“อินโดนีเซีย” ได้รับการยกย่องให้เป็นประเทศส่งออกปลาทูน่าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และประเทศเดียวกันนี้กลับมีกฎเกณฑ์ในการควบคุมการทำประมงน้อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยเช่นกัน

การทำประมงในอินโดนีเซียตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ค่อนข้างเป็นไปอย่าง “อิสระ” จึงส่งผลให้เกิดการทำลายล้างทะเลอย่างรุนแรง เช่น ไม่มีการกำหนดโควต้าในการจับปลาทุกสายพันธุ์ เป็นเหตุให้ เต่า ฉลาม โลมา และปลาสายพันธุ์อื่นๆ ที่ใกล้จะสูญพันธ์ถูกล่าอย่างมหาศาลและต่อเนื่อง

ด้วยความอิสระเช่นนี้ นำมาซึ่งการลักลอบเข้ามาทำประมงของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจากข้อมูลพบว่ามีเรือมากกว่า 5,000 ลำ คิดเป็นมูลค่าราว 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ในปี 2015 ภายใต้การนำของ โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีป้ายแดงในขณะนั้น ได้ออกกฎหมายใหม่สั่งห้ามและควบคุมไม่ให้เรือประมงผิดกฎหมายจากต่างประเทศเข้ามาทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ในน่านน้ำอินโดนีเซีย

หนึ่งในมาตรการภายใต้กฎเหล็กฉบับนี้ก็คือ การขึ้นทะเบียนชาวประมงท้องถิ่นกว่า 6 ล้านคน และออกคำสั่งห้ามขนถ่ายสินค้าทางทะเล ซึ่งสร้างผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงพื้นบ้านเป็นอย่างมาก

จอห์นนี แลงเกนแฮม (Johnny Langenheim) คอลัมนิสต์และนักทำสารคดี ผู้ติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า แม้กฏหมายฉบับดังกล่าวจะเป็นที่จับตาว่าจะส่งผลต่อการทำประมงขนาดเล็กอย่างไร แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นก้าวสำคัญของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะทำให้มีชาวประมงท้องถิ่นถูกกฏหมายเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินจากชาวประมงท้องถิ่นจำนวนกว่า 6 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ป้อนสินค้าเกือบทั้งหมดหรือราวๆ 95% ของอาหารทะเลในตลาดนั้น ก็ยังไม่ได้ส่งผลให้เส้นกราฟผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พุ่งทะยานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นั่นหมายความว่า แม้ชาวประมงท้องถิ่นจะเป็นเจ้าของสินค้าในตลาดเกือบทั้งหมดที่ขายในประเทศ แต่ก็เป็นเพียงการขายให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ในราคาถูก

นั่นหมายถึง รายได้ของชาวประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นกำลังหลักในการหาปลาไม่สอดคล้องกับราคาปลาซึ่งถูกกำหนดโดยตลาด

คาร์ลิ โทมัส (Karli Thomas) กรรมการอาวุโสกรีนพีซ ประเทศนิวซีแลนด์ เคยให้ตัวเลขไว้ว่า ในขณะที่ราคาปลาทูน่าในประเทศอยู่ที่ 1.2 ยูโร เมื่อส่งออกไปยังฟิลิปปินส์จะอยู่ที่ 8.3 ยูโร โดยทันที

นั่นเป็นเหตุผลเรื่องมาตรฐานการส่งออก เพราะสินค้าที่ส่งออกต้องเป็นสินค้าคุณภาพดี ผ่านกระบวนการจัดเก็บที่เป็นมาตรฐานด้วย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2017 รัฐบาลอินโดนีเซีย ได้จัดประชุมใหญ่เรื่องการทำประมงยั่งยืน ร่วมกับมูลนิธิ The Walton Family มหาวิทยาลัยวาเกนนิงเกน ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Wageningen University) และองค์กรด้านความร่วมมือทางท้องทะเลและการประมงจากสหรัฐอเมริกา (USAID Oceans)

ทั้งนี้ เพื่อหารือและแก้ไขสถานการณ์ด้านการทำประมง ประกาศยึดหลักการด้านความโปร่งใสในกระบวนการผลิต ตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาได้ และส่งเสริมการทำประมงที่ยั่งยืน (Fisheries Transparency Initiative: FiTI)

ประเด็นของการจัดประชุมการทำประมงยั่งยืนในปี 2017 เป็นการพัฒนากฎหมายเพื่อรับมือกับปัญหาการลักลอบทำประมง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการทำประมงในระยะยาว

“แลงเกนแฮม” ได้ตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจว่า ในขณะที่รัฐบาลยังแก้ปัญหาการลักลอบทำประมงไม่ได้ จะดีกว่าหรือไม่หากรัฐบาลส่งเสริมให้ชาวประมงท้องถิ่นมีกระบวนการหาปลาและจัดเก็บที่ได้มาตรฐาน เพิ่มมูลค่าของปลาท้องถิ่นให้มากขึ้น

เขา ยกตัวอย่างรูปธรรมของมาตรการ เช่น กำหนดราคาขายเพิ่มขึ้นสองเท่าจากราคาเดิม เพื่อที่ชาวประมงท้องถิ่นจะจับปลาน้อยกว่าเดิมครึ่งหนึ่งแต่ยังมีรายรับเท่าเดิม และพวกเขาก็จะจับยึดหลักการการทำประมงเพื่อความยั่งยืนได้ด้วย

ขณะที่ “โทมัส” ชี้ว่า การสร้างเครือข่ายกลางหรือแอพพลิเคชัน เป็นอีกวิธีส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืนที่แท้จริง เพราะจะทำให้ชาวประมงรายย่อยนับล้านคน และบริษัทขนาดใหญ่เชื่อมต่อข้อมูลถึงกัน ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าปลา และพันธุ์ปลาที่จับได้

ที่สำคัญก็คือ แอพพลิเคชันนี้จะออกแบบเพื่อช่วยให้ชาวประมงวางแผนการขายและบริหารรายรับรายจ่ายจากการทำงาน

ทั้งหมดจะทำให้ชาวประมงพื้นบ้านยืนอยู่ได้ด้วยความมั่นคง ในขณะที่ท้องทะเลก็มีความยั่งยืนควบคู่กัน

ที่มา:
https://www.pressreader.com/indonesia/the-jakarta-post/20170428/281582355522993
https://www.theguardian.com/environment/the-coral-triangle/2017/jul/28/millions-of-small-scale-fishers-facing-economic-exclusion
https://www.theguardian.com/environment/the-coral-triangle/2015/jan/14/indonesias-new-marine-laws-threaten-sustainable-fisheries

- Advertisement -