ภาพความเดือดร้อนจากอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี ของ จ.สกลนคร เริ่มต้นขึ้นจากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงมาจากพายุดีเปรสชันนามว่า “เซินกา” (SONCA) เข้าปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากโดยเฉพาะคืนวันที่ 27 ก.ค.2560 ที่วัดปริมาณฝนสูงสุดในเขต อ.เมืองสกลนคร ได้ 130 มิลลิเมตร ต่อเนื่องถึงวันที่ 28 ก.ค.2560 รวมปริมาณฝนตกสะสมถึง 245 มิลลิเมตร

ในช่วงเที่ยงของวันนั้น มวลน้ำจำนวนมหาศาลได้ไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ จ.สกลนคร โดยไม่มีใครทราบล่วงหน้า ท่วมสูงประมาณ 50 เซนติเมตร และยังไม่มีท่าทีจะลดระดับลงหรือหยุดนิ่ง ช่วงเวลาผ่านไปปริมาณน้ำก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 70 เซนติเมตร และในบางพื้นที่สูงถึง 1 เมตร

มวลน้ำซึ่งเกิดจากฝนตกหนักและน้ำป่าจากเทือกเขาภูพาน เข้าท่วมชุมชนเมืองชั้นในและย่านเขตเศรษฐกิจ ห้างร้าน โรงแรม สนามบิน อาคาร บ้านเรือนในหลายพื้นที่อย่างทั่วถึง รถยนต์จำนวนมากถูกน้ำท่วมจนมิดล้อ

นับเป็นความเสียหายที่ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้

ในขณะที่วิกฤตการณ์กำลังดำเนินไป ประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากก็คือมาตรการ “การเตือนภัย” จากภาครัฐที่ค่อนข้างย่อหย่อน โดยชาวบ้าน อ.เมืองสกลนคร ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีใครได้ยินเสียงสัญญาณจากหอเตือนภัยเลย

หอเตือนภัย คือ 1 ใน 5 อุปกรณ์เตือนภัยพิบัติของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ มีทั้งสิ้น 144 แห่ง ติดตั้งอยู่ใน 66 จังหวัดทั่วประเทศไทย ทำหน้าที่รับสัญญาณเตือนภัยผ่านดาวเทียมโดยตรงจากระบบควบคุมการเตือนภัยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนถึงภัยพิบัติต่างๆ ในลักษณะเสียงไซเรน และคำพูดที่เตรียมไว้

สำหรับรัศมีการส่งสัญญาณอย่างต่ำ 1 กิโลเมตรจากจุดติดตั้ง และสามารถเตือนภัยได้อย่างช้าที่สุดคือก่อนภัยพิบัติ 1 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางมหาอุทกภัยในครั้งนี้ แม้ว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาลรวมทั้งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะยืนยันโดยพร้อมเพรียงกันว่าระบบการเตือนภัยของประเทศไทยไม่มีปัญหา หากแต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใน จ.สกลนคร ก็คือหอเตือนภัยที่ติดตั้งอยู่ในเมืองสกลนครไม่ทำงาน เป็นเหตุให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

แหล่งข่าวระดับสูงของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย (มท.) ยอมรับกับสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ว่า สาเหตุที่ไม่สามารถเตือนภัยประชาชนให้รับมือกับสถานการณ์น้ำได้ล่วงหน้า เนื่องจากเครื่องเตือนภัยซึ่งติดตั้งอยู่ใน จ.สกลนคร ชำรุดและอยู่ระหว่างการซ่อมแซม

อย่างไรก็ตาม ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ดำเนินการแจ้งเตือนประชาชนมาโดยตลอด ทั้งในภาวะปกติและเกิดสถานการณ์ฝนตกหนัก โดยมีการทำรายงานส่งไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และแจ้งไปยังเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้กระจายข้อมูลถึงประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในรูปของอักษรวิ่งในช่วงของการรายงานข่าวผ่านทางโทรศัพท์ เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย

ศ.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล แสดงความคิดเห็นไว้ว่า กรมอุตุนิยมวิทยามีการรายงานการเข้ามาของพายุล่วงหน้า 2-3 วัน ทำให้ทราบว่าพายุมีอิทธิพลต่อประเทศไทย แต่กลับไม่มีหน่วยงานใดประเมินสถานการณ์น้ำท่วมหรือเตือนภัยล่วงหน้า ถึงแม้ว่าจะมีการเตือนภัยในภาพใหญ่ๆ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก แต่นั่นก็เป็นภาพกว้างที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้

นักวิชาการภาควิชาธรณีวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังวิพากษ์ต่อไปว่า ระบบเตือนภัยของประเทศไทยมีความหยาบมาก ขาดความละเอียด แม้กระทั่งระบบเตือนภัยใหญ่ๆ ในกรุงเทพก็ตาม อย่างกรณีน้ำท่วมภาคกลาง เมื่อปี 2554 ก็ไม่สามารถเตือนภัยให้ลดความเสียหายต่างด้านๆ ที่เกิดขึ้นได้

“แตกต่างจากของต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกาเมื่อเกิดฝนตกหนัก ประเมินสถานการณ์ได้ว่าเขื่อนไม่สามารถเก็บน้ำได้ และมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าหลายชั่วโมง ส่งผลให้สามารถเคลื่อนย้ายคนได้ทันที”อาจารย์ธนวัฒน์ อธิบาย

ศาสตราจารย์รายนี้ เชื่อว่า หากภาครัฐยังไม่สามารถเอาจริงเอาจังในการปรับปรุงระบบเตือนภัยให้ใช้งานได้จริงรวมถึงระบบการจัดการน้ำอย่างถูกวิธีจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้เลย หากมองย้อนกลับไปนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศไทยเจออุทกภัย แต่ประเทศไทยกลับไม่เคยเรียนรู้ และเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดซ้ำๆ อีกเสมอ

สอดคล้องกับ รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมน์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ให้ความเห็นว่า สิ่งที่ขาดหายไปคือการประเมินจุดเสี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการตัดสินใจอพยพคนออกจากพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ทางวิชาการถ้าเกิดมีปริมาณน้ำไหลเข้ามาเยอะ ต้องมีการแจ้งเตือนเป็นลำดับ

นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่า ระบบเตือนภัยของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ดี แต่ยังไม่ครอบคลุมในพื้นที่ทั้งหมด รวมถึงการวัดปริมาณน้ำฝนที่ตกบนพื้นที่ภูเขายังมีน้อยมาก ระบบเตือนภัยทางธรรมชาติถือว่ามีโครงสร้างที่ดีแต่ต้องมีจำนวนปริมาณต้องเพิ่มขึ้น ประกอบกับกระบวนการการตัดสินใจเมื่อต้องอพยพคน โดยมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์กับการตัดสินใจด้านการปกครอง และต้องมีเงื่อนไขที่เป็นอัตโนมัติในการเตือนภัย และอพยพมากขึ้น

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้ภาพการเตือนภัยที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมามีกรณีคลังระบายน้ำของเขื่อนโอโรวิลล์ในสหรัฐอเมริกาล้นฉุกเฉิน ทางการได้สั่งให้อพยพคนในเมืองซึ่งอยู่ทางตอนล่างของเขื่อนออกจากพื้นที่ทันที ซึ่งก่อนหน้านี่มีการซ้อมอพยพในกรณีฉุกเฉินไว้แล้ว ทำให้สามารถลดความเสียหายได้อย่างมาก ซึ่งภาพอย่างนี้จะไม่เห็นในประเทศไทย

ถึงแม้ในช่วงบ่ายของวันที่ 29 ก.ค.2560 น้ำจะค่อยๆ ลดลง โดยเส้นทางการไหลของน้ำในเขต อ.เมืองสกลนครเกือบทั้งหมดจะไหลไปรวมลงสู่หนองหาร และระบายออกทางลำน้ำกึ่งเพียงลำน้ำเดียว ก่อนจะไหลลงแม่น้ำโขง แต่ความบอกซ้ำของระบบเตือนภัยทางด้านข้อมูลข่าวสารในครั้งนี้ยังคงอยู่ในใจของประชาชน และคำถามถึงการรื้อตัวระบบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมของนักวิชาการยังอยู่

ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง “ระบบเตือนภัย” ทางธรรมชาติของประเทศไทยจะก้าวล้ำขึ้น เพื่อลดความเสียหายที่สามารถป้องกันได้ในอนาคต

- Advertisement -