ประเทศไทยไม่มีระบบบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง อุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายในจังหวัดของปี 2560  นี้ จึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงได้ด้วยวิธีการใด หน่วยงานไหน หรือคำสั่งใคร

คำถามก็คือเมื่อ “โครงการการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ” มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ถูกรัฐบาลนี้ยกเลิกไปแล้ว ได้มีการผลักดันโครงการใดขึ้นมาทดแทนหรือไม่

เมื่อย้อนไปดูในรายละเอียดภายหลังการพับโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ รัฐบาล คสช.ได้มอบหมายให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบ (เป็นการมอบหมายให้ในช่วง ครม.ประยุทธ์1 ซึ่ง พล.อ.ฉัตรชัยได้เป็นรัฐมนตรีพาณิชน์และเมื่อถูกโยกมานั่งรัฐมนตรีเกษตรฯ ก็ให้รับหน้าที่จัดการน้ำต่อ)

ช่วงแรกๆ ไม่มีการจัดการในเชิงนโยบายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าแต่ละหน่วยงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตามภาระหน้าที่บนหน้าตัก โดยช่วงแรกของรัฐบาลประยุทธ์จากปลายปี 2557ต่อเนื่องปี 2558 ประเทศไทยได้เผชิญวิกฤตภัยแล้งอย่างหนักหน่วง (ก่อนหน้านั้นเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี 2554 ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ถึงขนาดที่ชาวนาในหลายพื้นที่หลายจังหวัดได้เปิดศึกแย่งน้ำกัน ขณะที่คนกรุงได้แห่กักตุนน้ำดื่มกันจนเกิดอาการวิตกกังวลไปทั้งเมือง และต่อมาปัญหาค่อยๆ คลี่คลายไปเป็นลำดับ

กระทั่งปลายปี 2559 เดือนธันวาคมต่อเนื่องข้ามปีลากยาวถึงต้นปี 2560 ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน 12 จังหวัดภาคใต้  ไล่เรียงจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เรียกได้ว่าชาวปักษ์ใต้ได้แต่ซับน้ำตาและงดฉลองปีใหม่กันอยู่บนมวลความทุกข์

วันที่ 11 มกราคม พล.อ.ฉัตรชัย ขณะนั้นยังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเกษตรฯ ได้นำคณะลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และได้แถลงสรุปความเสียหายว่า มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 392,797 ราย มีพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย 938,473 ไร่

ผ่านพ้นยามยากรอบนั้นกันไปอย่างทุลักทุเลแสนสาหัสไปแล้ว แต่คำถามที่ยังไม่มีคำอธิบายก็คือภาครัฐมีแผนการรับมือปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างไร โดยเฉพาะอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ในภาคใต้เที่ยวนี้  ไม่ได้มีสาเหตุจากพายุนอกฤดูกาล แต่เป็นช่วงหน้าฝนที่มาล่าช้ากว่าปกติประมาณหนึ่งเดือน และตกต่อเนื่องข้ามปีเท่านั้นเอง ขณะที่ปัญหาภัยแล้งที่ผลพวงจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี

ภัยธรรมชาติที่ยากต่อการควบคุมระลอกแล้วระลอกเล่าลากมาถึงช่วงกลางปี และปัญหาการจัดการน้ำถูกมอบหมายมาอยู่ในความรับผิดชอบกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีการผุดคณะกรรมการโครงการศึกษาและพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบแหล่งน้ำและทางน้ำธรรมชาติอย่างเหมาะสมและยั่งยืน (ชื่อยาวเหยียด) ซึ่งได้มีการจัดทำสรุปผลการดำเนินการไว้ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 นี้ว่า มีการดำเนินการโครงการทั้งหมด 4,882 โครงการ ความยาวลำน้ำที่ขุดลอก 12,970 ก.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 6.75 ล้านไร่ ครัวเรือนรับประโยชน์ 342,886 ครัวเรือน ค่าลงทุน 334,538 ล้านบาท (ใกล้เคียง 3.5 แสนล้านยุคยิ่งลักษณ์) ปริมาณน้ำเก็บกัก 3,091 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่น้ำท่วมลดลง 649,032 ไร่ และรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น 22.1%

ขณะที่ก่อนนั้นกรรมการอีกชุด ชื่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ประชุมครั้งที่ 1/2560 ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ได้มีมติมอบหมายให้หน่วยงานร่วมกันบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน เน้นการสร้างความรับรู้ความเข้าใจกับประชาชนในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ

อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาล คสช. เริ่มมาใช้คำว่า “การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ” อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเอาในปี 2560 หลังเข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2557

นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะเลขานุการ กนช. ได้แถลงสรุปการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย ไว้ดังนี้

1.นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย  และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ให้แก้ปัญหาเกี่ยวกับแหล่งกักเก็บน้ำทั่วประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เน้นสร้างความรับรู้และความเข้าใจให้ประชาชนเพื่อให้พร้อมกับสถานการณ์น้ำที่แปรเปลี่ยนในแต่ละฤดูกาล และเร่งรัดจัดหาแหล่งน้ำในพื้นที่ขาดแคลนน้ำและทำระบบประปาให้ครบทุกหมู่บ้านตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

2.การแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำโดยความร่วมมือของกองทัพบกร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ จำนวน 22 โครงการ ในพื้นที่ 15 จังหวัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก และกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตร ประมาณ 2,600 ไร่ มีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 3.57 ล้านลูกบาศก์เมตร มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ 4 แห่ง

ประกอบด้วย บึงบอระเพ็ด บึงสีไฟ กว๊านพะเยา และหนองหาร โดยให้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทานร่วมกันศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากน้ำของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำสตึงนัม ซึ่งมีศักยภาพนำน้ำมาใช้รองรับการพัฒนาในพื้นที่ภาคตะวันออกได้ไม่น้อยกว่า 400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำเป็นเจ้าภาพในการหารือเพื่อเร่งรัดการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำที่ได้ถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปแล้วประมาณ 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนต่อไป

3.ที่ประชุมเห็นชอบให้มีกลไกกลั่นกรองแผนงานบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร โดยให้พิจารณาในแต่ละพื้นที่ (Area base) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี

นอกจากนี้ กนช. ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำชุดข้อมูลสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชนในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบผ่านสื่อต่างๆ แบ่งเป็น 4 หมวดหลัก ได้แก่

(1) การกักเก็บน้ำ ระบบส่งน้ำ และระบบการระบายน้ำในแต่ละสภาพภูมิประเทศ (2) ข้อมูลสถานการณ์น้ำ จำแนกเป็นรายภูมิภาคและความเชื่อมโยงในการใช้น้ำร่วมกัน (3) การดำเนินการของรัฐบาลทั้งที่เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจำแนกเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และมาตรการระยะยาวที่มีความยั่งยืน (4) ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากไม่มีการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

เพื่อให้เห็นสภาพปัญหาและการจัดการก่อนที่รัฐบาลทหารมาบริหารต่อ

มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 เป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่สุดในรอบ 50 ปี โดยธนาคารโลกประเมินว่าได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยสูงถึง 1.356 ล้านล้านบาท ประชาชนทุกภูมิภาคได้รับความเดือดร้อนอย่างสาหัส

มีพื้นที่ประสบอุทกภัยและมีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2554 จนเดือนพฤศจิกายน รวมทั้งสิ้น 65 จังหวัด มีผู้เสียชีวิต จำนวน 657 ราย ราษฎรเดือดร้อน 13,425,869 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 2,329 หลัง บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 96,833 หลัง พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับความเสียหาย 11.20 ล้านไร่ ฯลฯ

นับเป็นปัญหาที่ทั่วโลกจ้องมอง เพราะได้ส่งผลสะเทือนต่อภาคการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ขาดความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำของไทย โดยเฉพาะธุรกิจต่างชาติที่ได้รับผลกระทบหนัก อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานทีและสมุทรปราการ ที่จมน้ำกันถ้วนหน้า (รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่) (930,906 ล้านบาท)

ธุรกิจธนาคารพาณิชย์เป็นภาคที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด (115,276 ล้านบาท) ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าที่ต้องหยุดการผลิตช่วงน้ำท่วมได้ ลามไปถึงภาคการท่องเที่ยวที่ต้องสูญเสียรายได้อย่างหนัก (94,807 ล้านบาท) เพราะไม่มีใครคิดจะเที่ยวและชาวต่างชาติก็งดเดินทางเข้าประเทศ

ความเสียหายทั้งหมดนี้ถูกประเมินสถานการณ์จากหัวหน้ารัฐบาลว่า “เอาอยู่”

กว่า 3 เดือนสถานการณ์เริ่มคลี่คลายในช่วงปลายปี ประชาชนเริ่มเดินทางกลับเข้าฟื้นฟูบ้านเรือนได้ (ช่วงนั้นทุกคนต้องหนีน้ำไปพักอาศัยอยู่ยังศูนย์อพยพที่รัฐจัดให้ อีกจำนวนหนึ่งต้องหนีไปอยู่ต่างจังหวัดและพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึง)

จากนั้นเป็นต้นมารัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุด อาทิ กยน. , กนอช. และ กบอ. แต่รวมๆ แล้วโครงการบริหารจัดการน้ำครั้งนั้นอยู่ในมือของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯ ขณะนั้นในฐานะประธานกำกับดูแล

โครงการนี้จะออก พ.ร.ก.เงินกู้ จำนวน 3.5 แสนล้านบาท โดยได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ปี 2555 และได้ออกทีโออาร์ประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุน ซึ่งได้กำหนดขอบเขตงานไว้ทั้งหมด 10 โมดูล (เข้าใจง่ายๆ คือแบ่งแผนงานออก 10 แผนว่าจะทำโครงการอะไรบ้าง)

ณ เวลานั้นรัฐบาลถูกโจมตีจากฝ่ายต่อต้านจากนักวิชาการ ฝ่ายค้านและเอ็นจีโออย่างหนักว่าโครงการกู้เงินนี้ขาดความโปร่งใส  และแล้วโครงการนี้ก็ถูกยื่นฟ้องศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลระงับการประมูล แต่ศาลได้ “ยกคำร้อง” จึงทำให้การประมูลสามารถดำเนินหน้าต่อไปได้

ต่อมาเดือนมิถุนายน 2556 คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ได้พิจารณาคัดเลือกผู้ชนะการประมูลทั้ง 10 โมดูล ได้กลุ่มบริษัทเอกชน 4 กลุ่ม ผ่านเกณฑ์ด้านเทคนิคพร้อมเป็นคู่สัญญาของรัฐ วงเงินที่เสนอประมูลรวมทั้งสิ้น 290,930.88 ล้านบาท ต่ำกว่ากรอบวงเงินงบประมาณ 291,000 ล้านบาทเหลืออีกประมาณ 9,000 ล้านบาท สำหรับจ้างที่บริษัทปรึกษา

ประกอบด้วย 1.บริษัทโคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค วอเตอร์) จากประเทศเกาหลีใต้ ได้คะแนนสูงสุดใน 2 โมดูล ได้แก่ A3, A5 รวมเป็นวงเงิน 162,999.999 ล้านบาท หรือ 56.03% ของวงเงินที่เสนอประมูลทั้งหมด

2. บริษัท ITD POWER CHINA JV ได้คะแนนมากที่สุดใน 5 โมดูล ได้แก่ A1, A2, A4, B1 และ B3 รวมวงเงิน 109,999.63 ล้านบาท หรือ 37.81% ของวงเงินที่เสนอประมูลทั้งหมด ( เป็นบริษัทร่วมค้าระหว่างกิจการร่วมไทย-จีน ประกอบด้วย ITD-POWERCHINA JV, บมจ. อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD), บริษัท พาวเวอร์ คอนสตรัคชั่น คอร์ปอเรชั่น ออฟ ไชน่า, บริษัท ไชน่า เก๋อโจวบ๋า กรุ๊ป , บริษัท ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล วอเตอร์ แอนด์ พาวเวอร์ คอร์เปอเรชั่น, บริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด)

3.กลุ่มบริษัท ค้าร่วม ล็อกซเลย์ ได้คะแนนสูงสุดใน 1 โมดูล ได้แก่ A6 และ B4 วงเงิน 3,997.52 ล้านบาท หรือ 1.37% ของวงเงินที่เสนอประมูลทั้งหมด  (กลุ่มบริษัทค้าร่วม ล็อกซเลย์ ของไทยร่วมกับเอจีที อินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช จำกัด)

4.กิจการร่วมค้า ซับมิท เอสยูที ได้ 1 โมดูล คือ B2 วงเงิน 13,933.74 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.79% 4. (บริษัทกิจการร่วมค้า ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด สามประสิทธิ์, บริษัท เอส.เค.วาย. คอนสตรัคชั่น จำกัด, บริษัท ยูเนี่ยน อินฟาร์เทค จำกัด)

สำหรับรายละเอียดของ 9 โมดูลและกรอบวงงเงินงบประมาณที่จะดำเนินการแก้ปัญหาน้ำภาพรวมทั้งประเทศในขณะนั้น ประกอบด้วย ดังนี้

โมดูล A1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง, ยม, น่าน, สะแกกรัง และป่าสัก ให้ได้ความจุเก็บกัก 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพดานกรอบเงินงบประมาณไม่เกิน 50,000 ล้านบาท

โมดูล A2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน/การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งจัดทำพื้นที่ปิดล้อมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจหลัก สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรอบเงินงบประมาณไม่เกิน 26,000 ล้านบาท

โมดูล A3 การปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทาน ในพื้นที่โครงการชลประทานเหนือ จ.นครสวรรค์ เพื่อเก็บกักน้ำหลากชั่วคราว กรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 10,000 ล้านบาท

โมดูล A4 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำ ในพื้นที่แม่น้ำยม, น่าน และเจ้าพระยา กรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 17,000 ล้านบาท

โมดูล A5 การจัดทำทางผันน้ำ (Flood Diversion Channel) ขนาดประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมทั้งการก่อสร้างถนนรองรับคมนาคม กรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 153,000 ล้านบาท

โมดูล A6 และ B4 ระบบคลังข้อมูลเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัย รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ กรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 153,000 ล้านบาท

โมดูล B1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ กรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 12,000 ล้านบาท

โมดูล B2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน/การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมชุมชนและเศรษฐกิจหลัก สำหรับพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ กรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 14,000 ล้านบาท

โมดูล B3 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลัก และการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำ ในพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ กรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 5,000 ล้านบาท (ที่มา : ไทยพับลิก้า)

อย่างไรก็ตาม ต่อมาสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนก็ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อศาลปกครองอีกครั้ง คราวนี้ศาลได้พิพากษาให้รัฐบาลกลับไปจัดรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง ตาม มาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นเหตุให้รัฐบาล “ไปต่อไม่เป็น” เพราะคำสั่งนี้เท่ากับต้องนับหนึ่งโครงการใหม่ทั้งหมด

นับแต่นั้นมาโครงการจึงค่อยๆ หายไปจากความสนใจของสาธารณชน กระทั่งสถานการณ์การเมืองเข้าสู่ความขัดแย้งในเดือนตุลาคม 2556 และเกิดม็อบการเมืองเต็มรูปแบบกระทั่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกยึดอำนาจเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 คณะรัฐมนตรี (รัฐบาลทหาร) ได้มีมติให้ยกเลิกการดำเนินการตามแผนงาน/โครงการต่าง ๆ ตามโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย และให้ใช้แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (ปี 2558-2569 ) แทน จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินกู้วงเงิน 324,606 ล้านบาท อีก

จากนั้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558  ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ยกเลิกการกู้เงินสำหรับโครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 กับสถาบันการเงิน 4 แห่ง ประกอบด้วยธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) วงเงินกู้รวม 324,606 ล้านบาท

สรุปได้ว่าจนถึงปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีแผนการจัดการน้ำสำหรับรับมือภัยธรรมชาติแบบกระจัดกระจาย แต่ละหน่วยงานที่ถูกสั่งให้บูรณาการก็ช่วยๆ กันทำหน้าที่ตามระบบราชการซึ่งอาจพอสรุปได้ด้วยซ้ำว่า มหาวิปโยคในปี 2554 ยังไม่ได้รับการถอดบทเรียนสำหรับการรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตใดๆ

สังคมไทยจึงยืนอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงภัยธรรมชาติเสมือนไม้หลักปักขี้เลนที่พร้อมล้มครืนลงได้ทุกเมื่อ เพราะขาดผู้นำที่ตระหนักและมีความรู้มากพอจะบริหารจัดการปัญหานี้

- Advertisement -