… กรกิจ ดิษฐาน

จักรวรรดินิยม (Imperialism) เป็นคำศัพท์พื้นฐานของการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง

คำๆ นี้หมายถึงการสถาปนาอาณาบริเวณแห่งอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งเหนือดินแดนอันไพศาลครอบคลุมแว่นแคว้นมากมาย ด้วยเจตนาที่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเพื่อแสวงหาทรัพยากร หรือเพื่อแสดงแสนยานุภาพ ซึ่งอย่างหลังดูเหมือนจะเป็นนิยามของจักรวรรดินิยมแบบโบราณ

ตามทฤษฎีมาร์กซิสม์-เลนินิสม์ กำหนดนิยามของจักรวรรดินิยม/จักรพรรดินิยมไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นการรวบอำนาจทางเศรษฐกิจ อย่างที่เลนินกล่าวไว้ว่า “จักรวรรดินิยมคือรูปแบบสูงสุดของลัทธิทุนนิยม” หมายความว่าเมื่อทุนนิยมพัฒนาตัวเองและขูดรีดแรงงานในประเทศจนถึงขีดสุดแล้ว มันจะผลักดันให้นายทุนแสวงหาดินแดนอื่นๆ เพื่อทำการขูดรีดต่อไป กระทั่งกลายเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง

เช่น การที่บริษัทอินเดียตะวันออกอันทรงเกียรติ (Honourable East India Company) แสวงหาทรัพยากรในอนุทวีปอินเดีย บริษัทนี้ทรงอำนาจทางเศรษฐกิจและมีอิทธิพลทางการ ขนาดบีบ (หรือติดสินบน) ให้รัฐสภาพอนุมัติการครอบครองอนุทวีปในฐานะอาณานิคมได้ในที่สุด

ขณะเดียวกันด้วยผลประโยชน์จากการขูดรีดและสูบทรัพยากรของนายทุนจากดินแดนในอาณัติ ถูกนำมาโปรยหว่านขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสังคม จนทำให้ขบวนการเหล่านี้เกิดอาการเป๋เพราะถูกเงินยัดปาก แทนที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ถูกขูดรีดสากล

แต่การเคลื่อนไหวของทุนจักรวรรดินิยมจะไม่จีรัง เพราะสักวันหนึ่งมันจะปะทะเข้ากับจักรวรรดินิยมอื่น จนเกิดสงครามขึ้น เช่น กรณีของสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือบริษัทอินเดียตะวันออกรบกับเจ้าอาณานิมคมอื่นๆ ในอินเดีย จนกระทั่งรวบหัวรวบหางอินเดียได้ในที่สุด

บริษัทอินเดียตะวันออกเป็นตัวอย่างที่แสนจะชัดเจนของการที่ทุนวิวาหะกับอำนาจทางการเมือง ตกผลึกเป็นแนวคิดจักรวรรดินิยมเพื่อขูดรีดแรงงานและทรัพยากรของดินแดนใต้อาณัติ

แต่กรณีของบริษัทอินเดียตะวันออกเเป็นตัวอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพราะสภาพการณ์ของภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูงและมีปัจจัยที่หลากหลาย กระทั่งเลนินเองก็ยังปรับทฤษฎีของเขาให้ทันการณ์ ทั้งยังต้องวิวาทะกับนักคิดฝ่ายซ้ายคนอื่นๆ ที่เห็นไม่ตรงกัน

เช่น คาร์ล เคาท์สกี้ (Karl Kautsky) ที่เสนอแนวคิด อุตมจักวรรดินิยม (Ultra-imperialism) ซึ่งชี้ว่าไม่เสมอไปที่จักรวรรดินิยมจะต้องรบกันเองเพื่อชิงความเป็นเจ้ามหาอำนาจผูกขาด (Hegemony) แต่มันสามารถปรับตัวเองให้ผสานผลประโยชน์ของกันและกัน กลายเป็นองคาพยพที่ดำรงอยู่ร่วมกันผ่านการขูดรีดร่วมกันอย่างกลมเกลียว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเมือง (เช่นรัฐโลกเสรีในช่วงสงครามเย็น) หรือเพื่อแสวงจุดร่วมสงวนความพินาศจากการปะทะทางเศรษฐกิจ

แม้นักคิดฝ่ายซ้ายจะตีกันเรื่องทฤษฎีจักรวรรดินิยม แต่จะเห็นได้ว่าแนวคิดเรื่องนี้มีความลื่นไหลหลากหลาย แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีการตีความ นำเสนอและแก้ไขทฤษฎีนี้ในแง่มุมใหม่ๆ

ตราบใดที่โลกยังขับเคลื่อนด้วยทุน ด้วยรัฐบาลของอภิสิทธิ์ชน และการชั้นนำของมหาอำนาจผูกขาด โลกจะไม่มีวันสิ้นเงาจักรวรรดินิยม

แต่หลายคนคงคิดไม่ถึงว่า “จักรวรรดินิยม” ได้ถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการต่อต้านข้อตกลงแก้ไขสภาวะแวดล้อมของโลก โดยนักเคลื่อนไหวในประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา ซึ่งเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมมาแต่ไหนแต่ไร

ในแง่ของทุนนิยมข้อตกลงสู้ภัยโลกร้อน เป็นภัยคุกคามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมโดยตรง แต่เมื่อหลายประเทศคิดสะระตะแล้วคงเห็นว่ากำไรเป็นสิ่งที่ไร้ค่าเมื่อเทียบกับหายนะจากการขูดรีดโลกอย่างไร้ความปราณี มีเพียงสหรัฐภายใต้รัฐบาลทรัมป์เท่านั้น ที่ยังศิโรราบต่อทุนผูกขาด เพราะเป็นที่ทราบดีว่ารัฏฐะและทุนในสหรัฐสนิทสนมกันเพียงใด คล้ายจะใช้เรือนร่างเดียวกันเสียด้วยซ้ำ

การถอนตัวจากข้อตกลงปารีสของทรัมป์ เป็นปฏิกริยากระเสือกกระสนอย่างหนึ่งของจักรวรรดินิยม แต่เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้

เรื่องที่เราจะพูดถึง – การที่ฝ่ายซ้ายมองว่าแนวคิดของความตกลงปารีส (Paris Agreement) คือจักรวรรดินิยมรูปแบบใหม่

ที่ผ่านมา มีเสียงวิจารณ์ในทำนองที่ว่าประเทศพัฒนาแล้วมีความพร้อมสรรพที่จะปรับใช้ข้อตกลงแก้ปัญหาโลกร้อน เพราะในช่วงศตวรรษที่ผ่าน ประเทศเหล่านี้ได้ขูดรีดทรัพยากรอย่างเมามันนับแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมหนักในโลกตะวันตกจนถึงการเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสาร

อาจกล่าวได้ว่าโลกตะวันตก หรือชาติพัฒนาแล้วมีส่วนรับผิดชอบต่อความฉิบหายของโลกทุกวันนี้ในสัดส่วนที่แทบประเมินไม่ได้ แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการกำหนดเงินช่วยเหลือประเทศพัฒนาแล้วที่ประสบผลจากภัยโลกร้อน และส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวก็ตาม แต่ดูเหมือนว่า “การล้างบาป” จะช้าเกินการณ์และน้อยเกินไปในสายตาของบางคน

ในแง่นี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นความสำนึกผิดของจักรวรรดินิยม แต่จริงๆ แล้วมันคือน้ำตาจระเข้ เพราะความสำนึกผิดของรัฐเหล่านี้มีลักษณะไม่ผิดอะไรกับการกินหัวกินหางโดยนานารัฐ หรือ State cartel อย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นปฏิกิริยาของจักรวรรดินิยมที่จะเอาชีวิตรอดจากหายนะร่วมกันด้วยการผนึกกำลังกันผ่านหลักการใดหลักการหนึ่ง ซึ่งแสนจะงดงาม เหมือนที่จอห์น ฮ็อบสัน (John A. Hobson) บิดาท่านหนึ่งของแนวคิดจักรวรรดินิยมกล่าวว่า คือภารกิจสร้างโลกศิวิไลซ์เพื่อที่ทุนจะได้เติบโตต่อไปอย่างชอบธรรม

ความศิวิไลซ์ในที่นี้คืออุตสาหกรรมสีเขียว (ในยุคก่อนคือจรรยาโมเดิร์นและศาสนาคริสต์แบบโปรแตสแตนท์) ที่จะถูกแทนที่ด้วยอุตสาหกรรมหนักมากมลพิษ

ปัญหาก็คือ ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถกระโดดจากระดับพื้นฐาน ผ่านอุตสาหกรรมหนักไปสู่อุตสาหกรรมที่แอดวานซ์ขนาดนั้นได้ หรือแม้จะง่ายแต่ต้นทุนของมันมากมายมหาศาลจนต้องพึ่งพาชาติพัฒนาแล้ว กลายเป็นร่างให้ปรสิตทางการเมืองเหล่านี้สูบกินและใช้ประโยชน์ในนามของหลักการอันสวยหรูอยู่ดี

สิ่งที่กล่าวมานี้ไม่ใช่แค่โวหารลอยๆ แต่มีความเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นแล้ว เช่น การเสนอให้ผันทรัพยากรส่วนเกินและการผลิตส่วนเกินของทุนและอภิสิทธิ์ชน มาเป็นทรัพยากรสำคัญในการสู้ภาวะโลกร้อน แทนที่จะใช้วิธีเฉลี่ยความรับผิดชอบอย่างไม่สู้จะเป็นธรรม บางเสียงก็ชี้ให้ระวังการใช้นโยบาย Neo-liberalism เพื่อแปรรูปวิสาหกิจส่วนรวมในประเทศกำลังพัฒนา โดยอ้างความไม่มีสิทธิภาพในการแก้ปัญหาโลกร้อน

นอกจากนี้ นิคารากัวยังไม่ยอมลงนามความตกลงปารีส โดยชี้ว่าชาติพัฒนาแล้วยังแทงกั๊กไม่ยอมรับความจริงว่าการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในข้อตกลงนั้นเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะมีอัตราการลดน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับแนวโน้มอุณหภูมิโลกที่จะเพิ่มขึ้น ประเทศกำลังพัฒนาต้องประสบกับหายนะในภาคเกษตรพราะการแทงกั๊กแบบหล่อๆ เช่นนี้

มีเพียงจีนเท่านั้นที่ยังอยู่ในสภาวะประเทศกำลังพัฒนากึ่งพัฒนาแล้ว แต่ยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลง ในฐานะที่จีนเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูงสุด แต่ประเทศกำลังพินาศย่อยยับจนอากาศบริสุทธิ์ และแหล่งน้ำใสแทบจะมีราคาดั่งทองไปแล้ว

นี่เป็นปฏิกิริยาที่ดูเหมือนจะอยู่นอกเหนือจากทฤษฎีสมคบระหว่างทุนและรัฐ แต่น่าจะเป็นความรู้สึกกลัวตายล้วนๆ ของจีน

แต่อย่าลืมว่าจีนเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ และการต่อต้านจักรวรรดินิยมเป็นแกนหนึ่งของนโยบายแห่งรัฐ แม้ว่าที่ผ่านมาทฤษฎีนี้จะอ่อนแรงไปมากแล้ว และจีนกระหายทรัพยากรไม่แพ้ชาติพัฒนาแล้ว กระทั่งเข้าไป “โปรด” แอฟริกาเพื่อแลกทรัพยากรมาก็ตาม

- Advertisement -