จับตา 3 เดือนเสี่ยง! หวั่น กทม.ท่วมซ้ำ ‘สกลฯ’ นักวิชาการซัดระบบระบายน้ำใหม่แย่กว่าปี 54

นักวิชาการชี้โครงสร้างป้องกัน “น้ำท่วม” หลังเหตุการณ์ปี 2554 ทำประสิทธิภาพการระบายน้ำแย่ลง เตือนระวังปีหน้า “ลานีญา” จ่อมาอีกรอบ

ศ.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย เปิดเผยในเวทีเสวนา “วิกฤติน้ำปี 60 แค่รอระบายนาน หรือจะท่วมซ้ำปี 54” เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2560 ตอนหนึ่งว่า หากเกิดสถานการณ์น้ำแบบเดียวกันกับปี 2554 คาดว่าเหตุการณ์จะรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ควรจับตาช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย.ที่จะมีพายุพาดผ่าน เพราะหากสภาพอากาศเกิดแปรปรวนและนำพาพายุเข้ามาในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบที่ จ.สกลนคร ขึ้น

นอกจากนี้ ต้องจับตาในปี 2561 ที่จะครบรอบการเกิดปรากฏการณ์ลานีญาอีกครั้ง จึงอยากให้ภาครัฐเตรียมความพร้อมเรื่องระบบการแจ้งเตือนภัย การระบายน้ำเพื่อรองรับฝนที่อาจจะตกหนัก ระมัดระวังการกักเก็บน้ำในเขื่อน รวมถึงจัดเตรียมแผนฉุกแฉินกรณีเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ขึ้น

ศ.ธนวัฒน์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์กลัวน้ำที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ทำให้มีสิ่งที่ตามมาคือโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งก่อสร้างเพื่อป้องกันน้ำรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นใน กทม. ไม่ว่าจะเป็นกำแพงและพนังกันน้ำ หรือการขุดลอกคูคลองแล้วนำดินมาถมไว้ริมสองฝั่ง แต่สิ่งเหล่านี้กลับส่งผลให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำแย่ลง และด้อยกว่าสภาพที่เป็นอยู่ก่อนปี 2554

“กทม.เป็นเมืองใหญ่ที่มีระบบระบายน้ำที่แย่ เช่น การใช้ท่อระบายน้ำขนาดเล็ก การถม การปิดกั้นต่างๆ ที่ไม่มีความจำเป็น แต่ปรากฏว่าในหลายจังหวัดกลับนำเอาโมเดลและวัฒนธรรมเหล่านี้ไปใช้ ดังนั้นเราจึงเห็นว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมา แม้จะเป็นฝนตกในช่วงหน้าแล้งก็ยังเอาไม่รอด ในตัวเมืองอย่าง กทม. พัทยา โคราช ระยอง ชลบุรี ล้วนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขังรอระบายนาน” ศ.ธนวัฒน์ กล่าว

ศ.ธนวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมที่ จ.สกลนคร ในปีนี้เกิดจากความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ผิดแปลกไปจากปกติ แม้จะได้รับอิทธิพลจากพายุเพียงแค่เศษๆ แต่ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างมโหฬารได้ ทั้งนี้ใน จ.สกลนคร มีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กอยู่มากประมาณ 20-30 แห่ง ซึ่งเมื่อเช็คย้อนหลังไปกลับก็พบว่าอ่างเหล่านี้เก็บน้ำไว้เยอะอยู่แล้ว บางแห่งเก็บไว้ 70-80% และไม่มีแห่งไหนเก็บน้อยกว่า 60% ดังนั้นเมื่อเจอพายุไม่นานน้ำก็เต็ม จึงน่าตั้งคำถามกับระบบการแจ้งเตือนภัยว่า หากรู้ล่วงหน้าว่าพายุจะมาทำไมจึงไม่มีการระบายหรือลดระดับน้ำลง

ศ.ธนวัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ด้วยความที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ส่วนใหญ่จึงถูกก่อสร้างโดยไม่ผ่านมาตรฐานความแข็งแรงหรือแม้แต่การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) อย่างไรก็ตามในส่วนของอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนคร ที่ถูกกัดเซาะจนแตกเป็นระยะทางกว่า 20 เมตรนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่โชคดี เพราะหากแตกช้ากว่านี้ไป 2 วัน มีการประเมินว่าอาจทำให้อ่างเก็บน้ำแตกเป็นระยะทางมากถึงกว่า 200 เมตร และจะสร้างความเสียหายมากกว่านี้ได้

รศ.อภิชาติ อนุกูลอำไพ นายกสมาคมทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วิศวกรมักสร้างโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่เข้าใจสภาพธรรมชาติของน้ำ ซึ่งเป็นผลที่ทำให้เกิดน้ำท่วมมาโดยตลอด ราวกับไม่เคยเรียนรู้ความผิดพลาดจากในอดีต สะท้อนจากโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลลงไปทำ ด้วยการทำกำแพงกั้นเส้นทางคลองระบายน้ำให้มีขนาดเล็กลง ทำประตูระบายน้ำที่เล็ก การขุดลอกที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ผิดหลักชลศาสตร์

“แนวคิดการสร้างถนนที่สร้างให้สูงที่สุดเพื่อไม่ให้น้ำท่วม แต่ก็กลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำ การใช้งบปีละหลายพันล้านขุดลอกคูคลองแล้วเอาดินมากองไว้ริมสองฝั่ง ทำให้เส้นทางระบายน้ำแคบลงและดินก็ถูกชะกลับลงไปเหมือนเดิม หรือวิธีอย่างการสร้างกำแพงกั้นตัดขาดคนกับน้ำออกจากกัน แต่สุดท้ายเมื่อฝนตกพื้นที่ในกำแพงกลับท่วมเพราะไม่สามารถระบายออกได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนวิธีออกแบบสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ใหม่ เราก็จะเกิดความเสียหายแบบนี้ไม่รู้จบ” รศ.อภิชาติ กล่าว

- Advertisement -