ศูนย์เรียนรู้ ‘วัดโป่งคำ’ ใช้ต้นไม้เป็นตำรา ‘ดินดี-น้ำดี-คนดี’ เกษตรยั่งยืน-คนอยู่ได้

ศูนย์เรียนรู้ ‘วัดโป่งคำ’ ใช้ต้นไม้เป็นตำรา ‘ดินดี-น้ำดี-คนดี’ เกษตรยั่งยืน-คนอยู่ได้

“ต้นไม้ คือความผูกพันระหว่างชีวิตของคนกับธรรมชาติ เป็นมุมมองผ่านแว่นของนักอนุรักษ์ อย่าง พระครูสุจิณนันทกิจ หรือ พระสมคิด จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน

พระครูสมคิด ยกตัวอย่างว่า หากไปศึกษาดูในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีความรู้อยู่บนฐานธรรมและใช้องค์ความรู้ภูมิปัญญาจะพบว่า มีทั้งครูที่รู้เรื่องต้นไม้ มีทั้งหมอที่ใช้ต้นไม้เป็นยา มีทั้งช่างถักทอที่เอาต้นไม้ไปเป็นเส้นด้ายหรือสี หรือกระทั่งศิลปินที่เอาต้นไม้ไปทำเครื่องดนตรี

อย่างไรก็ดี หากเป็นนายทุนมองก็จะคิดว่าต้องเอาไปแปรรูปสร้างมูลค่าที่มากขึ้น ถ้าเป็นรัฐมองก็จะให้คนอื่นทำแล้วเก็บภาษี ส่วนชาวบ้านเขาไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้ ใครมาชวนทำอะไรเขาก็ทำ

 สำหรับ พระครูสมคิด” ท่านมองว่าต้นไม้เป็น “ตำรา” เป็นองค์ความรู้ไปปลูกฝังให้คนสำนึกเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้

นั่นคือจุดเริ่มต้นของแนวคิดพัฒนาให้ วัดโป่งคำ” เป็นศูนย์เรียนรู้

พระสมคิด เล่าว่า ความได้เปรียบของสังคมเรา คือมีฐานวัฒนธรรมความเชื่อที่ค่อนข้างเข็มแข็งต่อผู้นำทางจิตวิญญาณ มักให้ความเชื่อถือกับพระ และให้ความสำคัญกับวัด เปรียบเสมือนบ่อเกิดความรู้ของชุมชนในแต่ละพื้นที่ จึงเกิดความคิดที่จะใช้วัดเป็นพื้นที่ให้คนได้เรียนรู้ และพยายามทำวัดให้เป็นมากกว่าวัด

ในบทบาทหนึ่งจะเป็นเรื่องของความเชื่อ การปลูกฝังเรื่องบาปบุญคุณโทษ แต่อีกบทบาทหนึ่งจะเป็นเวทีเรียนรู้ของคน สร้างจิตวิญญาณให้เกิดสำนึกที่มีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“พระอาจารย์เลยทำวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ เช่น อยากเรียนรู้เรื่องต้นไม้ เราก็สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ตั้งแต่ความสำคัญที่เป็นคุณค่า และที่จะส่งผลให้เกิดมูลค่า พืชกับการดำรงวิถีของคนจะให้เกิดความยั่งยืนมั่นคงถาวรได้ต้องทำอย่างไร ทำไปทำมาระยะหลังทั้งชาวบ้านและหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างให้ความสนใจ ที่นี่เลยถูกยกระดับจากวัดกลายเป็นศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ของคนในชุมชน”

อย่างไรก็ตาม กว่าจะมาเป็นภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบันได้นั้น พระสมคิด ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะปัญหาในยุคต้น หรือช่วงปี 2535 เป็นต้นมา เมื่อพูดถึงเรื่องป่าแล้วนับได้ว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ดังนั้นเมื่อเราเอาชีวิตไปผูกมัดไว้กับสิ่งเหล่านี้ จึงเท่ากับว่าเราไปขัดผลประโยชน์คนอื่น กลายเป็นความยุ่งยากระดับหนึ่ง

พระนักอนุรักษ์รายนี้ บอกว่า ความยากเหล่านี้กลายเป็นบทพิสูจน์ และท้าทายว่าจะสามารถทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้หรือไม่

เงื่อนไขหนึ่งที่พระอาจารย์เท่านี้เข้าใจ คือการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในสังคม ไม่สามารถดำเนินการด้วยใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ ทุกฝ่ายจึงต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง นั่นเป็นสิ่งที่จุดประกายให้เกิดการสื่อสาร สู่เด็ก” เพื่อส่งผ่านการสื่อสารถึงผู้ใหญ่ในครอบครัว

“มันทำให้เราได้เห็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง คือธรรมชาติของคนหรือไม่ว่าจะเป็นสัตว์ก็ตาม ความรักนั้นยิ่งใหญ่มาก คงมีน้อยคนนักที่จะปัดคำขอร้องของคนที่ตนเองรักที่สุด ซึ่งนั่นก็คือลูกของพ่อแม่ทั้งหลาย อาตมาจึงนำลูกของชาวบ้านมาปลูกฝัง แล้วกลับไปเล่าให้พ่อแม่”

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ในปี 2537 พระสมคิด ได้รับพื้นที่ที่ใช้ทำการเกษตรเชิงเดี่ยวจากชาวบ้านมาหลายหมื่นไร่ จากโครงการบิณฑบาตป่า หลังให้เด็กเป็นสื่อเข้าไปบอกกับพ่อแม่

พระอาจารย์ท่านนี้ ระบุว่า ตนเองให้ความสำคัญกับเรื่องการปรับเปลี่ยนความคิด แต่ว่าความคิดของคนเป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนได้ยาก จึงอาจต้องมีเครื่องมือที่ช่วยในการเปลี่ยน เช่น การให้ความรู้ในเชิงเอกสาร ความรู้ในเชิงเรื่องเล่า หรือความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์ เป็นต้น

“อย่างความรู้เกี่ยวกับเรื่องน้ำ ถ้าจะบอกว่าน้ำมีสารเคมีอย่างเดียวชาวบ้านไม่เข้าใจหรอก เราต้องมีเรื่องเล่าว่าตั้งแต่ลำห้วยนี้มีชื่ออะไร เหตุผลที่มันชื่อนี้เพราะมันมีที่มาที่ไปแบบไหนบ้าง หรือที่มาของความเชื่อว่าทำไมไม้ใกล้ฝั่งถึงไม่ให้ตัด สิ่งเหล่านี้คือการนำชุดความรู้ใส่ลงไปในเรื่องเล่า”

นอกจากนี้ยังมีการใช้เรื่องของฐานข้อมูลที่เป็นเชิงประจักษ์และสามารถจับต้องได้ เช่น ตัวเลขค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการซื้อข้าวกินแต่ละปี เพื่อช่วยวางแผนการทำเกษตรให้ชาวบ้านสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการวางแผนระยะยาวว่าในแต่ละช่วงปีจะต้องมีการทำอะไร

ทั้งนี้ เจ้าอาวาสวัดโป่งคำเชื่อว่า การทำสิ่งใดหากคิดจากเรื่องใหญ่ ทำเรื่องใหญ่เลยมักจะไม่ประสบความสำเร็จ ควรเริ่มขยับจากจุดเล็กๆ ก่อน แล้วจึงให้เติบโตขึ้นในวันข้างหน้า เช่นเดียวกับการรวมกลุ่มเครือข่ายชาวบ้าน เมื่อพูดแล้วคงไม่สามารถให้ทุกหมู่บ้านมารวมกันได้ทันที แต่ต้องเริ่มจากไม่กี่คน ขยายต่อไปยังครอบครัว ขยายต่อไปยังชุมชน

“แต่ยุคที่มีปัญหามากที่สุด และเหมือนเอาชีวิตเข้าไปแลก คือช่วงปี 2543 เป็นต้นมา ตั้งแต่หลังยุคฟองสบู่แตก ผู้คนแห่ไหลทะลักกลับบ้าน ตามมาด้วยวิวาทะบางอย่าง เช่น ไม่ให้โยมทำอย่างนี้แล้วจะให้โยมเอาอะไรกิน กรุงเทพเขาก็เลิกจ้าง”

อย่างไรก็ดี เมื่อได้มีการพูดคุยและตกลงร่วมกันในภายหลัง ก็ได้เกิดเป็นหลักคิดขึ้น เช่น การทำแนวกันชนเพื่อเป็นเขตไม่ให้คนลุกล้ำเข้าไปในป่า พร้อมกับการมีกฎระเบียบและข้อตกลง ทว่าสิ่งที่กลายเป็นคำถามต่อมาคือ เมื่อต้องการให้ชาวบ้านรักษาป่าแล้วจะให้เขากินอะไร เพราะภาคเหนืออยู่บนที่สูง ต่างจากภาคกลาง อยู่ในที่ลุ่มสามารถทำนาได้

พระนักอนุรักษ์รูปนี้จึงได้วิเคราะห์ว่า การที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้ น่าจะมาจากองค์ประกอบ 3 อย่าง อันได้แก่ ดินดี น้ำดี และคนดี

ดินดี ประการแรกต้องทำให้ดินนิ่งก่อน คือจะต้องมีที่ดินทำกินที่แน่นอน แต่ที่ผ่านมาปัญหาของชาวบ้านคือมีที่ดินอยู่ในเขตอนุรักษ์ การทำให้นิ่งจึงต้องพูดคุยกับหน่วยงานรัฐในการผ่อนผัน ทำความเข้าใจ และสร้างขอบเขตร่วมกัน ทำให้ชาวบ้านจึงมีที่ดินเป็นหลักเป็นแหล่ง ประการต่อมาเมื่อดินนิ่งแล้วต้องทำให้ดินนุ่มด้วย คือปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการทำเกษตร เพราะพื้นที่ลาดชันทำการเกษตรได้ยาก โดยนำหลักการ 50-30-20 มาใช้ ให้เหมาะสมกับการปลูกข้าว

น้ำดี คือการมีน้ำใช้อย่างพอเพียง ซึ่งในที่นี้เป็นการสร้างอ่างเก็บน้ำ แต่จากการถอดบทเรียนของอ่างเก็บน้ำทั่วไป หลายแห่งเมื่อถึงฤดูแล้งก็ว่างเปล่า กลายเป็นมีน้ำเฉพาะในฤดูฝน เมื่อมาดูต้นตอบ่อเกิดที่จะทำให้มีน้ำในอ่างคือป่า ดังนั้นก่อนที่จะสร้างอ่างจึงต้องสร้างป่าด้วย จึงรับบริจาคพื้นที่รอบอ่างเพื่อสร้างเป็นป่าต้นน้ำ และเมื่อสร้างอ่างเสร็จแล้วน้ำก็มาถึง

คนดี คือการสร้างคนให้เป็นคนดี มีเป้าหมายชีวิต ซึ่งจะช่วยแก้ไขในหลายปัญหา และจำเป็นจะต้องมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเสริมสร้างให้เกิดพลัง เช่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มเกษตรเชิงประณีต กลุ่มเกษตรผสมผสาน กลุ่มทำปุ๋ยอินทรีย์ กลุ่มทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น

“เราจะสอนชาวบ้านเรื่องการผลิตอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องฝึกฝนให้เขาเป็นผู้ประกอบการได้ด้วย ที่พระอาจารย์กำลังทำอยู่ตอนนี้คือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 18 กลุ่ม พร้อมสร้างเครือข่ายจังหวัดเพื่อส่งเสริมให้มีการปลูกพืชอินทรีย์ แล้วก็ให้เขาหาตลาด เชิญผู้ประกอบการมาพูดคุย ทำข้อตกลงร่วมกัน โดยเราเป็นตัวกลาง ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มตื่นตัวกัน …”

“… คิดว่าอีกสักช่วงหนึ่งข้าวโพดน่าจะหมดจากพื้นที่แล้ว” พระสมคิด เชื่อเช่นนั้น