็มแอนด์เอ็มส์, สกิตเทิลส์ และ ทวิกซ์ ตั้งเป้าว่า พวกเขาจะใช้เฉพาะโกโก้ซึ่งมีการรับรองว่าผลิตอย่างถูกต้อง 100% ภายในปี 2020 ทั้งยังจะทุ่มเงินเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยได้เปิดตัวโครงการ Sustainability in the Generation เพื่อลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในธุรกิจและซัพพลายเชนลงให้ได้มากกว่า 60% ภายในปี 2050 โดยจะลงทุนเพื่อจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน และทำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงช่วยเกษตรกรให้มีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้น

ขณะที่ มอนเดลีซ เจ้าของช็อกโกแลตแคดเบอรีและท็อบเบลอโรนก็มุ่งหมายที่จะใช้วัตถุดิบซึ่งได้มาอย่างถูกต้องตามหลักจริยธรรมทุกขั้นตอน ก่อนหน้านี้พวกเขามีช็อกโกแลตยี่ห้อกรีน แอนด์ แบล็คส์ ซึ่งเป็นสินค้าออร์แกนิค ทั้งยังตรงตามมาตรฐานของแฟร์เทรด (Fairtrade การค้าที่เป็นธรรม) และเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาก็เพิ่งเปิดตัว โกโก้ไลฟ์ (Cocoa Life) ซึ่งเป็นตราประทับรับรองว่า ช็อกโกแลตของพวกเขามาจากกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน

ไม่เพียงผู้ผลิต กลุ่มไมตี้เอิร์ธระบุว่า “ผู้บริโภคช็อกโกแลตทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหรือแนวทางแก้ไขปัญหา … คุณสามารถเลือกซื้อช็อกโกแลตที่ผลิตอย่างคำนึงถึงจริยธรรมได้ หรือคุณจะให้เงินของคุณมาช่วยตัดไม้ทำลายป่า”

สำหรับ “ช็อกโกแลตเลิฟเวอร์” การพิจารณาเลือกของโปรดแสนอร่อยจากบรรจุภัณฑ์ที่ประทับตรา Rainforest Alliance (ปกป้องอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่าธรรมชาติอย่างถูกวิธีและอย่างยั่งยืน), Fair Trade (การค้าที่เป็นธรรม) หรือ Organic (เกษตรอินทรีย์) ถึงจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ถูกต้องที่สุด แต่อย่างน้อยก็แสดงถึง “ความใส่ใจ”

เพราะอาหารไม่ใช่แค่อร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ หรือถูกสุขลักษณะเท่านั้น แต่ต้อง “ถูกต้อง” ด้วย ในทางหนึ่ง นี่เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญที่ว่า ผู้บริโภคควรต้องรู้แหล่งผลิต รวมทั้งทราบความเป็นมาของอาหารซึ่งหยิบเข้าปาก