ปากคำ ‘วัส ติงสมิตร’ ประธาน กสม. ‘ศึกภายใน’ เบื้องหลังเบรคอ่านแถลงการณ์

กระแสความไม่พอใจของนักเคลื่อนไหวภาคใต้ ต่อท่าทีของ “วัส ติงสมิตร” ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการประชุม “กสม.พบประชาชนภาคใต้” เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2559 ภายหลัง “วัส” ไม่ยอมให้เครือข่ายภาคประชาชนภาคใต้ 58 องค์กร อ่านแถลงการณ์เรื่อง “หยุดการดำเนินนโยบาย โครงการ หรือกิจการที่ละเมิดสิทธิชุมชนในภาคใต้”

วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงสุดท้ายของเวทีซึ่งจะมีการสรุปเนื้อหาสาระสำคัญของการประชุม ขณะนั้นเครือข่ายภาคประชาชนได้ร่างข้อสรุปออกมาในรูปแบบแถลงการณ์ร่วมกัน และได้รับการอนุญาตจากผู้ดำเนินรายการให้อ่าน เนื่องจากพิจารณาว่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนกำลังจะอ่านนั้น ประธาน กสม.ก็ได้ลุกออกจากที่นั่งขึ้นมาตะโกนพร้อมยกไม้ยกมือห้ามไม่ให้มีการอ่าน หลังจากนั้นทางเครือข่ายภาคประชาชนจึงได้พากันลุกเดินออกจากห้องประชุม และไปร่วมกันอ่านแถลงการณ์ภายนอกห้องแทน ส่วนผู้ดำเนินรายการก็ได้ส่งมอบคืนเวทีให้กับ กสม.

“ถ้าเป็นคนอื่นเราอาจไม่ถือสาเท่ากับ กสม. และยิ่งมีบทบาทเป็นถึงประธานยิ่งต้องรับฟังเมื่อประชาชนเตรียมจะมาพูด เราจึงมองว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมทั้งท่าทีและหลักการ” นายวิโชคศักดิ์ กล่าว

1 วันถัดมา จึงมีการออกแถลงการณ์ “ตำหนิ” การปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเรียกร้องให้ปลด “วัส” ออกจากตำแหน่ง

“เครือข่ายประชาชนได้จัดทำข้อเสนอเตรียมออกเป็นแถลงการณ์เพื่อนำผ่านสื่อมวลชนไปยังรัฐบาล ให้หยุดการดำเนินนโยบาย โครงการ หรือกิจการที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิชุมชนในภาคใต้ แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากนายวัส ด้วยท่าทีที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้” แถลงการณ์ ระบุ

ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนภาคใต้ขอตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน กสม. และเรียกร้องให้ กสม.แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการเปลี่ยนตัวบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งประธานฯ ต่อไป เพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ และเรียกความศรัทธา ความเชื่อมั่นขององค์กรดังกล่าวนี้กลับคืนมาอีกครั้ง

ภายหลังเกิดสถานการณ์ร้อนฉ่าขึ้น “สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “วัส ติงสมิตร” ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่ออธิบายความในสิ่งที่เกิดขึ้น

“วัส” เล่าว่า ประเด็นปัญหาเรื่องการอ่านแถลงการณ์นั้น เกิดขึ้นครั้งแรกในเวที กสม.พบประชาชน จ.ขอนแก่น ซึ่งในช่วงกลางของการจัดงาน ทีมงานแจ้งว่าได้รับการติดต่อขออ่านแถลงการณ์ โดยกลุ่มที่ใช้ชื่อว่าขบวนการประชาธิปไตยใหม่

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจดูก็พบว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันกับกลุ่มดาวดินซึ่งเป็นขบวนการทางการเมือง และด้วยรายละเอียดของแถลงการณ์ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ เป็นเนื้อหาที่ได้จากการสัมมนาในครั้งนี้อยู่แล้ว จึงยืนยันกลับว่าจะอ่านได้ก็ต่อเมื่อปิดงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากขณะนั้นก็มีการถ่ายทอดสดทางวิทยุเอฟเอ็มอยู่

“เมื่อเวทีจบก็มีการอ่านแถลงการณ์กันตามนั้นโดยขอให้ผมร่วมอยู่ฟัง แต่ขณะนั้นมีภารกิจที่ต้องรีบเดินทางไปพบกับอธิการบดี และคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อดูที่ตั้งของศูนย์การศึกษาและศูนย์ประสานงานด้านสิทธิ ประกอบกับผมเองก็ได้รับเอกสารอยู่ในมืออยู่แล้ว จึงเดินทางออกไปโดยที่ให้ทางกลุ่มยืนอ่านอยู่หน้าเวที หลังจากนั้นข่าวที่ออกไปกลายเป็นว่าประธานวอลค์เอ้าท์

“… ทั้งๆ ที่ความจริงมีกำหนดการที่จะต้องเดินทางไปต่ออยู่แล้ว และงานก็จบลงแล้ว การที่จะมีประธานอยู่ฟังหรือไม่มันไม่ใช่เรื่อง เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์มากกว่า คือจะลากประธานเข้าไปเกี่ยวข้องให้ได้ แต่โดยรวมแล้วหลังจากนั้นในอีก 2 เวทีคือ จ.เชียงใหม่ และ จ.ชลบุรี ก็ผ่านมาด้วยดีไม่มีปัญหาอะไร”

“วัส” เล่าต่อไปอีกว่า จนมาในครั้งนี้ จ.สงขลา ซึ่งเป็นเวทีที่ 4 ส่วนตัวไม่ทราบเรื่องมาก่อนว่าจะมีการขออ่านแถลงการณ์ จนในวันสุดท้ายระหว่างจัดเวทีอภิปรายนำเสนอข้อสรุปและแนวทางแก้ไข ก็มี กสม.คนหนึ่งเข้ามาแจ้งว่าจะมีเครือข่ายขออ่านแถลงการณ์ในที่ประชุม ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าไม่มีโปรแกรมนี้ในกำหนดการ จึงแจ้งไปว่าการอ่านขณะที่ยังไม่จบและยังมีการถ่ายทอดสดคงไม่ค่อยเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวก็ได้ถามกลับไปว่าเนื้อหาในแถลงการณ์เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ เขาก็ยืนยันว่าไม่เกี่ยวและจะนำร่างแถลงการณ์มาให้อ่านก่อน ส่วนตัวจึงเชื่อถือและโอเคในเบื้องต้น แต่ก็ขอให้ปิดงานก่อนได้หรือไม่แล้วค่อยอ่าน แล้วก็อ่านกันบนเวทีนั่นแหละไม่ต้องไปข้างนอก ก็ถือว่าตกลงกันเรียบร้อย

“แต่พอถึงเวลาใกล้จบกลับมีตัวแทนเครือข่ายคนหนึ่งมาที่หน้าเวทีแล้วอ่านแถลงการณ์ โดยที่เวทียังไม่จบและผมก็ยังไม่ได้ขึ้นไปสรุป ผมจึงต้องลุกขึ้นไปห้ามการอ่านแถลงการณ์โดยที่เวทียังไม่จบ เพราะขณะนั้นยังมีการถ่ายทอดสดอยู่ ซึ่งผมไม่มีไมค์ก็ต้องใช้การตะโกน บอกว่าตอนนี้ยังไม่ได้และขอให้มีการปิดงานเสียก่อน ซึ่งผมก็รักษาหน้า กสม.คนนั้นไว้ โดยไม่ถามขึ้นตอนนั้นว่าเหตุใดจึงไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน ซึ่งเขาก็นั่งนิ่งไม่พูดสักคำว่าได้คุยกับประธานไปว่าอย่างไรบ้าง ปล่อยให้เรื่องเดินหน้าต่อ”

สุดท้ายคือเครือข่ายกลุ่มนี้ก็ออกไปกันที่หน้าโรงแรม โดยหนึ่งในนั้นก็เป็นผู้ดำเนินรายการในเวทีเสวนากลุ่มย่อย ซึ่งกลุ่มนั้นก็ได้มีการประชุมและมีตัวแทนขึ้นไปสรุปจนครบกระบวนการแล้ว รวมถึงเนื้อหาในแถลงการณ์ที่ดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรนอกเหนือไปจากที่สัมมนากันมา ซึ่งถ้าจะให้อ่านก็ไม่ได้เสียหายอะไรและส่วนตัวก็ให้อ่านด้วยแค่ขอให้ปิดงานก่อน ไม่อย่างนั้นเนื้อหาก็จะซ้ำซ้อนกันเพราะยังไงก็มีอยู่ในงานสัมมนาอยู่แล้ว แล้วถามว่าการที่มาแสดงออกกันมันเกิดอะไรขึ้น และทำไปเพื่ออะไร

“อีกเรื่องหนึ่งคือระหว่างที่ผมกำลังจะขึ้นไปกล่าวสรุปปิด ก็มี กสม.คนหนึ่งที่ขอออกไปพูดหน้าเวที ผมก็บอกไปว่าอย่าเลยเพราะสุดท้ายประธานก็ต้องพูดสรุปทั้งหมดที่ผ่านมา และถ้าผมอนุญาตคนหนึ่ง ก็จะมีคนอื่นๆ ขอขึ้นไปพูดอีก มันจะเป็นเรื่องซ้ำซ้อนกัน

“… สุดท้ายก็มี กสม. 2 คน ที่ออกไปพูดหน้าห้อง และข้อความที่พูดก็คือเรื่องที่พูดกันไปหมดแล้ว แล้วประธานก็กำลังจะสรุปอยู่ด้วย ซึ่งทุกเวทีที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีลักษณะแบบนี้ ถามว่าทำอย่างนี้เพื่ออะไร และในช่วงที่เครือข่ายประชาชนกำลังจะลุกเดินออกห้องประชุม กสม. 1 ใน 2 คนนี้ก็เป็นคนนำเดินออกไป โดยมีคนให้เหตุผลว่าเขาออกไปเพื่อดูแลควบคุมสถานการณ์ ถามว่าในที่สุดแล้วเขาระงับสิ่งที่เกิดขึ้นไหม”

“… ผมยังทราบอีกว่า ในเวลาต่อมาเครือข่ายประชาชนได้ทวงถามคนที่กล่าวอ้างว่ามีการส่งร่างแถลงการณ์ให้ประธานอ่านและได้รับความเห็นชอบแล้ว ว่าเหตุใดผมจึงยังไม่ได้อ่าน แล้วไปยื่นกับใคร แต่จนขณะนี้คนนั้นก็ยังเงียบหายไป ซึ่งการได้อ่านหรือไม่ผมยังไม่ติดใจเท่ากับว่าคุณไปหลอกหรือหมกเม็ดอะไรคนอื่นมาหรือเปล่า ฉะนั้นเกิดอะไรขึ้น ทำไมมีการจงใจปล่อยข่าวว่ามีการส่งร่างให้ประธานอ่านแล้ว”

“วัส” สรุปประเด็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเครือข่ายชาวบ้านธรรมดาอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าประธานไม่ให้พูด ซึ่งความจริงก็สามารถชี้แจงได้ตรงนั้นทันที แต่ส่วนตัวได้รักษาหน้าของ กสม.คนนั้นไว้ ซึ่งในที่สุดการรักษานั้นก็ทำให้ตัวเองบาดเจ็บ แต่ผมก็โอเคมีจิตใจมั่นคงพอแม้จะมีกระแสเรียกร้องให้ปลดออก

“ในอดีตผมเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา รับเงินเดือนเท่ากับประธานศาลฎีกาและนายกรัฐมนตรี ผมมาเป็นประธาน กสม.ค่าตอบแทนน้อยกว่า ผมไม่ได้มีผลประโยชน์ใดในการมาอยู่ที่นี่ หากถูกปลดจริงผมก็กลับไปทำงานที่เดิมไม่เดือดร้อน” วัส กล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า คนที่กลัวการถูกปลดแท้จริงคือใคร

“จริงๆ แล้วตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 2 ผมก็เริ่มระแคะระคายและได้ข่าวว่ามีการเคลื่อนไหว หลังจากที่ผมมีแนวคิดจะแบ่งคณะอนุกรรมการสิทธิฯ ใหม่ให้มีความเหมาะสม ซึ่งคงจะมีแรงต้านอยู่ด้วยเช่นกัน เพราะอนุกรรมการบางชุดจะถูกยุบไปรวมกับชุดอื่น

“ที่ผ่านมามีปัญหาบางอย่าง เช่น คณะอนุกรรมการบางชุดก็ทำงานอุ้ยอ้าย กสม.บางคนก็รับผิดชอบงานอนุกรรมการถึง 3 ชุด แล้วถามว่าจะมีเวลาทำงานยังไง เมื่อตั้งอนุกรรมการขึ้นมาก็เอาเครือข่ายของตัวเองมาเป็นส่วนใหญ่ จนมีข้อครหาว่ามีการตั้งอนุกรรมการในเครือข่ายพวกเดียวกันหมด ไม่มีความหลากหลาย แทนที่จะมีอย่างน้อย 2 ฝ่ายมาช่วยกันกลั่นกรอง ดังนั้นต่อไปถ้าจากอนุกรรมการ 3 ชุด เหลือ 2 ชุด ก็จะมีคนบางคนที่อยู่ในนั้นอาจจะหลุดออกไป

“นอกจากนี้ยังมีเทคนิคหลายอย่างที่อนุกรรมการใช้ เช่น บางเรื่องการตรวจสอบควรจะเสร็จแล้วแต่ชะลอไว้ไม่ให้เสร็จ เพื่อใช้อำนาจของอนุกรรมการในการเรียกเอกสารข้อเท็จจริงไปใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่น เพราะในเรื่องที่ร้องเรียนมันจบแล้ว เป็นต้น ความจริงมีมากกว่านี้อีก ก่อนหน้าที่ผมเข้ามาก็ไม่เคยรู้ว่ามีการทำกันแบบนี้งานก็เลยช้า มันมีปัญหาเยอะกว่านี้แต่เรื่องเหล่านี้ก็กำลังแก้ไขอยู่ ซึ่งในตอนนี้ก็แก้ไขไปในระดับหนึ่ง” วัส กล่าว

ทั้งหมดคือปากคำของประธาน กสม.ที่กำลังตกเป็นจำเลยของสังคมอยู่ในขณะนี้