นโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เป็นหนึ่งในนโยบายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างฐานการผลิต เชื่อมโยงกับอาเซียน และพัฒนาเมืองชายแดน

นโยบายดังกล่าว เริ่มต้นขึ้นในปี 2558 นับจากที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ออกประกาศฉบับที่ 1/2558 ลงวันที่ 19 ม.ค.2558 กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด สงขลา ก่อนจะออกประกาศ กนพ.ที่ 2/2558 ลงวันที่ 24 เม.ย.ปีเดียวกัน กำหนดให้พื้นที่อีก 5 จังหวัด ประกอบด้วย หนองคาย นราธิวาส เชียงราย นครพนม กาญจนบุรี เป็นพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2

รวมทั้งสิ้น 10 จังหวัด เนื้อที่ทั้งหมด 6,220.05 ตารางกิโลเมตร หรือราวๆ 3,886,481.58 ไร่

พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธาน กนพ. ประกาศหลักการไว้อย่างชัดเจนว่า การพัฒนาจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผ่านมาแล้วร่วม 2 ปี ในมุมหนึ่งต้องยอมรับว่าภาพการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่บริเวณชายแดนยังไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจนสักเท่าใดนัก ขณะที่ภาพความเดือดร้อนของประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากการ “ขอคืนพื้นที่” เพื่อจัดตั้งนิคมอุตสหกรรม กลับมีมากขึ้นตามลำดับ

—– กสม.ยื่น 8 ข้อเสนอ เพื่อ ศก.พิเศษที่เป็นธรรม —–

ขณะนี้มีราษฎรที่ได้รับผลกระทบต้องอพยพโยกย้ายออกจากที่ดินทำกิน ละอยู่อาศัย ถูกดำเนินคดีหรือเสี่ยงต่อถูกดำเนินคดีไม่ต่ำกว่า 300 ครอบครัว ชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้ยื่นเรื่องร้องเรียนมายังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รวมทั้งสิ้นจำนวน 13 คำร้อง

งานสัมมนาเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะนโยบายและการปรับปรุงกฎหมาย กรณีนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2560 ซึ่งจัดโดยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร กสม. ได้อภิปรายและฉายภาพสถานการณ์อย่างเข้มข้น ก่อนจะได้ข้อสรุปเป็น 8 ข้อเสนอ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการ

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1.ให้ทบทวนกระบวนการจัดหาที่ดิน ไม่ควรนำที่ดินของเกษกร ที่ดินของรัฐ หรือที่ดินที่สำคัญกับระบบนิเวศ หรือวัฒนธรรม ไปใช้ โดยให้เอกชนจัดซื้อเอง 2.ควรปรับแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษให้สอดคลัองกับยุทธศาสตร์จังหวัด โดยร่วมกันคัดเลือกกิจการที่เหมาะสมกับยุทธศาสตร์จังหวัดหรือพื้นที่

3.ให้ กนพ. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดแนวทางและมาตรการในการเยียวยาผลกระทบด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 4.ให้มีนโยบายของแต่ละจังหวัด ทบทวนและปรับปรุงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและกิจการที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้คนท้องถิ่นได้รับประโยชน์และอยู่ร่วมกันได้กับการพัฒนาในพื้นที่

5.ให้ กนพ. แจ้งยืนยันการใช้พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เขตนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นลายลักษณ์อักษร 6.ให้มีช่องทางการสื่อสาร การมีส่วนร่วม บนพื้นฐานของการไว้ใจกัน โดยปราศจากการข่มขู่คุกคาม

7.ให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานของรัฐ นำหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมาดำเนินการ อันประกอบด้วยการเคาระ การคุ้มครอง การเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบ 8.ขอให้มีท่าทีการทำงานระหว่างรัรฐกับชุมชนเป็นไปตามมติของ กนพ. เปิดช่องให้จังหวัดมีอำนาจดำเนินการในการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา รวมถึงการเยียวยา

—– ‘เชียงราย’ จ้องยึดป่าชุมชน-ไร่ยาสูบ —–

ในงานสัมมนาเดียวกันนี้ มีการให้ภาพการดำเนินงานและปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ เครือข่ายภาคประชาสังคม และที่สำคัญที่สุดคือผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว

สำหรับสถานการณ์ จ.เชียงราย ถูกฉายภาพผ่าน บุญเวทย์ ศรีพวงใจ รอง ผวจ.เชียงราย ที่ระบุว่า นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายจะเป็นศูนย์กลางการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ บนพื้นที่ 21 ตำบลที่ติดชายแดนใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และ อ.เชียงของ รวม 916.2 ตารางกิโลเมตร หรือราวๆ 572,629 ไร่

“อ.แม่สาย จะเป็นเขตของศูนย์การค้า การเงิน การธนาคาร เป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุด ส่วน อ.เชียงแสน ตั้งเป้าว่าจะให้เป็นศูนย์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ วัฒนธรรม การอนุรักษ์ และท่าเทียบเรือนานาชาติ เพราะเชียงรายมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน ขณะที่ อ.เชียงของ ตั้งเป้าจะเป็นศูนย์โลจิสติกส์ อุตสหกรรมเชิงนิเวศ แปรรูปสินค้า ตั้งใจจะให้เชียงของเป็น 1 เมือง 2 รูปแบบ” รอง ผวจ.เชียงราย กล่าว

ด้าน พิชเญษพงษ์ คุรุปรีชณามรรค กลุ่มอนุรักษ์ป่าบุญเรือง 2 ต.บุญเรือน อ.เชียงของ เล่าว่า ได้รับผลกระทบจากการนำที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณะประโยชน์ไปใช้เป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าชุมชน เนื้อที่ประมาณ 3,100 ไร่ ที่ชุมชนได้ร่วมกันดูแลรักษาและเป็นแหล่งใช้ประโยชน์ของราษฎรในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน รวมทั้งอาจเกิดผลกระทบของระบบนิเวศลุ่มน้ำอิง

ขณะนี้ จังหวัดได้มอบหมายให้อำเภอเชียงของดำเนินการจัดประชาคมเพื่อลงมติประชาชน 6 หมู่บ้านว่าเห็นด้วยกับการนำที่ดินไปใช้จัดตั้งนิคมอุตสหกรรมหรือไม่ ผลการลงมติปรากฏว่าไม่เห็นด้วยกับการนำที่ดินไปใช้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม

ในส่วนของพื้นที่ ต.โป่งผา อ.แม่สาย มีการใช้ที่ดินราชพัสดุในการดูแลขององค์การยาสูบเป็นพื้นที่จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อราษฎรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกยาสูบ จำนวณประมาณ 100 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่เช่าที่ดินจากองค์การยาสูบเพื่อปลูกยาสูบในพื้นที่ 870 ไร่ มาตั้งแต่ปี 2515

—– ‘ตาก-สงขลา’ ถูกไล่รื้อที่ทำกิน-ที่อยู่อาศัย —–

พื้นที่ต่อมาคือ จ.ตาก ซึ่งแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก ระบุไว้ว่า จ.ตาก คือศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศ เครือข่ายอุตสหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น พื้นที่ 14 ตำบลที่ติดชายแดน ใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สอด อ.พบพร อ.แม่ระมาด รวม 1,419 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 886,875 ไร่ กิจการเป้าหมายมีความคล้ายคลึงกับ จ.เชียงใหม่ โดยเพิ่มกิจการเซรามิกส์

ชาวบ้าน จ.ตาก มีคำเรียกร้องมายัง กสม. จำนวน 2 พื้นที่ คือพื้นที่ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด โดยให้รายละเอียดว่า ราษฎรจำนวน 65 ราย ซึ่งครอบครองที่ดินและประโยชน์ในที่ดิน ร้องเรียนว่าถูกให้ออกจากที่ดิน เนื่องจากมีคำสั่ง คสช.ให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นที่ดินของกรมธนารักษ์ เพื่อนำไปใช้จัดตั้งนิคมอุตสหกรรม และพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ

ไม่ต่างกับพื้นที่ ต.แม่ระมาด อ.แม่สอด ชาวบ้านซึ่งครอบครองที่ดินในเขตปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ร้องเรียนว่า หน่วยงานรัฐเตรียมยึดที่ดินทำกินของเกษตรกรรม และป่าชุมชนไปใช้ในการจัดตั้งเขตนิคมอุตสาหกรรม

พรภินันท์ โชติวิริยะนนท์ กลุ่มคนแม่สอดรักษ์ถิ่น กล่าวว่า ที่ดินเปรียบเสมือนชีวิต ขณะนี้มีชาวบ้านคัดค้านการออกฉโนดของกรมธนารักษ์ โดนยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จ.พิษณุโลก จำนวน 5 ราย 7 แปลง 97 ไร่ โดยมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 82 ราย ยินยอมรับความช่วยเหลือเป็นเงิน 416.679 ล้านบาท

สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน โดยที่แห่งนี้กำหนดพื้นที่โครงการใน 4 ตำบลที่ติดชายแดนของ อ.สะเดา ได้แก่ ต.สะเดา ต.สำนักขาม ต.สำนักแต้ม และ ต.ปาดังเบซาร์ รวม 552.3 ตารางกิโลเมตร หรือ 345,187.5 ไร่ มีกิจการเป้าหมายคืออุตสหกรรมแปรรูปเพื่อการส่งออกและการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ

สำหรับพื้นที่ ต.สำนักขาม มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อราษฎรจำนวนประมาณ 300 ครอบครัว ซึ่งเดิมเป็นผู้เช่าที่ดินจากสำนักงานป้องกันฟองเงิน (ปปง.) มากกว่า 10 ปี มีราษฎรจำนวนประมาณ 160 ครอบครัว ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ จ.สงขลา มอบหมายให้เทศบาล ต.สำนักขาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ออกคำสั่งให้ราษฎร 4 ราย รื้อถอนอาคาร โดยราษกฎทั้ง 4 รายได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง จ.สงขลา

“อาศัยอยู่บนพื้นที่มา 10 กว่าปีแล้ว ตอนนี้หน่วยราชการไปรื้อถอนเรียบร้อยแล้ว บั่นทอนจิตใจชาวบ้านมาก เจ็บปวดทรมาน ในเมื่อได้ฝั่งตรงข้ามจำนวน 600 ไร่ไปแล้ว อีกฝั่งจำนวน 300 ไร่ ขอให้ได้อยู่ ตอนนี้โดนส่วนราชการกดดัน ตัดน้ำ ตัดไฟ ในเมื่อบอกว่าไม่ทิ้งชาวบ้านไว้ข้างหลัง ขอให้ได้ร่ำรวยไปกับนิคมอุตสหกรรมบ้างได้ไหม” หญิงวัยกลางคน ชาวบ้าน ต.สำนักขาม จ.สงขลา กล่าวทั้งน้ำตาต่อผู้สัมมานาหลายร้อยชีวิต

—– ‘สระแก้ว’ จ่อตั้งนิคมฯ – ชดเชยไม่ครบถ้วน —–

เขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ศูนย์อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร และการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 4 ตำบล ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.อรัญประเทศ และ อ.วัฒนานคร รวม 332 ตารางกิโลเมตร หรือ 207,500 ไร่ มีกิจการเป้าหมาย คืออุตสหกรรมการเกษตร ประมง และกิจการที่เกี่ยวข้อง อุตสหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่มห่ม และเครื่องหนัง การผลิตเครื่องเรือน และกิจการสนับสนุนการท่องเที่ยว

การดำเนินการในปัจจุบันได้ออกโฉนดให้กรมศุลกากรใช้เป็นพื้นที่ ICQ และให้ การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) เช่า และเตรียมการก่อสร้างนิคมอุตสหกรรมในปี 2560-2561 ซึ่งมีการจัดหาที่ดินเพื่อประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจำนวน 2 แปลง คือ แปลงที่ 1 525 ไร่ และ 660 ไร่ ตามคำสั่ง คสช. 17/2558

ดุลยวัต กล้าหาญ สหพันธ์ที่ดิน จ.สระแก้ว เล่าว่า มีการเวนคืนที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม การชดเชย การเยียวยา จะชดเชยเฉพาะที่ดินที่มีโฉนดเท่านั้น ส่วนเอกสารสิทธิประเภทอื่นๆ ไม่ได้รับการชดเชย นอกจากที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวแล้ว ยังมีที่ดินเขตป่า ซึ่งปัจจุบันดูแลโดย ตชด. สำรองอีกกว่า 500 ไร่

ทุกๆ พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในระยะแรก หรือระยะที่ 2 ล้วนมีชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับผลกระทบด้านที่ทำกินและที่อยู่อาศัย เช่น กรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก เขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม และเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา

ทั้งยังมีกรณีการใช้พื้นที่ป่าชุมชน และพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่ชาวบ้านในชุมชนได้ร่วมกันดูแลรักษาไว้มาใช้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย เขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย

“ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีคนกลัว แต่คงไม่มีใครคัดค้านโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ หากเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสม” ใครบางคนจากวงสัมมนากล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่ารับฟัง

- Advertisement -