อนาคต ‘ไทย’ บนปากเหว ค่าโง่ 3 หมื่นล้าน !!? รัฐพร้อมเจรจา – มั่นใจ ‘เหมืองทอง’ ไม่ฟ้องร้อง

“ผมไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น”

คือท่าทีล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการตอบคำถามสื่อมวลชน ภายหลังถูก บริษัทคิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด สัญชาติออสเตรเลีย บริษัทแม่ของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เจ้าของสัมปทานเหมืองแร่ชาตรี กดดันให้รัฐบาลไทยชดใช้ค่าเสียหายทางธุรกิจมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท

มูลเหตุจาก พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ด้วยการให้ “ปิดเหมืองทอง” จ.พิจิตร เป็นการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องผลกระทบจากการประกอบการ

แน่นอนว่า ถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเหมืองแร่ทองคำคือต้นเหตุของการล้มป่วยและการพบโลหะหนักในเลือดของชาวบ้านที่อยู่ในละแวก แต่การระงับการดำเนินกิจการเพื่อตรวจสอบสาเหตุให้เป็นที่ประจักษ์และยอมรับจากทุกฝ่ายย่อมเป็นเรื่องที่สมควรได้รับการสนับสนุน

หากแต่ประเด็นอยู่ที่ว่า การสั่งปิดกิจการเหมืองแร่ชั่วคราวในครั้งนี้ไม่ได้ใช้กฎหมายปกติ ซึ่งมีการกำหนดเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน แต่นายกฯ เลือกที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งไม่มีความเป็นสากล และไม่มีที่มาที่ไป

ผลพวงที่เกิดขึ้นในมุมของบริษัทคิงส์เกตฯ ก็คือธุรกิจไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะบริษัทลูกยังมีสัมปทานในมืออยู่ และคำสั่งระงับกิจการดังกล่าวก็ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ใดให้พอจะรับฟัง
นั่นจึงนำมาซึ่งข้อกดดัน ขู่ฟ้องร้องรัฐบาลไทย 3 หมื่นล้านบาท

คำถามต่อมาก็คือ หากรัฐบาลไทยต้องมีการจ่ายชดเชยจริง … จะต้องใช้เงินจากแหล่งใด

มีนักวิชาการและนักวิเคราะห์หลายราย เสนอว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องใช้เงินส่วนตัวชดใช้ เนื่องจากการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ เป็นไปในนามตัวบุคคล ไม่ควรดึงรัฐบาลในอนาคตและประชาชนชาวไทยต้องแบกรับผลกระทบจากการตัดสินใจในครั้งนี้ด้วย

ทว่า ถ้อยแถลงข้างต้นของ พล.อ.ประยุทธ์ คงเป็นคำตอบที่ดีว่า นายกรัฐมนตรีประเทศไทยมีจุดยืนและวิสัยทัศน์อย่างไร

—– ม.44 ใหญ่แค่ในประเทศ ‘ไทย’ มีสิทธิแพ้คดี —–

บริษัทคิงส์เกตฯ ประเทศออสเตรเลีย ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทอัคราฯ เจ้าของสัมปทานเหมืองแร่ชาตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านหน้าเว็บไซต์ ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลไทยชดใช้ค่าเสียหายทางธุรกิจมูลค่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

บริษัทคิงส์เกตฯ อ้างว่า รัฐบาลไทยละเมิดความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement: TAFTA) ที่ไม่ส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน หลังจากมีคำสั่งให้เหมืองแร่ทองคำชาตรียุติการประกอบกิจการ เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2560

สำหรับความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย กำหนดให้ไทยและออสเตรเลียเปิดเสรีการค้าทั้งในด้านสินค้า การบริการ และการลงทุน ระหว่างกัน รวมทั้งร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค 2548

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเพื่อร่วมกันหาข้อยุติระหว่างบริษัทคิงส์เกตฯ กับรัฐบาลไทย โดย สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าคณะ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ นักวิชาการ ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สื่อสาธารณะ และโซเชียลมีเดีย โดยส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า หากมีการสู้คดีระหว่างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทอัคราฯ กับรัฐบาลไทย มีโอกาสสูงที่ทางรัฐบาลไทยจะแพ้คดี เนื่องจากเห็นว่ามาตรา 44 สามารถบังคับใช้ได้ในขอบเขตของประเทศเท่านั้น

—– ปิดเหมืองแล้ว 8 เดือน ‘อัครา’ ยันปลอดภัย —–

เป็นเวลา 8 เดือนเต็ม นับตั้งวันที่ 1 ม.ค.2560 จนถึงวันนี้ (1 ก.ย.2560) ที่เหมืองแร่ทองคำชาตรี ในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ของบริษัทอัคราฯ ปิดป้ายประกาศ “ไม่มีการระเบิดวันนี้” บริเวณด้านหน้าก่อนทางเข้าสู่ตัวเหมือง

นับตั้งแต่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 72/2559 ลงวันที่ 14 ธ.ค. 2559 เรื่องการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ โดยระบุใจความสำคัญว่า อำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีคำสั่งให้ “ระงับ” การอนุญาตให้สำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560

นอกจากนี้ ให้ระงับการต่ออายุประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำ และการต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมแร่ทองคำจนกว่าคณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่น ทั้งยังให้ผู้ประกอบการมีหน้าที่ในการฟื้นฟูพื้นที่ตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม

สำหรับบริษัทอัคราฯ ประกอบธุรกิจเหมืองแร่ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้รับประทานบัตรเป็นระยะเวลา 20 ปี จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ชาตรีในเขตพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ประเทศออสเตรเลีย

บริษัทเริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ย.2544 โดยมีกำลังการผลิตปัจจุบัน 6.2 ล้านตันสินแร่ต่อปี ผลิตโลหะทองคำได้เป็นจำนวนมากกว่า 130,000 ออนซ์ต่อปี ผลิตโลหะเงินได้เป็นจำนวนมากกว่า 1,000,000 ออนซ์ต่อปี สร้างรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศกว่า 7,000 ล้านบาท และมีส่วนเสริมรายได้ให้รัฐด้วยค่าภาคหลวงชำระแล้วรวมทั้งสิ้นกว่า 3,000 ล้านบาท

ในส่วนของเงินค่าภาคหลวงจากบริษัทถูกจัดสรรให้กับหน่วยงานของรัฐตามหลักเกณฑ์การจัดสรรค่าภาคหลวง ดังนี้ 40% ให้กับรัฐส่วนกลาง 20% ให้ อบจ.ในจังหวัดที่ตั้ง 20% ให้ อบต.ในพื้นที่  และ 20% เฉลี่ยให้ อบต.ทั่วประเทศ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทอัคราฯ ยืนยันถึงความปลอดภัยในการดำเนินการ กระบวนการขนส่ง การเก็บ การใช้ และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อตนเอง และประชาชนรอบๆ เหมืองแร่ทองคำ โดยการตรวจวัดปริมาณสารไซยาไนด์ของคุณภาพน้ำใต้ดิน ในบ่อสังเกตการณ์รอบบ่อเก็บกากแร่ โดยมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเสมอ

—– รอบเหมืองเต็มไปด้วย ‘โลหะหนัก’ —–

ในทางกลับกัน อาภา หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในคณะทำงานกลุ่มย่อย 5 ฝ่าย คณะทำงานตรวจสอบเเละเเก้ปัญหา โดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม จ.พิจิตร เคยระบุถึงผลตรวจวิเคราะห์โลหะหนักในดินซึ่งเต็มไปด้วยสารพิษ

จากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่าง เมื่อวันที่ 27-28 ก.ย.2557 จำนวน 56 ตัวอย่าง โดยส่งตัวอย่างไปตรวจสอบที่ห้องปฏิบัติการกลุ่มวิจัยสิ่งแวดล้อมดิน สำนักงานวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งโดยปกติแล้วปริมาณสารหนูต้องไม่เกินค่ามาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยและเกษตรกรรม 3.9 PPM แต่ผลการวิเคราะห์พบว่ามี 47 ตัวอย่าง เกินค่ามาตรฐาน โดยค่าสูงสุด 387.5 PPM และต่ำสุด 1.6 PPM

เมื่อจำแนกเฉพาะปริมาณสารหนูเกินมาตรฐาน 47 ตัวอย่าง พบว่าพื้นที่เหมืองแร่และบ่อกักเก็บกากแร่ มีปริมาณสูงสุด 204.9-387.5 PPM พื้นที่กองดินและกองกันทิ้ง และดินขอบบ่อกักเก็บแร่ มีปริมาณสูง 35.7-99.5 PPM พื้นที่ศูนย์เรียนรู้และว่างเปล่า มีปริมาณไม่สูงมาก 20.3-23.3 PPM และพื้นที่กระจายทั่วไป มีปริมาณไม่สูง 4.01-12.2 PPM ซึ่งจะเห็นว่าบริเวณเก็บตัวอย่างดินสัมพันธ์กับการทำเหมืองจึงมีค่าเกินมาตรฐานสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยรังสิต มีการเก็บตัวอย่างเลือดของชาวบ้านรอบเหมืองจำนวน 1,004 คน พบว่า 675 คน มีค่าสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน ในช่วงเดือน ส.ค.-พ.ย.2559 ซึ่งใช้ห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยมีกระทรวงสาธารณสุขและคณะทำงานกลุ่มย่อย 5 ฝ่ายรับรอง

—– ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ไม่เปิด—–

การใช้มาตรา 44 เพื่อปิดเหมืองแร่ทองคำชาตรีของหัวหน้า คสช.ในครั้งนั้น ดูเหมือนจะเป็นความพึงพอใจของใครหลายๆ คน เพราะช่วยระงับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านต่อไปในอนาคต

แต่ขณะเดียวกันการใช้อำนาจมาตรา 44 อาจจะเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ด้วยเช่นกัน หากต้องเสีย “ค่าโง่” เป็นจำนวนเงินมหาศาล ซึ่งดูเหมือนยังไม่รู้ว่าต้องใช้เงินใครจ่าย เงินส่วนไหน จะเป็นภาษีจากประชาชนหรือไม่ หรืออาจจะเป็นการเพิ่มหนี้สินให้กับประเทศเพิ่มขึ้นหรือไม่

“ผมคงจะไม่ใช้มาตรา 44 แต่จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกคำสั่งให้ปิดเหมืองตามฎหมายแร่ และกฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่รัฐไทยมีอยู่ เพื่อคุ้มครองดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบขึ้น และในการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น ที่มีอยู่ในขณะนี้” เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ตอบคำถามว่าหากคุณเป็นหัวหน้า คสช.ที่มีมาตรา 44 อยู่ในมือจะใช้แก้ไขปัญหาอย่างไร

เลิศศักดิ์ มองว่า มีแนวทางเป็นไปได้อยู่ 3 แนวทาง คือ 1.รัฐบาลยอมจ่าย มีเจตนารมณ์ที่จะปิดเหมืองทองต่อไป 2.ไม่มีเงินจ่ายอาจจะต้องเปิดเหมืองทอง 3.ไม่จ่ายและปิดเหมืองต่อไป

เขา เชื่อว่า แนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อาจออกมาในรูปแบบแนวทางที่ 3 ก็ได้ เพราะเห็นได้จากที่นายกได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ผ่านมา และหากมองในมุมของกฎหมายแร่ฉบับใหม่ซึ่งถูกบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ มีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะต้องเปิดเหมืองแร่ทองคำอีกครั้ง

—– ม.44 เล็กกว่าข้อตกลงนานาชาติ —–

สุรชัย ตรงงาม นักกฎหมาย และเลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) มองว่า ปัญหาเรื่องเหมืองแร่ทองคำเป็นปัญหาเรื่องมลพิษผลและมีกระทบชัดเจน แต่ยังขาดการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ไม่มีการพิสูจน์และเปิดโอกาสโต้แย้งหรือแสดงหลักฐาน ซึ่งที่จริงแล้วหากมีความชัดเจนควรกลับมาใช้กลไกข้อกฎหมายปกติ เช่น ให้กรมอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่สั่งการตามกฎหมายแร่ทั่วไป ซึ่งสามารถทำไม่จำเป็นต้อง มาตรา 44

นักกฎหมายรายนี้ ให้ความเห็นต่อว่า ตามหลักการทั่วไป รัฐมีอำนาจที่จะให้สั่งหยุดกิจกรรมเหมืองทองอยู่แล้ว แต่การใช้คำสั่ง คสช.กับประเทศที่มีประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่เขาไม่สามารถรับได้ เพราะเชิงกระบวนการไม่สามารถเปิดให้คู่กรณีได้โต้แย้ง หรือแสดงหลักฐานใดๆ ซึ่งถือว่าไม่มีความเป็นธรรมกับฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูตามความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ที่ระบุว่าหากมีการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรม ผู้เสียหายมีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายจากอนุญาโตตุลาการนานาชาติ ซึ่งแน่นอนว่า มาตรา 44 ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้โดยไม่สามารถยกเว้นได้ เพราะข้อตกลงเป็นกลไกสากล การวินิฉัยจึงไม่จำเป็นต้องสนใจ มาตรา 44 แต่จะดูที่กระบวนการยุติธรรมเพียงพอหรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ หากไม่เพียงพออาจถือว่าขาดความเป็นธรรม และนำไปสู่การวินิจัยว่าต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการดำเนินการที่เหมืองแร่ทองคำไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ก็อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายถึง 3 หมื่นล้าน ต้องมาพิสูจน์ และประเมินค่าความเสียหายกันอีกที

“สรุปได้ว่า การใช้คำสั่ง คสช.ที่ 72/2559 ตามมาตรา 44 จึงเป็นการใช้กลไกพิเศษที่เกิดความรวบรัดทั้งหมดของกระบวนการในเชิงเนื้อหา ซึ่งการการทำดังกล่าวนำไปสู่การวินิฉัยที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ และต่อคู่กรณีตามข้อตกลงระหว่างประเทศ” นักกฎหมายรายเดียวกันนี้กล่าวทิ้งทาย

—– รัฐยันไม่มีฟ้องร้อง ไม่มีเรื่องค่าโง่ 3 หมื่นล. —–

ทางด้าน สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ยังไม่ทราบว่าที่มาที่ไปของเรื่องเงิน 3 หมื่นล้านบาทมาจากไหน เพราะส่วนตัวก็ยังไม่เคยมีการพูดคุยกับบริษัทฯ เรื่องตัวเลขของเงิน อย่างไรก็ตามในทุกๆ นาที เขามีสิทธิยื่นอนุญาโตตุลาการ เพราะเรื่องนี้ไม่มีเงื่อนไขของกรอบเวลากำหนด คือนับตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.เป็นต้นมาก็สามารถยื่นได้ แต่ทางบริษัทฯ ก็ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ

“เราก็คุยกันตลอด ไม่มีการยื่นอนุญาโตตุลาการ ถึงแม้ว่าจะมีการยื่นอนุญาโตตุลาการก็ยังคุยกันต่อ เพราะไม่ได้มีการฟ้องร้อง ไม่มีการฟ้องใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้มีเรียกร้องทั้งสิ้น กำลังคุยกันอยู่” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุ

ปลัดกระทรวงรายนี้ ย้ำว่า ไม่รู้ว่าเรื่องเงิน 3 หมื่นล้านบาทมาจากไหน และไม่รู้ว่านักวิชาการประเมินอย่างไร เรื่องนี้มันลึกลับซับซ้อนมากกว่านั้นเยอะ ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ ซึ่งในกระบวนการยังไม่มีการคุยเรื่อง 3 หมื่นล้านบาท แต่ทุกวันนี้ทุกคนกลับคิดว่ามันกลายเป็นเงิน 3 หมื่นล้าน

“ท่านนายกกำชับเลยว่าเราจะดูแลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประชาชน และขณะเดียวกันต้องดูเรื่องความตกลงระหว่างประเทศ” สมชาย พูดชัด

ทั้งหมดคือความคืบหน้าและการประมวลสถานการณ์ทั้งหมดที่สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) รวบรวมและติดตามมา ซึ่งก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ากระบวนการเจรจาจะสำเร็จหรือไม่ ผลสิ้นสุดจะเป็นอย่างไร แต่หากมองว่านี้คือเกมส์ แน่นอนว่าหลังฉากก็คือการเจรจา ท่าทีอันแข็งกร้าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสียทีเดียว