‘บราซิล’ ยกเลิกคุ้มครอง ‘อเมซอน’ ยกผืนป่าอนุรักษ์ประเคนนายทุนขุดแร่

รัฐบาลบราซิลไฟเขียวเปิดพื้นที่ในเขตป่าอเมซอนให้เอกชนเข้าทำเหมืองแร่ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า นี่คือการทำลายผืนป่าอเมซอนครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี

เหตุแห่งความวินาศที่กำลังจะเกิดขึ้น ชัดเจนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ส.ค.2017 เมื่อรัฐบาลบราซิลได้เผยแพร่คำสั่งของ มิเชล เตเมร์ ประธานาธิบดีประเทศบราซิล ที่ประกาศยกเลิกคำสั่งเขตพื้นที่สงวนแห่งชาติในเขตป่าอเมซอน (National Reserve of Copper and Associates: Renca) ที่ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1984 เพื่อเปิดพื้นที่ดังกล่าวให้เอกชนเข้าไปทำเหมืองแร่

คำสั่งดังกล่าวได้รับการกล่าวขานจาก แรนโดวเฟ โรดริเกตส์ สมาชิกวุฒิสภาฝ่ายค้านว่า นี่คือการโจมตีป่าอเมซอนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี

พื้นที่ป่าอเมซอนมีอาณาเขตราว 4.6 หมื่นตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่พาดข้ามระหว่างเขตรัฐอมาปาและรัฐปารา ซึ่งนับว่าใหญ่กว่าประเทศเดนมาร์กที่มีพื้นที่ราว 42,931 ตารางกิโลเมตร

นั่นหมายความว่า การเปิดพื้นที่ป่าที่ใหญ่ขนาดนี้นอกจากจะทำให้มีการเข้าทำลายป่าอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ยังหมายถึงชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ จะได้รับผลกระทบด้วย

ความต้องการจะเปิดป่าอเมซอนเพื่อทำธุรกิจเหมืองแร่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ “เตเมอร์” เคยเสนอเรื่องการทำเหมืองแร่มาตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยต้องการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจที่กำลังทรุดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยที่ “ดิลมา รูสเซฟฟ์” ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ดังปรากฏเป็นกรณีโด่งดังในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อนักเคลื่อนไหวต่างออกมาเรียกร้องต่อ “เตเมร์” ที่ขณะนั้นต้องการจะเปิดป่าอเมซอนกว่า 6,000 ตารางกิโลเมตรเพื่อทำธุรกิจ

นางแบบสาว จิเซล บุนด์เชน  (Gisele Bündchen) ผู้เคลื่อนไหวในประเด็นสิ่งแวดล้อม จึงได้ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัวเพื่อคัดค้านกรณีดังกล่าวไปยังนายเตเมร์ ว่า “It’s our job to protect our Mother Earth” (มันคืองานของเราที่ต้องรักษาโลกในฐานะผู้ให้กำเนิดเอาไว้)

“เตเมร์” ได้ตอบรับคำขอนางแบบคนดังกล่าว (แต่ไม่ได้ตอบนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวคนอื่นๆ) โดยยืนยันว่าเขาจะทบทวนนโยบายนั้นอีกครั้ง

“บุนด์เชน” ทวิตล่าสุดอีกครั้งซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “SHAME! We are auctioning off our Amazon! We can’t destroy our protected areas for private interests,” (น่าละอายที่สุด เรากำลังประมูลขายป่าอเมซอน! เราจะทำลายผืนป่าที่เราต้องปกป้อง เพื่อความต้องการส่วนตัวไม่ได้)

คำถามที่ตามมาก็คือ หากเปิดป่าแล้วอะไรจะเกิดขึ้น

มัวริชิโอ วอยโวดิค (Maurício Voivodic) หัวหน้าฝ่ายอนุรักษ์ WWF ในบราซิล กล่าวว่า การทำเหมืองแร่ในพื้นที่ดังกล่าวจะนำไปสู่การระเบิดทางภูมิศาสตร์ การตัดไม้ทำลายป่า การทำลายทรัพยากรน้ำสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

แม้ป่าอเมซอนในฐานะป่าดิบชิ้นเขตร้อนขนาดใหญ่ จะเป็นป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลกขณะนี้ แต่จากรายงานเมื่อปี 2016 ชี้ว่า ป่าอเมซอนในรัฐปารา ซึ่งแม้จะเป็นเขตที่ได้รับการปกป้องมากที่สุด แต่ก็สูญเสียความหลากหลายและเสื่อมโทรมลงถึง 46-61 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ หากดูความเสื่อมโทรมและการสูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติของแผนที่ป่าในโครงการ the Silent Forest project (ดูเพิ่มเติม: http://florestasilenciosa.ambiental.media/en) จะพบว่าการสูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติ อันเกิดจากกิจกรรมมนุษย์เช่นการเผาป่า การตัดไม้ การล่าสัตว์อื่นๆ กำลังสร้างความเสียหายต่อป่าอเมซอนเป็นวงกว้างและอย่างน่ากลัว

นั่นตรงกันกับที่นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมหลายคนกล่าวว่า แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองอเมซอน แต่ปัจจุบันก็มีบริษัทเอกชนเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่าอย่างมหาศาล และหากคำสั่งเปิดป่ามีผลบังคับใช้ได้จริง อาจหมายถึงคำสั่งให้เข้าไปทำลายป่าอย่างถูกกฎหมายก็ได้

ที่มา:
https://www.theguardian.com/environment/2017/aug/24/brazil-abolishes-huge-amazon-reserve-in-biggest-attack-in-50-years
https://www.theguardian.com/environment/2017/jun/20/brazil-amazon-forest-degradation-map
https://www.theguardian.com/world/2017/jun/20/gisele-brazil-environment-president-michel-temer