ดันรัฐผุดโครงสร้าง ‘Water Governance’ สร้างสมดุลน้ำเยอะ-น้ำน้อย และน้ำเสีย

สัมภาษณ์พิเศษ (ตอนที่ 1)

ความกังวลใจที่ยังไม่คลายลงของคนเมืองนั่นก็คือ เมื่อฝนตกหนัก เขื่อนเร่งระบายน้ำ ควรรีบเก็บของขึ้นที่สูงดีไหม ?

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ แม้จะมีการสั่งการดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบแหล่งน้ำและทางน้ำธรรมชาติอย่างเหมาะสมและยั่งยืน มูลค่า 334,538 ล้านบาท (ใกล้เคียงโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์) และโครงการแก้ปัญหาน้ำย่อยๆ อีกจำนวนมาก อาทิ แผนบูรณาการบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยาตอนล่าง 14 จังหวัด วงเงิน 317,600 ล้านบาท ฯลฯ

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) เข้าสัมภาษณ์พิเศษ ดร.โพยม สราภิรมณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เพื่ออธิบายถึงภาพรวมของปัญหา รวมถึงข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไข

ดร.โพยม เริ่มว่า สาเหตุที่รัฐบาลได้ผลักดันโครงการน้ำ (ชื่อยาวๆ) ออกมา เพราะเริ่มตระหนักขึ้นหลังจากเกิดความแปรปรวนของภูมิอากาศ เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการจัดการในภาพรวม ซึ่งล้วนมาจากแรงกดันที่มาจากธรรมชาติ

การจัดการที่ดีในมุมมองของอาจารย์โพยมคือ ไม่ใช่น้ำเยอะไปเร่งระบายน้ำ น้ำน้อยไปเจาะบ่อบาดาล หากแต่หมายถึงการวางผังเมือง จัดการระบบเศรษฐกิจ การวางแผนการปลูกพืช การวางแผนปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ฉะนั้นการจะวางแผนในภาพรวมต้องนำปัจจัยเหล่านี้มาวางแผน ถ้าเราไปเจอเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงจะเจอปัญหาว่า อยากจะวางแผนในการจัดการน้ำท่วม แล้วบอกว่านี่คือการวางแผนแก้ปัญหาในภาพรวม ซึ่งไม่ถูกต้อง การลงทุน 3 แสนกว่าล้าน (ของรัฐบาลปัจจุบัน) ก็เพื่อมุ่งแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่จริงๆ ปัญหาการจัดการน้ำมี 2 ด้าน คือดีมานด์ และซัพพลาย ซึ่งประเด็นอยู่ที่น้ำเยอะ น้ำน้อย  และน้ำเสีย”

ดร.โพยม กล่าวว่า สาเหตุของปัญหาอยู่ที่การวางแผนในภาพรวม เช่น การวางแผนการเกษตร การพัฒนาเมือง ความมั่นคงของน้ำในเขตเมือง ที่จะต้องดูการระบายน้ำ การบำบัดน้ำเสีย และระบบประปาในเมือง ส่วนการสร้างความมั่นคงของน้ำเพื่อการผลิตก็จะเป็นเรื่องกักเก็บน้ำ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่การวางแผนการพัฒนา การระบายน้ำ การจัดการน้ำในภาพรวมซึ่งต้องดูจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศว่า ถ้ามีน้ำเยอะๆ จะจัดเก็บอย่างไรให้มากที่สุด เพื่อนำไปใช้ในหน้าแล้งติดต่อกัน

“ส่วนใหญ่ปีน้ำท่วมจะไม่เกิดซ้ำๆ 3-4 ปีกัน หรือติดต่อกัน แต่จะเกิดน้ำท่วมครั้งเดียวแล้วแล้งไป 3-4 ปี ดังนั้นการจัดการสิ่งนี้จะต้องสมดุลกันทั้งการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม  การพัฒนาเมือง และการจัดการน้ำทั้งการระบายและการกักเก็บไว้ใช้”

ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ระบุด้วยว่า แผนที่ออกมาในขณะนี้ค่อนข้างครอบคลุม แต่ยังเป็นลักษณะการแบ่งกันทำงาน แผนบูรณาการน้ำปี 2558 ที่มี 6 ยุทธศาสตร์ แต่ละยุทธศาสตร์จะมีตัวชี้วัดย่อยๆ ตัวชี้วัดแต่ละตัวได้มีการมอบหมายให้หน่วยงานไปดูแล รับงบฯ ไปทำโครงการ ซึ่งบางเรื่องจะแยกการทำงานกันไม่ได้ ในระยะยาวจึงควรต้องมีการวางแผนตั้งแต่โครงสร้าง หรือ Water Governance

อาทิ เกษตรกรในฐานะผู้ใช้น้ำ ผู้จัดการน้ำ เอ็นจีโอ ต้องดึงเข้ามา โดยเป้าหมายจะต้องเอาแผนประเทศมาพิจารณา ต้องมีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจที่เหมาะสมและอัพเดท จะต้องสร้างองค์กรการจัดการน้ำให้มีความหลากหลาย มีส่วนร่วมให้มากที่สุดและต้องมองน้ำเป็น Single Resource  หรือ “น้ำเดียว” เพียงแต่อยู่ต่างที่ต่างเวลา แต่เราต้องจัดการให้เหมาะสม

“ถ้ามีการประชุม มีการพัฒนาแผนจัดการน้ำขึ้นมาได้ ด้วยองค์ความรู้จากฐานข้อมูลที่ถูกต้องจริงก็จะเป็นเรื่องที่ดี ส่วนเรื่องการลงทุนต้องลงทุนเยอะ เพราะการวางแผนสำรวจและการก่อสร้างจะต้องใช้งบเยอะ แต่ในระยะยาวจะคุ้ม เพราะประเทศเราเจอปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศบ่อยๆ  หลายๆ ที่อยู่ดีๆ ก็เกิดฝนตก บางที่อยู่ดีๆ ก็แล้ง แต่การพัฒนาไม่หยุด ซึ่งเป้าหมายการพัฒนาของไทย โดยเฉพาะไทยแลนด์ 4.0 หรือการพัฒนาเชิงนวัตกรรม ต้องอยู่บนฐานความมั่้นคงของทรัพยากร เราอย่าเอาเหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นประเด็นยุทธศาสตร์เฉพาะ เพราะการจัดการน้ำในภาพรวมต้องให้ความสำคัญเท่ากัน ทั้งน้ำมาก น้ำน้อยและน้ำเสีย”

ดร.โพยม ขยายความถึงความสำคัญในการจัดการน้ำที่สมดุลว่า ควรต้องให้ความสำคัญกับ “น้ำใต้ดิน” มากขึ้น ซึ่งในระยะสั้นกรมทรัพยากรน้ำบาดาลพยายามจัดการค่อนข้างเยอะ เพราะได้รับงบประมาณแผ่นดิน และมีงบกองทุนพัฒนาน้ำบาดาลมาใช้วางแผน แต่ในส่วนแผนยุทธศาสตร์การจัดการน้ำใต้ดิน ต้องนำมาบูรณาการกับการจัดการผิวดินให้ได้เป็นเนื้อเดียวกันมากกว่านี้

“ตอนนี้ต่างคนต่างทำอยู่เหมือนเดิม จึงมีปัญหาเรื่องการจัดการน้ำใต้ดินอยู่เยอะ ทั้งการใช้ การปนเปื้อน การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งน้ำบาดาลใช้สำหรับการอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมเป็นหลัก และเมื่อไปพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร แต่การจัดการยังไม่ครบวงจร

“ดังนั้น นอกจากการจัดหาน้ำให้ตรงความต้องการของชาวบ้านแล้ว ต่อไปในอนาคตต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำหรือการเพิ่มผลิตผลการใช้น้ำ คือการใช้น้ำน้อยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในอนาคตเราจะเผชิญการแย่งน้ำแน่นอนอยู่แล้ว เพราะทุกที่ต้องการเพิ่มผลผลิตและสร้างความมั่งคั่ง ทุกคนจะมองประเด็นพวกนี้ เราต้องวิจัยเรื่องเทคโนโลยีที่จะทำอะไรก็ได้ให้ใช้น้ำต้นทุนน้อย แล้วก็ทำการเกษตรที่ใช้น้ำน้อย” ดร.โพยม กล่าว

ประเด็นใหญ่ที่บ้านเราขาดการดำเนินการอย่างเป็นระบบก็คือการเติมน้ำลงใต้ดิน และควรจะเติมกี่เปอร์เซนต์จึงจะสมดุล

“บอกไม่ได้ว่ากี่เปอร์เซนต์ แต่ปัจจุบันน้ำบริโภคส่วนใหญ่เป็นน้ำใต้ดินเกือบ 100% อยู่แล้ว และน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมก็ใช้น้ำใต้ดิน น้ำประปาในชนบทก็ใช้น้ำใต้ดิน สัดส่วนจึงค่อนข้างเยอะ แต่ว่า น้ำผิวดินเรานำไปใช้ในกระบวนการเกษตรที่ใช้น้ำเยอะ

“เช่น ข้าว พืชไร่ ซึ่งอาจมองภาพใหญ่ว่าทำให้เกิดผลผลิตทางการเกษตรค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าเทียบลูกบาศก์เมตรต่อลูกบาศก์เมตรแล้ว ผลิตภาพของน้ำใต้ดินสูงกว่าเยอะ ถ้าคิดมูลค่าจากการอุปโภคบริโภคหรือในภาคอุตสาหกรรม หรือแม้ว่าเราสามารถผลิตข้าวได้เงินเยอะก็จริง แต่ถ้าเทียบต่อลูกบาศก์เมตรน้ำคิดว่าน่าจะน้อยมาก จึงต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการจัดการน้ำผิวดินมาจัดการน้ำใต้ดินให้มากขึ้น ลดการปลูกที่ใช้น้ำเยอะ มาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยมากขึ้น”

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ขณะนี้ได้มีการดำเนินการเติมน้ำลงใต้ดินกันมากขึ้น “ตอนนี้หน่วยงานหลักกำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์การกักเก็บน้ำในหลายอำเภอ ซึ่งต่อไปเราจะคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้มากขึ้น การกักเก็บน้ำจะไม่ใช่เรื่องพิเรนท์ของคนประหลาดที่จะทำเรื่องพวกนี้แล้ว ซึ่งทำแล้วจะมีประโยชน์ และมีกฎหมายรองรับแล้ว