ผลการศึกษาชวนช็อค! ​เมื่อ ‘ขนมปัง’ กำลังฆ่าโลกเราอย่างช้าๆ

การศึกษาของกลุ่มนักวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมได้ผลออกมาเป็นข้อมูลชวนช็อค เมื่ออาหารซึ่งคนทั่วทุกมุมโลกคุ้นเคยและนิยมรับประทานอย่างเช่น “ขนมปัง” สร้าง “รอยเท้าคาร์บอน” สูงจนน่าตกใจ

ที่ผ่านมา การวิเคราะห์รอยเท้าคาร์บอนหรือการวัดผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งมีต่อระบบสิ่งแวดล้อมในแง่ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ผลิตออกมา ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นไปในเรื่องการขับขี่รถยนต์ การใช้พลังงานทำความร้อนของอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่การรับประทานเนื้อสัตว์ แต่สำหรับขนมปังแล้ว ยังไม่มีใครเคยพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก่อน เมื่อนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ในอังกฤษ ได้นำประเด็นนี้มาศึกษาก็ค้นพบหลายมุมที่น่าสนใจ โดยได้เผยแพร่ผลผ่านวารสารเนเจอร์ แพลนต์ส์ เมื่อไม่นานมานี้

การศึกษาเกี่ยวกับวัฏจักรชีวิตของขนมปังตั้งแต่ต้นจนจบ นับจากการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และการขนส่งเมล็ดธัญพืชเพื่อทำแป้ง การผลิตแป้ง การจัดส่งไปยังเบเกอรี่ การอบขนมปัง และบรรจุหีบห่อ ซึ่ง ดร.เลียม เกาเชอร์ หนึ่งในทีมงานวิจัยเรียกว่าเป็น “ห่วงโซ่อุปทานในโลกแห่งความเป็นจริง” (real-world supply chain)

ในการผลิตขนมปังระดับอุตสาหกรรมนั้น ต้องใช้เครื่องโม่แป้ง เครื่องนวดแป้งที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเตาอบขนาดใหญ่ซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 230 องศาเซลเซียสหรืออาจจะมากกว่า ทั้งหมดล้วนต้องใช้พลังงานมหาศาล อีกทั้งในการขนส่งวัตถุดิบและกระจายขนมปังไปยังร้านค้าต่างๆ ทุกอย่างล้วนขับเคลื่อนไปได้ด้วยแก๊สและน้ำมัน

แต่ทั้งหมดที่ว่านั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากเท่ากับขั้นตอนก่อนจะผลิตแป้งออกมา!

ในการวิเคราะห์วงจรชีวิตของขนมปัง นักวิจัยพบว่า ขนมปังก้อนหนึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาประมาณครึ่งกิโลกรัม โดยเกือบ 66 เปอร์เซนต์ หรือ 2 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาจากการเพาะปลูกข้าวสาลีอันเป็นวัตถุดิบสำคัญของการทำแป้งและขนมปัง!

“ผู้บริโภคมักไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของอาหาร เราพบว่าในขนมปังแต่ละก้อนเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เป็นผลมาจากการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวสาลี การผลิตปุ๋ยจำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาล และเมื่อปุ๋ยสลายตัวลงในดินก็ปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ออกมาจำนวนมาก” ดร. เลียม เกาเชอร์ กล่าว

โดยทั่วไปพืชต้องการธาตุไนโตรเจนเป็นจำนวนมากเพื่อการเจริญเติบโต พืชที่ได้รับไนโตรเจนอย่างเพียงพอ ใบจะมีสีเขียวสด มีความแข็งแรง โตเร็ว ทำให้พืชออกดอกและผลอย่างสมบูรณ์ แต่เกษตรกรมีแนวโน้มที่จะใช้ปุ๋ยเคมีซึ่งมีไนโตรเจนเป็นธาตุหลักนั้นมากเกินความต้องการ

“พืชไม่ได้ใช้ไนโตรเจนในปุ๋ยทั้งหมด ทำให้ไนโตรเจนบางส่วนไปสู่ชั้นบรรยากาศ กลายเป็นไนตรัสออกไซด์ ซึ่งก็คือก๊าซเรือนกระจก ที่มีศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก”

ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าต้องลดการใช้ปุ๋ยลง วิธีหนึ่งที่ทำได้คือใช้เป็นช่วงเวลา เช่น ในช่วงที่พืชเจริญเติบโต และต้องการไนโตรเจนมากที่สุด ทว่า … ธุรกิจการเกษตรไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ปฏิบัติต่อๆ กันมานี้

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ออร์ตัน หนึ่งในทีมวิจัย ได้พยายามชั่งน้ำหนักของภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ว่า “การค้นพบของเรานำมาสู่ส่วนสำคัญในความท้าทายด้านความมั่นคงด้านอาหาร นั่นก็คือ การแก้ปัญหาความขัดแย้งสำคัญที่ฝังอยู่ในระบบอาหารและเกษตร ซึ่งมีจุดประสงค์หลักคือ การทำเงิน ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืนทั่วโลก ปัญหาใหญ่คือ ปุ๋ย 100 ล้านตันที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกในแต่ละปีเพื่อสนับสนุนการผลิตทางการเกษตร แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกิดขึ้นภายในระบบ ดังนั้นจึงไม่มีแรงจูงใจในการลดการพึ่งพาปุ๋ย”

แล้ว “ออร์แกนิก” เป็นคำตอบหรือไม่? นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ๆ จำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วย เพราะการทำเกษตรแบบอินทรีย์นั้นทำให้ต้องใช้พื้นที่มากกว่าการทำไร่แบบดั้งเดิม ซึ่งที่ดินซึ่งเพิ่มขึ้นส่วนนี้ควรจัดสรรไว้สำหรับสัตว์ป่า หรือใช้สำหรับพลังงานชีวมวล ก็คือเป็นพื้นที่ของป่าไม้ อีกหนึ่งเหตุผลซึ่งทำให้เกษตรอินทรย์ไม่ใช่ทางออกคือ พืชตระกูลถั่วที่การเกษตรอินทรีย์มักปลูกเพื่อใช้จับไนโตรเจน หรือเรียกว่าเป็นปุ๋ยสีเขียวนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังคงปล่อยไนตรัสออกไซด์ออกมาอยู่ดี

อีกหนึ่งประเด็นเกี่ยวกับขนมปังที่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมซึ่งน่ากังวลอยู่มาก คือ เรื่องของเสีย (waste) เฉพาะที่อังกฤษนั้น ในแต่ละวันมีขนมปังซึ่งหมดอายุต้องทิ้งมากถึง 24 ล้านชิ้น คิดเป็น 44% ของขนมปังที่ผลิตออกทั้งหมด

นักวิชาการจำนวนหนึ่งสนับสนุนว่า วิธีการศึกษาแบบนี้น่าจะทำกับสินค้าอาหารอื่นๆ ด้วย เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ตระหนักว่าควรซื้อและบริโภคอาหารต่างๆ ให้พอดีกับความต้องการ ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สำหรับผู้บริโภคพวกเขามีอำนาจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ โดยใช้เงินในมือจ่ายเพื่อซื้อขนมปังซึ่งดีกับโลกมากกว่า ส่วนร้านเบเกอรี่ทั้งหลายก็ต้องพิสูจน์ว่า ขนมปังของพวกเขาใช้พลังงานน้อยกว่า ผู้ผลิตขนมปังและแป้งยังสามารถเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานได้ด้วยการเลือกใช้ข้าวสาลีจากเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยเคมีน้อยกว่า

ต่อไปเมื่อจะหยิบอะไรสักอย่างเข้าปาก เราอาจจะต้องคิดให้มากขึ้น หากเลือกได้ก็ควรรับประทานอาหารซึ่งสร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศให้น้อยที่สุด