‘จีน’ พัฒนาชาติ ลดชนบทเพิ่มสัดส่วนเมือง พื้นที่เกษตรหด ต้องพึ่งเพื่อนบ้านผลิตอาหาร

‘จีน’ พัฒนาชาติ ลดชนบทเพิ่มสัดส่วนเมือง พื้นที่เกษตรหด ต้องพึ่งเพื่อนบ้านผลิตอาหาร

“China Dream” หรือ ความฝันของประเทศจีน คือปลายทางการพัฒนาประเทศจีน ตามแนวคิดของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระยะ

ระยะแรก “สี จิ้นผิง” ได้ประกาศไว้ว่า ภายในปี 2020 จีนจะต้องเป็นสังคมที่อยู่ดีกินดี และในปี 2021 ซึ่งครบรอบ 100 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนจะต้องเฉลิมฉลองใหญ่ในฐานะที่กลายเป็น “ประเทศมหาอำนาจ” เต็มรูปแบบ

สำหรับระยะที่สอง “สี จิ้นผิง” ตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี 2049 (ครบรอบ 100 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน) จีนจะต้องเป็น “ประเทศที่พัฒนาแล้ว”

นอกจากไทม์ไลน์ที่ วรศักดิ์ มหัทธโนบล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา อธิบายให้เห็นภาพข้างต้นแล้ว เขา ยังบอกอีกว่า จุดสูงสุดของ China Dream ก็คือ จีนจะต้องเป็นประเทศที่มีอำนาจอธิปไตย์ที่สมบูรณ์

นั่นก็คือ ต้องรวบเกาะไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญมาเป็นของตัวเองให้ได้ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

“จีนมีนโยบายจะลดสัดส่วนของความเป็นชนบทลงแล้วแทนที่ด้วยเมือง ซึ่งแน่นอนว่าพอลดสัดส่วนชนบทเหลือเพียง 30% พื้นที่ทางการเกษตรก็ลดลงตามไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่จีนต้องแสวงหามาทดแทนก็คือความมั่นคงด้านอาหาร เขาก็หาจากเพื่อนบ้าน ทั้งในประเทศลาว และไทย ขณะนี้เป็นเรื่องกล้วย ต่อจากนี้ไปจะเป็นเรื่องข้าว” อาจารย์วรศักดิ์ ฉายภาพ

วรศักดิ์ อธิบายต่อไปว่า จีนตั้งเวลาดำเนินการไว้ 10 ปี ซึ่งขณะนี้ผ่านไป 3 ปีแล้ว จึงเหลืออีกแค่ 7 ปี ซึ่งหากจำไม่ผิดจะต้องใช้เงินถึง 96 ล้านล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย สำหรับวิธีการขยายเมืองก็มีหลายรูปแบบ คือทำชนบทให้เป็นเมือง ข้อสำคัญก็คือเส้นทางคมนาคมขนส่ง เช่นรถไฟความเร็วสูงจะต้องผ่านไปหมด

ดังนั้น สิ่งที่จีนต้องคิดนอกจากความมั่นคงด้านอาหารก็คือ เมื่อจีนเพิ่มสัดส่วนเมืองมากขึ้น ก็จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ความต้องการพลังงานก็มากขึ้น นั่นก็หมายความว่าจีนจะต้องแสวงหาความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มเติมอีก ต้องมีหลักประกันว่าเมืองเหล่านี้จะต้องไม่ขาดแคลนพลังงาน ฉะนั้นทุกวันนี้สิ่งที่จีนทำอยู่คือไปซื้อพลังงานจากทั่วโลก

นั่นยิ่งทำให้ จีน ต้องรุกคืบเข้ามาในอุษาคเนย์ ? … เราสงสัย ?

‘ลาว-จีน’ สร้างเขื่อน ไทยจุกปากเพราะซื้อไฟจากเขา

อาจารย์วรศักดิ์ อธิบายว่า ทุกวันนี้การพัฒนาของประเทศลาว เวียดนาม และกัมพา คือการใช้แนวทาง China model แล้วถามว่า China model เป็นอย่างไร ก็คือในปัจจุบันจีนพัฒนาเศรษฐกิจแบบ “เสรีนิยมใหม่” มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปล่อยเสรีทางการเงิน นั่นหมายความว่าองค์กรธุรกิจของรัฐถูกบูรณาการให้เป็นแบบเอกชน มีการบริหารจัดการที่ทันสมัย มีตัวชี้วัดและการประเมินผลต่างๆ

สิ่งเหล่านี้เป็นเกณฑ์เดียวกันกับที่ตะวันตกเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพยุโรป แต่ข้อแตกต่างมันอยู่ที่เสรีนิยมใหม่ของตะวันตกเขาจะปล่อยให้เอกชนว่าไปเลย รัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซง แต่ของจีนเป็นเสรีนิยมโดยรัฐ ธุรกิจ นั่นคือเป็นของรัฐ

“China model คืออะไร ก็คือคุณเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และคุณก็เป็นผู้บริหารองค์กรธุรกิจของรัฐด้วย วิธีการของจีนก็คือ ให้เงินเดือนคุณสูงๆ ให้โบนัส และยังให้ถือหุ้นในองค์กรนั้นด้วย ฉะนั้นยิ่งคุณบริหารได้กำไรคุณก็ยิ่งรวย วิธีนี้เป็นสิ่งที่จีนทำมาในยุคปฏิรูปตลอด 20-30 ปี และประสบความสำเร็จมาก แล้วไอเดียนี้มันถูกถ่ายทอดไปยังลาว เวียดนาม และกัมพูชา …”

“… คุณลองไปดูผู้นำลาว ธุรกิจที่คุณพูดมาทั้งหมด เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้า ฯลฯ ถ้าไปดูรายชื่อคนที่ถือหุ้นจะต้องมีผู้นำรัฐด้วย เขาก็รวย แต่มันไม่ได้รวยแบบจีน เพราะของลาวมันทำลายทรัพยากร มันสร้างเขื่อน และยังประกาศอีกว่าต้องการเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย …”

“… ว่ากันเฉพาะเรื่องเขื่อน เมื่อจีนสร้างเขื่อน มันเป็นพลังงานไฟฟ้า จีนอ้างว่าแม่น้ำโขงที่เขาสร้างเขื่อนมันอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของเขา โดยที่เขาไม่ได้คำนึงว่ามันเป็นแม่น้ำนานาชาติ ซึ่งต้องร่วมมือกับประเทศท้ายน้ำด้วย พอจีนสร้างเขื่อนถามว่าประเทศใต้น้ำว่าอย่างไร ตอนนี้ลาวก็สร้างเขื่อนที่ไซยะบุรี เราเป็นคนไทยเราก็รู้สึกว่ามันไม่ดี แต่พอจีนสร้างเขื่อนเราก็พูดไม่ออก เพราะไทยไปซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนจีน และไซยะบุรีไทยก็ซื้อไฟฟ้าตั้ง 75% ลาวใช้เองแค่ 25% แล้วถามว่าเราจะไปด่าเขาได้หรือไม่”

“… นั่นเพราะบริษัทไทยไปลงทุน และไปเป็นคนสร้างด้วย ทั้งเขื่อนจีนและเขื่อนลาว ไทยไปร่วมทั้งนั้น และมีข้อตกลงว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วไทยจะขอซื้อไฟฟ้าเท่าใด เมื่อสักครู่เรากำลังว่าจีนอยู่ แต่ไปๆ มาๆ เรากลับเป็นคนไปซื้อไฟฟ้าจากเขา แล้วยังไปสร้างให้เขา แล้วถ้าเขาบอกว่าด่ากูดีนักงั้นกูไม่ขายไฟให้ เราก็ตายอีก มันก็เป็นแบบนี้ ฉะนั้นทุกอย่างจึงขึ้นอยู่รัฐบาลแต่ละประเทศว่าคุณไปตกลงกับเขา” อาจารย์วรศักดิ์ วิพากษ์ตรงไปตรงมา

เราถามถึง การเข้ามาของทุนจีนเพื่อปลูกสวนกล้วย 2 จุด ใน จ.เชียงราย ว่ามีนัยยะอะไรหรือไม่ ?

อาจารย์วรศักดิ์ บอกว่า อย่างในกรณีสวนกล้วยในประเทศลาว มันเกิดขึ้นจากรัฐบาล 2 ฝ่ายเขาสมยอมกัน แต่ข้อสำคัญคือการที่ลาวไม่ทำอะไรกับจีนมากนัก (หมายถึงการต่อต้านแข็งขืน) ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลจีนใช้ soft power ช่วยเหลือรัฐบาลลาวอย่างมหาศาลมาก จนกระทั่งลาวพูดไม่ออก

“โชคยังดีที่กรณีของประเทศไทยยังไม่เกิดขึ้นเช่นนี้ คุณรู้ไหมว่าที่เมืองจันทร์ จีนมาเหมาไร่สวนแล้วเอาแรงงานจีนมาทำเอง ถามว่าใครต้องรับผิดชอบ ก็เจ้าของสวนมันพอใจที่จะทำแบบนี้ คุณจะไปว่าจีนก็ไม่ได้ ตอนนี้เริ่มมีความชัดเจน ทุกคนเริ่มเห็นแล้วว่าจีนถึงแม้จะอ้างข้อกฎหมายว่าเข้ามาอย่างถูกต้อง หรือรัฐบาลแต่ละประเทศยินยอมเองก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่จีนไม่เคยประกาศคือ จีนไม่เคยมีนโยบายส่งแรงงานออกนอกประเทศ แต่ในเชิงพฤติกรรมมันเป็นอย่างนั้น เราก็ต้องดูว่าอะไรคือเจตนาของเรื่องนี้” นักวิชาการด้านจีนศึกษารายนี้ ระบุ

เขา บอกว่า เมื่อพูดเรื่องเจตนามันก็ต้องเดากัน ซึ่งในทางวิชาการมันพูดกันแบบนั้นไม่ได้ มันก็ต้องพูดกันแต่ข้อเท็จจริงคือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเข้ามาของจีน ฉะนั้นถ้าเกิดผลกระทบขึ้นมาแล้วมันก็ต้องแก้ปัญหาเป็นครั้งๆ ไป เช่น กรณีการเช่าที่ดินปลูกสวนกล้วย ใน อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย ก็ต้องดูต่อไปว่าจีนยอมแก้หรือไม่ ถ้าจีนไม่ยอมแก้หรือยังแสดงอำนาจบาตรใหญ่ เมื่อนั้นเราจึงจะเห็นเจตนาอย่างชัดเจนของจีน

ทั้งหมดนี้เป็นการล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจหรือไม่ ?

ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา ตอบว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หมายความว่าเราจะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าเวลาเราเห็นแบบนี้เราก็ไม่สบายใจ แต่พอหันกลับมาย้อนดูรัฐบาลของเรา รัฐบาลของเพื่อนบ้าน เขาก็ไปยอมจีนเอง จีนบอกว่าเขาทำถูกต้อง เขาทำข้อตกลงกับรัฐบาลแล้ว และเขาก็ไม่ได้ใช้อาวุธมาข่มขู่คุณเหมือนกับยุคอาณานิคม ฉะนั้นข้อสำคัญคือมันต้อง “รู้เท่าทันและเป็นตัวของตัวเอง”

“ยกตัวอย่างเรื่อง “คอคอดกระ” ตลอดระยะเวลา 10-20 ปี ที่ผมไปประเทศจีน เจอเจ้าหน้าที่ทุกระดับของเขา เขาจะต้องพูดอยู่สักครั้งหนึ่งว่าในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการ อยากให้กลับมาเขียนบทความสนับสนุนให้รัฐบาลไทยขุดคอคอดกระ ผมบอกผมทำไม่ได้เพราะเรามีข้อสรุปแล้วว่ามันไม่เหมาะ มันไม่คุ้ม หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็พบว่ามีการนำเสนอรัฐบาลประยุทธ์อีกถึง 2 ครั้ง ซึ่งผมรู้สึกดีที่รัฐบาลประยุทธ์ยังไม่เอาด้วย… ”

“…ถามว่ารัฐบาลจีนเห็นแก่ตัวหรือไม่ ผมอยากบอกว่าเขาเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง และไม่คำนึงถึงหัวอกคนอื่น เหมือนกับสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง คุณคิดง่ายๆ ว่าปีนี้ไทยแล้ง เวียดนามก็แล้ง เพื่อนบ้านเราแล้งหมด และเวียดนามเป็นฝ่ายโวย สมมุติว่าในอนาคตเกิดประเทศใดประเทศหนึ่งมีความขัดแย้งกับจีนขึ้นมา แล้วจีนไม่ปล่อยน้ำขึ้นมา แล้วจะทำกันอย่างไร” อาจารย์วรศักดิ์

ขุด ‘คอคอดกระ’ หาเหาใส่หัว

ทำไมไทยถึงต้องไม่ยอมให้จีนขุดคอคอดกระ ?

วรศักดิ์ ชี้ประเด็นว่า จะขออนุญาติไม่พูดถึงประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะพวกฝรั่งมีความคิดเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว แต่เอาโลกสมัยใหม่ปัจจุบัน ตอนที่มีดำริเรื่องนี้ประเทศไทยเองก็วิจัยว่าถ้าจะขุดแล้วมันจะเป็นอย่างไร

“คนที่มาทำเรื่องนี้แน่นอนว่าต้องเป็นพวกวิศวะ เขาก็วิจัยพบว่าถ้าเป็นช่วงคอคอดกระ ซึ่งถ้าขุดก็จะเป็นคลองกระ ตรงนี้ไม่ได้เลย พอไม่ได้ก็ศึกษาอีกว่าจะขุดที่อื่น รู้สึกถ้าผมจำไม่ผิด ถ้าไม่นับคลองกระแล้วจะร่นลงมาทางภาคใต้ ปรากฏว่ามีอีก 2 จุด แต่เท่าที่ผมจำได้คือจุดที่เขาบอกว่าเหมาะสมที่สุด ขุดแล้วจะไม่เกิดผลกระทบอะไรเลย อยู่ที่จังหวัดตรัง …”

“… ทีนี้ปัญหาคือพอขุดแล้ว เขาก็บอกว่าเรือที่วิ่งผ่านต้องมีการจำกัดความเร็ว มิฉะนั้นแล้วตลิ่ง 2 ข้างมันจะพัง ทีนี้พอจำกัดความเร็วปรากฏว่ามันย่นระยะทางจากช่องแคบมะละกาได้ไม่กี่มากน้อย จะเร็วกว่าไปอ้อมช่องแคบมะละกาไม่มากเลย สมมุติถ้าไปช่องแคบมะละกาใช้เวลา 1 เดือน มาทางนี้ก็ใช้เวลาประมาณ 20-25 วัน …”

“…สรุปเขาก็เลยบอกว่ามันไม่คุ้ม แต่ประเด็นของไทยมันไม่ได้เป็นประเด็นทางเทคนิกอย่างเดียว มันยังมีประเด็นทางการเมืองและความมั่นคง ผมจึงบอกว่าไม่เห็นด้วยที่จะให้ขุด เหตุผลของผมก็คือสมมุติว่าขุดแล้วมันคุ้ม ประเทศได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ผมก็ยังเห็นว่ามีประเด็นเรื่องความมั่นคง ถามว่าตรงไหน ก็กลับไปที่เรื่องทะเลจีนใต้ ถ้ามันวิกฤตขึ้นมาเมื่อใด ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาก็จะต้องเข้ามาใช้ประโยชน์จากคลองกระ แล้วเราซึ่งไม่ได้เป็นคู่พิพาท แล้วเราจะไปยุ่งทำไม”

“ผมถึงคัดค้านมาโดยตลอด เพราะจริงๆ เขาคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของเขา แต่เขาไม่คิดถึงหัวอกของเรา”