ภูมิอากาศแปรปรวน ‘ไทย’ เสี่ยงวิกฤตน้ำ ท่วมไม่ยอมเก็บลงดิน แล้งแห่เจาะบาดาล

สัมภาษณ์พิเศษ (ตอนที่ 2)

บทสัมภาษณ์พิเศษ ดร.โพยม สราภิรมณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ในตอนที่เหลือนี้ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้ขอให้อาจารย์ช่วยอธิบายให้เห็นภาพรวมของน้ำ และแนวทางการจัดการที่ถูกต้อง เพื่อรองรับอนาคตของสภาวะอากาศที่แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงบ่อย

—– ทุกวันนี้พวกเรากำลังดื่มน้ำใต้ดิน —–

อาจารย์โพยม อธิบายว่า วัฏจักรน้ำ ประกอบด้วย น้ำฝน 736,802 ลบ.ม. มีฝนเฉลี่ย 1,455 มม.ต่อปี น้ำซึมลงน้ำบาดาล 102,809 ลบ.ม. มีการสูบน้ำบาดาลมาใช้ 3,500 ลบ.ม. โดยน้ำใต้ดินจะนำมาใช้ดื่ม หรือผลิตน้ำแร่ โดยปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีจุดมอนิเตอร์ 1,408 บ่อทั่วประเทศ

นอกจากนี้ มีน้ำเพื่อการเกษตร 113,960 ลบ.ม. น้ำอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรม 10,700 ลบ.ม. น้ำใช้รักษาระบบนิเวศ 27,090 ลบ.ม.  น้ำท่าที่ผ่านการกักเก็บ 224,024 ลบ.ม. จากน้ำท่า 3,496 ลบ.ม.  น้ำท่าธรรมธรรชาติ 285,227 ลบ.ม.  และมีแหล่งกักเก็บน้ำผิวดิน 97,140 ลบ.ม.

“ช่วงน้ำท่วมเราไม่เก็บน้ำไว้ใต้ดิน แต่พอหน้าแล้งจะมีการเจาะน้ำบาดาลกันมาก ซึ่งนำไปสู่การเกิดวิกฤตน้ำมากขึ้น น้ำใต้ดินจะนำมาใช้ดื่มซึ่งใช้เกือบ 100% มาจากชั้นน้ำในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น ปทุมธานี นอกจากนั้นจะเป็นเชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กำแพงเพชร ส่วนที่เหลือนำไปใช้เพื่อการเกษตรที่ไม่มีระบบชลประทาน อีกส่วนเป็นน้ำประปาบาดาลในชนบท เช่น ในภาคอีสาน

“การจัดการน้ำจะแบ่งออก 4 หน่วยงานหลัก คือกรมชลประทานจะดูน้ำเขตชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำดูน้ำประปา กรมทรัพยากรน้ำบาดาลดูน้ำใต้ดิน กรมพัฒนาที่ดินดูแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน ในไร่นา ตรงไหนใช้น้ำเยอะบ่อจะมีเยอะ โดยที่ภาคเหนือที่เชียงใหม่มีเยอะ แต่อีสานมีน้อย ส่วนมากอยู่ใน กทม.และปริมณฑล

“การดูน้ำใต้ดินจะดูจากการใช้น้ำ ตอนนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลต้องการมอนิเตอร์ 2,600 ตำแหน่ง โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2547 (กรมทรัพยากรน้ำบาดาลตั้งขึ้นเมื่อปี 2545) จากเดิมเป็นกองอยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งขึ้นมาเพื่ออำนวยการออกใบอนุญาตการใช้น้ำ

“ยุคแรกๆ การพัฒนาน้ำมาใช้ (ground water development) พอใช้ไปเริ่มมีแผ่นดินทรุด มีน้ำเค็มเข้า จึงเริ่มควบคุมทางวิศวกรรมมีการออกกฎหมายควบคุมพื้นที่วิกฤตในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และเก็บค่าน้ำแพงๆ  จึงมีเงินใส่กองทุนน้ำบาดาล 3,000-4,000 ล้านบาท และช่วยควบคุมการใช้น้ำ การประปานครหลวงก็หยุดใช้ อุตสาหกรรมรอบๆ ก็หยุดใช้เพราะน้ำบาดาลแพงกว่าน้ำประปา ยกเว้นอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้น้ำบาดาลอยู่ เพราะน้ำประปามีคลอรีน

—– กทม.ทรุด เพราะสูบน้ำบาลดาลเยอะ—–

“แต่การใช้น้ำปริมาณมากๆ ยังอยู่ในแอ่งเจ้าพระยา ทั้งภาคกลางตอนบนและตอนล่างมีการใช้น้ำบาดาลเยอะ ใช้น้ำบาดาลทำนา แต่แผ่นดินทรุดเกิดใน กทม. เพราะใช้น้ำบาดาลเยอะทั้งใช้ทำประปาและอุตสาหกรรม จากการก่อสร้างด้วย การลดแรงกดดันเท่าไหร่ เราหยุดใช้น้ำบาดาลเยอะ น้ำบาดาลก็ฟื้นตัว แต่มันมีประเด็นใหม่ว่าโครงสร้างใต้ดิน อย่างโครงสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินอาจจะมีผลจากการคืนตัวของน้ำบาดาล ซึ่งเขากำลังศึกษากัน”

ดร.โพยม กล่าวอีกว่า อีกที่ที่ใช้น้ำบาดาลเยอะคือ จ.สมุทรสาคร เป็นโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งมีระบบเจาะลึกลงไปเป็น 100 เมตร จึงต้องมาดูเรื่อง groundwater governance หรือการสร้างระบบการจัดการการใช้น้ำบาดาล หรือสร้างธรรมภิบาลการใช้น้ำบาดาล เพราะบางทีอุตสาหกรรมเจาะอยู่ 10 บ่อ แต่แจ้ง 5 บ่อ ชาวนาที่ใช้น้ำบาดาลทำนาก็ไม่ได้ขออนุญาต

ในภาคอีสานก็มีปัญหา เพราะมีการส่งเสริมของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ด้วยการให้ทุนไปปลูกอ้อยแบบเถื่อนๆ  เช่น บริษัทน้ำตาลแห่งหนึ่งให้ทุนสนับสนุนชาวไร่ 50,000-60,000 บาท ให้ยืม แล้วนำอ้อยมาหักลบจากค่าซื้ออ้อย  หากจะแก้ปัญหาจะต้องดึงคนเหล่านี้มาอยู่ในระบบ ให้เป็นเครือข่ายน้ำบาดาล เพราะไม่เช่นนั้นระดับน้ำบาดาลจะลดลงมาก

“จะต้องมีเครือข่ายเพื่อไม่ให้มีการลักลอบเจอะน้ำบาดาลโดยเอาเข้าระบบ ไม่ให้มีการต่อต้าน เพราะเขาไม่ได้ขออนุญาต จะปรับกฎหมายไม่ให้เขาลักลอบเจาะ ซึ่งบ่อเถื่อนมีไม่น้อยกว่า 50% ของบ่อทั้งระบบ หรือประมาณ 7,000-8,000 แห่ง”

ผอ.สถาบันวิจัยทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายเพิ่มเติมว่า ทุกประเทศมีกฎหมายน้ำบาดาล แต่การนำไปปฏิบัติไม่เวิร์ค เช่น อเมริกา ยุโรป เป็นต้นแบบการจัดการ แต่ในภูมิภาคเออีซีบริหารจัดการยาก เพราะมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ

“ในแต่ละปีน้ำบาดาลจะขึ้นลงๆ ตามฤดูกาล หน้าฝนมาก็เติมลงไป แล้งก็หดลงไป เหมือนน้ำผิวดินมันจะมีขบวนการที่เชื่อมระหว่างน้ำผิวดินกับน้ำใต้ดิน หรือ Groundwater Recharge เราสนใจกันอยู่ว่าน้ำมาเยอะๆ เราจะเอาไปเก็บใต้ดินอย่างไรและนำน้ำกลับมาใช้ (Recovery) มันจึงระบบที่เรียกว่า ASR  หรือการกักเก็บน้ำในชั้นน้ำบาดาลและการนำกลับมาใช้หรือการฝากน้ำ (Aquifer Storage and Recovery, ASR) เราก็พยายามปรับขบวนการนี้เพื่อเชื่อมน้ำบาดาลกับน้ำผิวดินและก็เชื่อมเวลาด้วย ในฤดูฝนน้ำส่วนไหนเกินจากที่กักเก็บไว้ใช้ก็จะเติมลงไปเพื่อนำไปใช้ในหน้าแล้ง

—– หาช่องเพิ่มศักยภาพเติมน้ำบนดินลงบาดาล—–

“ฝนมากน้อยขึ้นลง โดยมีความแปรปรวนอยู่แล้ว เรื่องภูมิอากาศมีคำว่า “แปรปรวนและเปลี่ยนแปลง” ถ้าปีไหนฝนน้อยก็มีศักยภาพรับมือได้คือกักเก็บได้ แต่บางปีน้ำเยอะเกินศักยภาพการจัดการก็ยาก หรือเกินศักยภาพการจัดการ หรือเกิดน้ำท่วม ซึ่งปีน้ำท่วมเราพยายามระบายน้ำออกไปหรือทิ้งไป แต่พอแล้งก็ไปดูดน้ำบาดาลมาใช้ เราแก้ปัญหามาแบบนี้ ทสจ.แต่ละจังหวัด ก็จะไประดมงบเจาะน้ำบาดาล แต่ละจังหวัดเจาะน้ำบาดาลเป็นพันๆ บ่อ ทุกๆ ความแล้งที่จัดการไม่ได้ก็จะไปพึ่งน้ำบาดาล แต่พอน้ำท่วมเรากลับไม่เอาลงไปเติม สองตัวนี้มันก็จะไม่สมดุล

“ทำให้ระดับน้ำบาดาลมันจะหายไป ลดลงไปๆ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอุทกภัยก็จะถี่ขึ้น ภัยแล้งก็จะถี่ขึ้น ยิ่งถี่ขึ้นหรือฤดูแล้งมากขึ้น แล้วเราไม่เอายอดน้ำที่เกินมากักเก็บ ไม่ว่าจะกักเก็บบนดินหรือใต้ดินก็ตาม ศักยภาพการรับมือภัยแล้งของเราก็จะน้อยลงเรื่อยๆ ฉะนั้นถ้าใช้น้ำบาดาลอย่างเดียว ใช้ๆๆ ศักยภาพจะลดลงเรื่อยๆ โดยที่เราไม่เติม น้ำท่วมยิ่งเยอะ เราก็คิดแต่ว่าจะทำคลองใหญ่ๆ เพื่อระบายน้ำให้เร็วๆ นักวิชาการก็มีปัญหาในการมองหลายๆ มิติรวมกัน”

อาจารย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ปริมาณน้ำที่เติมน้ำบาดาลเป็นแสนล้าน ลบ.ม. แม้จะดูเหมือนปริมาณมาก แต่เป็นปริมาณรวมทั้งประเทศ แต่การเติมจริงๆ กระจุกตัว เช่น เติมอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ แต่มาระดมใช้อยู่ที่กรุงเทพฯและปริมณฑล หรือแถวปทุมธานี ทำให้เกิดชั้นระดับน้ำลด เพราะน้ำใต้ดินไหลช้ามาก การไหลมาทดแทนน้ำบาดาลกรุงเทพฯ ต้องใช้น้ำที่ไหลมาจากกำแพงเพชร สิงห์บุรี ชัยนาท ขณะที่การดูดใช้แป๊ปเดียวหมด และยังขึ้นอยู่กับชั้นดินชั้นหินด้วย ในภาพรวมเราไม่ใช้น้ำเกินสมดุล แต่จะเกินสมดุลเป็นบริเวณ

ถามว่าแล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร “การบริหารน้ำในประเทศไทยแบ่งเป็น 25 ลุ่มน้ำ แต่น้ำบาดาลจะมี 27 แอ่งน้ำบาดาล ทำเป็นแอ่งๆ ได้หรือแอ่งย่อยก็ได้ ซึ่งการเติมน้ำบาดาลสามารถคำนวณด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์ได้ โดยดูจากการใช้ที่ดิน ชนิดดิน ปริมาณฝน โดยจะใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ได้ โดยจะมีการศึกษาในพื้นที่วิกฤตก่อน หรือมีปัญหาการสูบน้ำเยอะๆ

โดยสรุปการจัดการน้ำในอนาคต จะต้องเพิ่มศักยภาพการนำน้ำเติมลงใต้ดิน ถ้าน้ำมากหรือท่วมอยู่ก็ต้องเพิ่มการเก็บน้ำใต้ดิน จะเก็บในป่า เก็บใต้ดินหรือเก็บอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ต้องเพิ่มการเก็บ เพราะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมักจะเปลี่ยนทั้งเชิงพื้นที่และปริมาณ เหมือนน้ำท่วมสกลนครไม่ได้แปลว่าน้ำในภาพรวมทั่วประเทศเยอะขึ้น แต่ฝนไปตกกระจุกตัวอยู่ตรงนั้น พายุเกิดตรงนั้น

ดังนั้นการกระจายการกักเก็บในเชิงพื้นที่และเชิงระบบต้องมี เชิงพื้นที่คือในพื้นที่หนึ่งๆ ควรจะมีที่จัดกักเก็บกระจาย เช่น เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ เจ้าพระยา อีสานก็จะมีเขื่อนอุบลรัตน์ จุฬาภรณ์  สิรินธร  ซึ่งยังไม่พอ ถ้าฝนไม่ตกเหนือเขื่อนภูมิพลๆ ก็ไม่มีน้ำ และไล่ลงมาๆ ต้องมีการกระจายการจัดเก็บเชิงพื้นที่ ให้มีบ่อเล็กบ่อน้อยให้มากที่สุด รวมทั้งน้ำในไร่นา น้ำใต้ดิน

ขณะเดียวกันจะกระจายเชิงพื้นที่อย่างเดียวไม่ได้ ต้องกระจายเชิงระบบด้วยคือต้องคิดถึงน้ำทุกเม็ด ในป่าก็ต้องเก็บ ใต้ดินก็ต้องเก็บ เพราะไม่รู้ว่าจะแล้งนานแค่ไหน เพราะถ้าฝนตกที่สกลนครแล้วท่วม และไม่จัดเก็บแต่ปล่อยไหลไปเลยก็ไม่มีประโยชน์

อย่างไรก็ดี การจัดเก็บน้ำใต้ดินควรทำเป็นมาสเตอร์แพลน เช่น อินเดียทำ แต่ที่เราไม่มีแผนไม่ทำเพราะ ถ้าทำ 1 แอ่งเจ้าพระยาจาก 27 แอ่งก็จะถูกเก็บไป เพราะเป็นงานศึกษาที่ใช้งบน้อย ถ้ไม่เหมือนการก่อสร้างที่ใช้งบมาก แต่ถ้าจะทำต้องสำรวจว่าชั้นน้ำเป็นอย่างไร พื้นที่ไหนเกิดวิกฤต ควรไปเติมที่ไหนก่อน ถ้าจะเติมจะไปเอาน้ำมาจากไหน เติมเพื่อชาวนาจะได้มีน้ำไปใช้

“เช่น ที่ภาคกลางตอนบน กำแพงเพชร พิจิตร มีการสูบน้ำบาดาลไปทำนาเยอะ น้ำบาดาลก็จะลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อไปสำรวจพบว่าชาวบ้านเจาะลงไปได้แค่ 8 เมตร ทั้งที่ๆ ทำได้ 12 เมตร  ซึ่งที่อีสานกับภาคกลางชั้นน้ำบาดาลจะไม่เหมือนกัน มีดินเหนียว กรวดทราย น้ำ และดินเหนียว สลับกันชั้นละ 15 เมตร เขาใช้น้ำบาดาลชั้นแรก ขุดตื้นๆ สูบมาทำนา เมื่อน้ำบาดาลหายไป ซึ่งที่บางระกำจะลดไปปีละ 25 ซม. หรือ 4 ปีเมตร จะลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งต้องเริ่มทรุดบ่อหรือขุดลึกลงไปอีก

“ขณะที่การทำนา 2 ปี 5 ครั้ง ใครอยากทำนาตอนไหนก็ทำ เพราะมีน้ำมากกว่าเขตชลประทานด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นการขุดโดยไม่ได้ขออนุญาต ไม่ได้อยู่ในระบบ แต่รัฐก็ยกเว้นให้เพราะถือว่าไม่มีแหล่งน้ำ แต่ถ้าไปแจ้งทีหลังก็จะมีค่าปรับ เราจึงต้องดึงเขาเข้ามาอยู่ในเครือข่ายเพื่อการอนุรักษ์น้ำ

“ปัญหาคือเมื่อแม่น้ำยมท่วมหรือน้ำท่วมบางระกำ เราก็ไปเติมน้ำใต้ดิน เพื่อเอากลับมาใช้ในฤดูแล้ง หรือถ้าจะเติมน้ำเยอะๆ จะเติมเท่าไหรก็สามารถคำนวณได้ว่าจะเติมเท่าไหร่  เช่น ที่บางระกำ เราทำเป็นไพล็อตไซต์จุดเดียว ทำแล้วมีผลชัดเจน ถ้าทำจุดเดียวแล้วชาวบ้านไปสูบ 3-4 จุด ฤดูกาลเดียวก็หมด ซึ่งต้องทำเยอะๆ ต้องกระจาย เช่น 13 ไร่ควรมีการเติม 1 บ่อ

ปกติเมื่อน้ำท่วมจะเป็นกระบวนการเติมน้ำบาดาลโดยธรรมชาติลงใต้ดิน แต่พอเร่งระบายออกไป น้ำก็ไม่ลงใต้ดิน แต่เราใช้เยอะ เช่น น้ำท่วมแม่น้ำยม เราก็เร่งระบายน้ำก็ไม่ได้ลงใต้ดิน ทำให้การเติมโดยธรรมชาติหายไป เพราะการเติมโดยธรรมชาติมันผ่านชั้นใต้ดิน”

—– ถอดบทเรียนกรณีศึกษาต่างประเทศ —–

ถามว่าสามารถนำน้ำจากเขื่อนในช่วงที่มีปริมาณน้ำเยอะมาเติมลงใต้ดินหรือไม่? อาจารย์โพยม อธิบายว่า วิธีการเติมน้ำใต้ดินมีเป็น 10 วิธี การปล่อยน้ำจากเขื่อนออกมาตามระบบให้ไปซึมข้างนอกก็ทำได้ แต่ไม่ใช่เติมลงใต้เขื่อน เพราะเขากลัวเขื่อนรั่ว แต่การเติมก็ต้องดูคุณภาพน้ำด้วย เพราะอาจจะไปตันในชั้นน้ำบาดาล หรือการกักเก็บน้ำของครัวเรือน โรงงาน โรงเรียน สถานที่ราชการที่มีหลังคาใหญ่ๆ เก็บน้ำฝนไว้เยอะๆ ก็สามารถเติมลงใต้ดินได้ ซึ่งอินเดียก็ใช้วิธีนี้

นอกจากนี้ มีการดึงน้ำผ่านชั้นดินที่มีตลิ่งแม่น้ำเป็นตัวกรองโดยธรรมชาติ หรือใช้ตะกอนริมแม้น้ำเป็นตัวกรอง ซึ่งเยอรมันใช้วิธีนี้ เป็นการนำทั้งน้ำจากแม่น้ำและน้ำบาดาลมาปนกันในระดับ 70 ต่อ 30 แล้วนำไปเก็บใต้ดิน ซึ่งสามารถนำน้ำไปเก็บไว้ใต้แม่น้ำก็ได้  ในอเมริกาจะใช้บ่อใหญ่ๆ เพื่อไปเก็บน้ำใต้ท้องแม่น้ำในแนวนอน ซึ่งที่กำแพงเพชร หรือแม่น้ำปิงที่ทรายเยอะจะไปทำบ่อเก็บใต้แม่น้ำก็ได้

“ขึ้นอยู่กับอยากจะใช้น้ำเยอะหรือใช้น้ำน้อย ซึ่งต้องเป็นเมืองที่อยู่ริมแม่น้ำสามารถทำได้ หรือขึ้นอยู่ว่าจะพัฒนาให้มันใหญ่ขนาดไหน ในบูดาเปส เดรสเดนจะใช้วิธีนี้กันเยอะ ซึ่งกำแพงเพชร ตาก อยู่ใกล้แม่น้ำอยู่แล้ว”

นักวิชาการรายนี้ ย้ำว่า ปัจจุบันมีการศึกษาน้ำใต้ดินในประเทศที่พัฒนาแล้วกันเยอะ ทั้งในอเมริกา ออสเตรเลีย เพราะเขาอยู่ในหลายโซน เขาใช้นำบาดาลกันเยอะ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้คือสำนักงานธรณีวิทยาของสหรัฐ (The United States geological Survey : USGS) กรณีลาวไม่คนทำน้ำใต้ดินเลย มีแต่นักดูหิน เราก็เลยไปสอน แต่บ้านเราเรื่องน้ำใต้ดินสเกลต่างจากน้ำมัน แต่เทคโนโลยีใช้แบบเดียวกัน แต่ความรู้กระจุกทั้งคู่

“น้ำมันได้เปรียบ สามารถดึงคนเก่งไปทำงานได้มาก เพราะเงินเดือนสูง คนทำน้ำบาดาลเงินเดือนน้อย ธุรกิจน้ำมันไฮเทคกว่า แต่การลงทุนน้ำก็เยอะ เช่น ธุรกิจน้ำก็จ้างสำรวจว่ามีน้ำหรือไม่ คุณภาพเป็นอย่างไรเขาก็ลงทุน  แต่ความรู้กระจุก เพราะชาวบ้านเข้าไม่ถึง ก็ขุดบ่อไป 5,000-8,000 บาท ฉะนั้นคนรู้เรื่องน้ำบาดาลคือกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และช่างเจาะบ่อแต่ละพื้นที่

“ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มีข้อมูลพอที่จะเติมน้ำลงใต้ดิน แต่ก็ต้องสำรวจก่อนว่าควรเติมในจุดไหน การเติมน้ำลงใต้ดินจะเอาน้ำขุ่นลงไปก็ได้แต่น้ำจะตัน ขุ่นมากจะตันเร็ว อัตราการซึมก็จะค่อยๆ ลดลง จากสูงไปต่ำเรื่องทิศทางการไหลก็อาจจะซับซ้อน เพราะทิศทางธรรมชาติก็อย่างหนึ่ง แต่พอไปขุดบ่อบาดาลทิศทางก็จะเปลี่ยน ซึ่งต้องดูภูมิประเทศเป็นหลัก” ดร.โพยม ระบุ