‘เลี้ยงผี-บวชป่า’ หลอมหัวใจชาวบ้าน ‘อุบาย’ ใน ‘ความเชื่อ’ เพื่อการอนุรักษ์

‘เลี้ยงผี-บวชป่า’ หลอมหัวใจชาวบ้าน ‘อุบาย’ ใน ‘ความเชื่อ’ เพื่อการอนุรักษ์

“ต้นไม้มีความศักดิ์สิทธิอยู่ในตัว” คือคำกล่าวของ พระครูสุจิณนันทกิจ หรือ พระสมคิด จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน พระนักอนุรักษ์ ซึ่งพำนักอยู่ในเมืองน่านตลอดช่วงชีวิตในวัย 55 ปี

พระสมคิด อธิบายว่า หากเราศึกษาสรรพคุณของต้นไม้บางต้น รากสามารถเป็นยา เปลือกสามารถเป็นสีย้อมผ้า ใบสามารถเป็นอาหาร ขณะที่ต้นไม้บางต้นคนโบราณจะสอนไว้ว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิอยู่ เมื่อเวลามีพระพุทธรูปที่หักหรือเสียผู้คนก็จะนำเอาไปฝากไว้ ส่วนคนอื่นก็จะไม่ไปแตะต้องต้นไม้ต้นนั้นเพราะเหมือนมีเทพรักษาแล้ว ผู้คนจะถือกันเช่นนี้

นอกจากนี้ ในบางวัฒนธรรม เมื่อผู้หญิงคลอดลูกออกมาก็จะนำเอารกมาฝังไว้กับต้นไม้ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของบุคคลนั้น และเป็นบุคคลเดียวที่จะสามารถแตะต้องต้นไม้ต้นนี้ได้ สิ่งเหล่านี้คือความศักดิ์สิทธิที่อยู่บนฐานความเชื่อ

ทว่า ความศักดิ์สิทธิเหล่านี้กลับถูกล้มล้างด้วยระบบอำนาจและทุน ที่ยิ่งชัดเจนมากขึ้นด้วยนโยบายการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจในระยะหลัง

“เมื่อก่อนโยมพ่อโยมแม่ของอาตมาได้ดูแลรักษาพื้นที่แห่งนี้ไว้ แต่วันดีคืนดีกลับมีคนถือกระดาษมา 1 แผ่น อ้างว่าป่าตรงนี้ได้รับการสัมปทานจากรัฐบาล ดังนั้นหน้าที่เดียวที่คุณทำได้คือรับจ้าง พระอาจารย์จึงจะชี้ให้เห็นว่า เมื่อไรก็ตามที่นายรัฐกับนายทุนสมสู่กันขึ้น ก็จะทำให้เกิดความฉิบหายวอดวายในบ้านเมือง วันนี้เราจึงต้องสร้างอำนาจใหม่ที่ขนานกันไป คืออำนาจของชุมชนที่รวมตัวกันเป็นเครือข่าย

แม้ไม่ต้องการชักชวนให้ชาวบ้านเกิดความงมงาย แต่อุบายและความเชื่อก็เป็นหนึ่งกลวิธีที่เกื้อหนุนงานอนุรักษ์ได้อย่างตรงเป้าประสงค์ หนึ่งในกิจกรรมที่พระสมคิดดำเนินมาก็คือจัดพิธี เลี้ยงผีป่า” ปีละ 2 ครั้ง ในเขตผืนป่าที่ชุมชนได้ร่วมกันดูแลรักษา โดยเป็นในช่วงเดือนพฤษภาคมครั้งหนึ่ง ที่เรียกว่าปางเข้า หมายความว่ากำลังจะเข้าสู่ฤดูการเกษตร จึงขอให้เจ้าที่เจ้าทางในป่าเขาดูแลอย่าให้มีผลกระทบเรื่องภัยพิบัติต่างๆ และในเดือนธันวาคมอีกครั้งหนึ่ง ที่เรียกว่าปางออก หมายความว่าเก็บผลผลิตไปแล้ว จึงมาขอบคุณเจ้าที่เจ้าทางอีกครั้ง

“แต่ที่สำคัญพระอาจารย์ไม่ได้คิดถึงสิ่งนั้นหรอก พระอาจารย์คิดเป็นอุบาย ถือเป็นการรวบรวมคนให้เข้าไปร่วมกันสำรวจป่า ดูว่ามีทรัพยากรใดถูกทำลายหรือไม่ เพียงแต่เรามีอาหารเข้าไปด้วยจำนวนหนึ่งเพื่อทำพิธีเลี้ยง และผู้ที่มาสำรวจก็ได้ร่วมกินด้วยกัน”

อีกหนึ่งกิจกรรมคือการ บวชป่า” ที่ดำเนินมาแล้วหลายครั้ง และกำลังขยายวงออกไปเรื่อยๆ ซึ่งพระรูปนี้อธิบายว่าการบวชคือการ “ละ” และการบวชป่าในที่นี้คือการหลอมรวมจิตใจผู้คนร่วมกัน เพื่อตกลงกันว่าจะละการตัด การถาง หรือการเผา และจะช่วยกันดูแลป่าแห่งนี้ คล้ายกับการบวชคน ที่เมื่อบวชเป็นพระเข้ามาอยู่ในวัดแล้ว ถือได้ว่าทุกคนเป็นเจ้าของที่ต้องดูแลทะนุถนอม ไม่สามารถให้ใครแตะต้องได้

“กิจกรรมอะไรก็ตาม ที่นำพาจิตใจคนไปรวมกันแล้วทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ เกิดความเกรงกลัว ก็จะสามารถช่วยให้ได้ผลในระดับหนึ่ง”

แม้หัวใจหลักจะเป็นการแฝงอุบาย แต่พระสมคิดระบุว่าปรากฏการณ์ความเชื่อเหล่านี้ได้ส่งผลกับตัวเองไปแล้วหลายครั้ง เช่นครั้งล่าสุดที่ได้ทำพิธีบวชป่าให้กับพี่น้องชนเผ่าแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าในภายหลังได้มีชาวบ้านรายหนึ่งต้องการที่จะปลูกบ้าน และหมายจะเข้าไปขโมยต้นไม้ที่บวชแล้วมาทำเป็นเสาบ้าน สุดท้ายจึงต้องเผชิญกับผลกรรม

“แกก็แอบไปตัดต้นไม้ออกมาเป็นซุงสามท่อน พร้อมที่จะนำรถบรรทุกมาขน แต่ขณะที่เดินไปมากำลังชื่นชมฝีมือตัวเอง ปรากฏว่าเดินท่าไหนไม่รู้ซุงท่อนนั้นได้พลิกล้มลง กลิ้งไปทับแกตายอยู่ตรงนั้น ชาวบ้านก็นิมนต์ให้อาตมาไปนำศพออกมาจากป่า แล้วทุกคนก็บอกกันว่านี่คือการฝ่าฝืนคำพระ มันกลายเป็นประกาศตรงนั้น และสอนเลยว่าใครอย่าทำแบบนั้น”

นอกเหนือจากกิจกรรมทั้งสองแล้ว พระสมคิดยังเล่าถึงโครงการ บิณฑบาตป่า” ที่เป็นการขอที่ดินของชาวบ้านเพื่อนำมาฟื้นฟูให้เป็นป่า โดยให้ลูกหลานชาวบ้านช่วยกันเดินสำรวจพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงแค่เดินเปล่า แต่ยังนำเอาเครื่องมืออันได้แก่ “จีวรเก่า” และ “ด้ายมัดตราสัง” เข้าไปด้วย จุดใดที่ชาวบ้านยกให้พระดูแลก็จะทำการผูกมัดเอาไว้ เป็นสัญลักษณ์ว่าตรงนี้มีขอบเขตผู้ดูแลแล้ว

“เมื่อก่อนพระอาจารย์เข้าไปบ่อย ตรงบริเวณป่าที่ญาติโยมยกให้ แต่หลังจากนั้นก็ทิ้งช่วงไม่ได้เข้าไป ล่าสุดพระอาจารย์กลับเข้าไปพร้อมกับกลุ่มนักศึกษา เห็นแล้วตกใจมากเลย ต้นไม้ที่เราเคยไปผูกไปมัดต้นเล็กๆ สมัยก่อน เดี๋ยวนี้กลายเป็นต้นไม้เป็นป่าใหญ่มาก อีกทั้งเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน รวมไปถึงสัตว์ทั้งหลายพากันมาอยู่อาศัย และที่สำคัญคือชาวบ้านเขาจะรักป่าตรงนั้นมาก”

สิ่งเหล่านี้คือผลสะท้อนความตั้งใจทำสิ่งยากให้เป็นสิ่งง่าย พร้อมหลักคิดการแฝงอุบายเป็นเครื่องมือ