ภายหลัง เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ตรวจสอบการจัดทำ-การพิจารณา-การอนุมัติ รายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา

ราวๆ 1 เดือนต่อมา คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร กสม.ได้จัดประชุมรับฟังข้อเท็จจริงกรณีร้องเรียนขึ้นในวันที่ 13 ก.ย.2560 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
สำหรับประเด็นชี้แจงแบ่งออกเป็น 3 ข้อ คือ 1.แผนพัฒนาพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และแผนการนำไฟฟ้า 2,200 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินเทพาไปใช้ประโยชน์

2.การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการ มีกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างไร 3.กรณีจำเป็นต้องย้ายชุมชนออกจากพื้นที่ มีแนวทางในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหรือไม่ อย่างไร
เนื้อหาหลังจากนี้ คือสาระบางช่วงบางตอนจากการประชุม

—– 5 เหตุผลต้องสร้าง ปะทะ 20 ข้อต้องหยุด —–

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2559-2579 หรือ PDP2015 ของกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ความต้องการไฟฟ้าของภาคใต้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3 ต่อปี ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาโรงไฟฟ้าเพิ่มเติม 3 โรง ในช่วงปี 2562-2567

จำนวน 2 ใน 3 โรง คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เครื่องที่ 1 กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 1,000 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้า ปี 2564 และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เครื่องที่ 2 กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 1,000 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้า ปี 2567

กฟผ.ให้เหตุผล 5 ข้อของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ไว้ดังนี้ 1.เป็นโรงไฟฟ้าหลักเสริมความมั่นคงการใช้พลังงานทดแทน และช่วยให้ค่าไฟฟ้าถูก 2.กระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิงในระยะยาว 3.เพิ่มความมั่นคงระบบไฟฟ้าในพื้นที่ 4.ลดความสูญเสียในระบบส่งระยะทางไกล และ 5.เทคโนโลยีควบคุมมลภาวะอย่างปลอดภัยต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ขณะที่เครือข่ายคนสงขลาปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ได้ระบุถึงเหตุผล 20 ข้อที่ต้องร่วมกันหยุดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โดย 5 ข้อแรกระบุว่า 1.กฟผ.บิดเบือนความจริง 2.มลพิษมหาศาล 3.ไม่ได้ตรวจวัดมลพิษอย่างมีมาตรฐาน 4.ทะเลถูกทำลายจากการปล่อยน้ำหล่อเย็น 5.สถาบันการศึกษาอยู่ไม่ได้เพราะมลพิษห้อมล้อม (ติดตามแถลงการณ์ทั้งหมดได้ที่ https://greennews.agency/?p=15127)

—– เคลือบแคลงรายงาน EHIA —–

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และโครงการท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ถูกจัดอยู่ในประเภทโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2552 จึงมีความจำเป็นที่ต้องจัดทำรายงาน EHIA ก่อนการก่อสร้าง

ทางบริษัทที่ปรึกษาโครงการ ชี้แจงว่า ได้รับฟังความคิดเห็นทั้งหมด 3 ครั้ง คือ การรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 (ค.1) เพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ดำเนินการโดยจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น ครบทุกตำบลในพื้นที่ศึกษา และเปิดกว้างให้บุคคลทั่วไป เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2557 จำนวนผู้เข้าร่วม 3,860 คน

เวที ค.2 ขั้นตอนการประเมินและจัดทำรายงาน ประกอบด้วย การประชุมกลุ่มย่อย จำนวน 24 ครั้ง อาทิ กลุ่มผู้นำชุมชน กลุ่มผู้นำศาสนา กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มประมง กลุ่มเกษตร เป็นต้น รวมทั้งการสำรวจความคิดเห็นโดยการใช้แบบสอบถามกับหน่วยงานราชการ ผู้นำชุมชน ครัวเรือน และเวที ค.3 เพื่อทบทวนร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพครบทุกตำบลในพื้นที่ศึกษา และเปิดกว้างให้บุคลลทั่วไป เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2558

ที่สุดแล้ว ในวันที่ 17 ส.ค.2560 ที่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ได้มีความเห็นว่ารายงาน EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์ ของ กฟผ. มีข้อมูลครบถ้วยเพียงพอแล้ว และเตรียมส่งต่อเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นั่นเป็นการราดน้ำมันลงในกองเพลิง กลุ่มผู้คัดค้านได้ตั้งคำถามถึงข้อมูลที่ถูกบรรจุอยู่ในรายงาน EHIA ว่าถูกต้องและครบถ้วนจริงแล้วหรือ อีกสิ่งที่น่าแปลกใจไม่แพ้กันก็คือระยะเวลาของการจัดทำกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดรับฟังความคิดเห็นใช้เวลาเพียง 9 เดือน ในขณะที่โครงอื่นๆ ใช้เวลามากกว่า 2 ปี

—– กฟผ.ยืนยัน ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ —–

ว่าที่ พ.ต.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ ผู้แทนจากผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยืนยันในที่ประชุมว่า ส่วนตัวขอยืนยันว่าการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และเรื่องของกระบวนการการมีส่วนร่วม ทางหน่วยงานได้ปฏิบัติทุกขั้นตอนที่ถูกกำหนดขึ้นตามกฎหมายทุกประการ ในการศึกษามีคณะอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชามาทำการศึกษา

เมื่อทำการศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีการส่งไปยัง คชก. ซึ่งกว่ารายงานดังกล่าวจะมีความครบถ้วน สมบูรณ์ตามความเห็นของ คชก. ใช้เวลาประมาณ 1 ปี 10 เดือน นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเช่นกัน ส่วนตัวก็ยังยืนยันในข้อมูลต่างๆ ที่ได้ให้ไว้ว่ามีความครบถ้วนดีแล้ว

“ส่วนเรื่องประเด็นในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น เราก็ทำตามประกาศกระทรวงในเรื่องของผู้มีส่วนได้เสียทั้ง 7 กลุ่มครบถ้วน และเรื่องที่บอกว่าบางกลุ่มไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ขอเรียนว่าเราได้มีการประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบครบถ้วน สำหรับกลุ่มอื่นๆ ก็ใช้ช่องทางอื่นตามที่กฎหมายกำหนด 3 ช่องทาง” ผู้แทนจากผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกล่าว

—– กสม.ค้านถ่านหิน ชี้อีเอชไอเอไม่ครบถ้วน —–

“อย่างหนึ่งที่รายงาน EHIA ไม่ได้พูดถึงคือ เรื่องวิถีของชาวบ้าน การประกอบอาชีพ จากการลงพื้นที่เห็นว่าชายทะเลมีความเชื่อมโยงระหว่าง อ.เทพา จ.สงขลา กับ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านไม่ต้องใช้เครื่องมือประมง ไม่ต้องใช้เรือ เพียงเดินไปบนชายหาดก็สามารถจับปลา จับหอยได้” เตือนใจ ดีเทศน์ หนึ่งใน กสม.ระบุ

เตือนใจ ให้รายละเอียดต่อว่า ป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์ ทะเลมีชายหาดที่ยาวมาก และเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สามารถเลี้ยงคนไทยได้ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในรายงาน EHIA แม้แต่น้อย เรื่องราวความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ ป่าชายเลน คลื่นใต้น้ำ ผลกระทบของอุณภูมิของน้ำทะเล อากาศ และนกยังไม่ถูกพูดถึงด้วยเช่น

ในส่วนประเด็นทางสังคม ประเทศไทยมีบทเรียนจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ไทย-มาเลเซีย และโรงไฟฟ้าจะนะมาแล้ว อยากเห็นว่าเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นประเด็นที่สังคมร่วมกันตั้งคำถามว่า ทำไมยังใช้ถ่านหิน ซึ่งถือว่าเป็นพลังงานที่ไม่สะอาด ภาคใต้จำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าหรือไม่ การประเมินการใช้พลังงานไฟฟ้ามันถูกต้องหรือเปล่า หากภาคใต้ขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้ากระแสหลัก หรือพลังงานหมุนเวียน

เธอ ตั้งคำถามว่า จำเป็นต้องรีบแค่ไหนที่จะต้องเร่งรัดให้ EHIA ผ่าน เสมือนว่ารับรองความชอบธรรมของโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้ ในขณะที่ EHIA เรื่องท่าเรือน้ำลึกยังไม่เสร็จ และยังคงเป็นประเด็นถกเถียงทางวิชาการในเรื่องของพลังงาน ทรัพยากรป่าชายเลน ทรัพยากรทางทะเล วิถีชีวิตความมั่นคงในอนาคต ความมั่นของชุมชน

“เทพา แม้จะไม่ใช่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นชายหาดที่มีความยาวมาก อุดมสมบูรณ์มากมายมหาศาลที่เหลือเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย สมควรหรือไม่ที่จะนำมาแลกกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าพลังงานขาดแคลน” หนึ่งในผู้สัมผัสความงามร่วมตั้งคำถาม

- Advertisement -