ผ่าแนวคิด ‘ทวารัฐ สูตะบุตร’ ผุดโรงไฟฟ้ากระบี่ค้ำระบบภาคใต้

หากเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 (พีดีพี 2015) ภายใน 20 ปีนี้ ประเทศไทยจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 31 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 9 แห่ง

ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เริ่มต้นฉายภาพสถานการณ์พลังงานของประเทศไทยว่า ปัจจุบันกระทรวงพลังงานมีแผนการพัฒนาใน 5 ด้าน ซึ่งทั้งหมดมุ่งตอบโจทย์การจัดสมดุลด้านพลังงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสมดุลระหว่างพลังงานกระแสหลักกับพลังงานทดแทน พลังงานฟอสซิลและนอล-ฟอสซิล

ทวารัฐ อธิบายว่า ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องการพลังงานทดแทนเข้ามาเสริมระบบมากขึ้น แต่ก็ต้องมีพลังงานหลักสำหรับค้ำระบบอยู่ด้วย นั่นทำให้กระทรวงพลังงานต้องจัดสมดุลพลังงานใหม่ เพราะหากใช้พลังงานจากฟอสซิลเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากใช้พลังงานทดแทน 100% ก็จะไม่ตอบโจทย์ความมั่นคง ดังนั้นแผนพลังงานของประเทศไทยจึงต้องยึดหลักผสมผสาน

“การจัดสมดุลด้านไฟฟ้าก็คือการจัดสัดส่วนเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความเสี่ยงเยอะเนื่องจากใช้แก๊สมาก จากนี้ก็จะต้องกระจายความเสี่ยงไปใช้ตัวอื่น เช่น ถ่านหิน ซึ่งก็เข้าใจว่าถ่านหินมีประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นก็ต้องคัดเลือกเทคโนโลยีที่ทำให้ถ่านหินไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือถ้ากระทบก็ต้องกระทบน้อยที่สุด นั่นเพราะถ่านหินจะตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงที่สุด …”

“… การจัดสมดุลใหม่จะให้ลงตัวทุกอย่างในทุกวินาทีในทุกพื้นที่ก็คงทำไม่ได้ นั่นจึงมีบางพื้นที่ที่ภาครัฐต้องขอให้มีการเสียสละ แต่การเสียสละนั้นๆ จะต้องมีการชดเชยหรือตอบแทนเป็นกรณีพิเศษด้วย”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าถ่านหินจะสามารถตอบโจทย์เรื่องความมั่งคงได้ แต่ “ทวารัฐ” ก็ยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ได้ดันทุรังเฉพาะเรื่องถ่านหินเพียงอย่างเดียว และที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีพลังงานทดแทนเข้าสู่ระบบมาเต็มทุกสูบเช่นกัน

ทวารัฐ เทียบเคียงให้เห็นภาพว่า จากเดิมการผลิตไฟฟ้า 100% จะใช้แก๊ส 70% ถ่านหิน 20% พลังงานทดแทน 5% และซื้อไฟต่างประเทศ 5% แต่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558–2579 (พีดีพี 2015) ซึ่งคือภาพอนาคตที่อยากจะเป็น ได้จัดสมดุลใหม่โดยลดสัดส่วนแก๊สลงเหลือเพียง 40% แล้วเพิ่มสัดส่วนถ่านหินเป็น 25% ขณะที่พลังงานทดแทนอื่นๆ และการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ เพิ่มเป็นอย่างละ 20%

“ข่าวที่ออกไปทำให้เข้าใจว่ามีแต่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเพียงอย่างเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงมันไม่ใช่เลย แต่นี่เป็นการจัดสัดส่วนใหม่”

อีก 20 ปี ต้องการเพิ่ม 5.5 หมื่นเมกะวัตต์

แม้จะยังมีข้อถกเถียงและข้อมูลที่แตกต่างกันระหว่างหน่วยงานราชการกับเครือข่ายภาคประชาชนในเรื่องความต้องการไฟฟ้าที่แท้จริง แต่กระทรวงพลังงานยังคงเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าต่อไป

“เราประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้อ้างอิงตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เมื่อสภาพัฒน์ปรับตัวเลข เราก็ต้องปรับตามเขา แต่หากบอกว่าตัวเลขสภาพัฒน์ไม่ตรงตามความเป็นจริงเท่าใดนัก คำถามคือแล้วกระทรวงพลังงานจะอ้างอิงตัวเลขจากหน่วยงานใด”

ทวารัฐ บอกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ประมาณ 3.6–3.7 หมื่นเมกะวัตต์ แต่ในอีก 20 ปีข้างหน้า มีการประเมินกันว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัว คือมีความเป็นไปได้ว่าจะมากถึง 7 หมื่นเมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันบางแห่งก็ต้องรีไทร์ รวมแล้วประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5.5 หมื่นเมกะวัตต์

เขา อธิบายต่อว่า หากว่ากันตามทฤษฎีแล้วไฟฟ้าถูกใช้มากในพื้นที่ใดก็ควรมีแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่นั้นจึงจะเหมาะสมที่สุด ซึ่งก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องของสายส่งลงด้วย ดังนั้นการออกแบบระบบของทุกๆ ประเทศมักจะสร้างโรงไฟฟ้าอยู่ใกล้กับแหล่งใช้ไฟฟ้า (จุดโหลด)

สำหรับประเทศไทยได้รับการออกแบบมาค่อนข้างดี จุดโหลดหลักของประเทศไทยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และพื้นที่ในโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) โดย กทม.ถูกล้อมด้วยโรงไฟฟ้าทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ ภาคเหนือ โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ภาคใต้ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ จ.สมุทรปราการ ภาคตะวันออก โรงไฟฟ้าบางประกง จ.ฉะเชิงเทรา ภาคตะวันตก จ.ราชบุรี และยังมีโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ซึ่งอยู่ใน จ.นนทบุรี ประชิด กทม.อีกด้วย ขณะที่ Eastern Seaboard ทั้งมาบตาพุด แหลมฉบัง ก็รายล้อมไปด้วยโรงไฟฟ้าเอกชนหลากหลายแห่ง

ฉะนั้นการจัดให้โรงไฟฟ้าอยู่ใกล้จัดโหลดคือหลักการของการ “ค้ำระบบ” หากโรงไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเกิดปัญหา โรงไฟฟ้าอื่นๆ ก็ยังสามารถจ่ายไฟสลับกันได้

“ถามว่าภาคเหนือมีค้ำระบบหรือไม่ก็มีอยู่ที่แม่เมาะ จ.ลำปาง ส่วนภาคอีสานก็มีไฟฟ้ามาจากประเทศลาวเข้ามาช่วยค้ำระบบ ถามต่อว่าแล้วในภาคใต้มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบหรือไม่ มันก็มีบ้างแต่ไม่ครบ”

หนุนสร้างโรงไฟฟ้า ‘สมุย-ภูเก็ต-กระบี่’

จุดโหลดสำคัญหรือพื้นที่ใช้ไฟฟ้าหลักของภาคใต้ มีด้วยกัน 3 แห่ง ได้แก่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ จ.ภูเก็ต

“ภาคใต้มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบแค่ 2 จุดเท่านั้น คือที่เกาะสมุย ซึ่งค้ำด้วยโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช และที่ อ.หาดใหญ่ ค้ำด้วยโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา แต่ในฝั่งอันดามันยังขาดอยู่ โดยเฉพาะที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งทางทฤษฎีแล้วจะต้องค้ำระบบด้วยโรงไฟฟ้ากระบี่”

ทวารัฐ อธิบายว่า ตามหลักการที่ควรจะเป็นแล้ว ใน จ.ภูเก็ต และในเกาะสมุย สมควรจะมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง โดยปัจจุบัน จ.ภูเก็ต มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเกิน 400 เมกะวัตต์แล้ว และอีกไม่นานจะไปถึง 500 เมกะวัตต์ ขณะที่สายส่งในปัจจุบันก็ใช้เต็มศักยภาพแล้ว ส่วนโรงไฟฟ้าขยะก็ผลิตไฟฟ้าได้เพียง 14 เมกะวัตต์เท่านั้น

ขณะที่ เกาะสมุย ทุกวันนี้มีความต้องการไฟฟ้าประมาณ 100 เมกะวัตต์ ปัจจุบันใช้สายส่งอยู่ถึง 4 เส้น และกำลังเพิ่มเส้นที่ 5 เข้าไป ดังนั้นทั้ง จ.ภูเก็ต หรือเกาะสมุย หรือจุดโหลดบริเวณดังกล่าว จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบของตัวเองอย่างน้อยๆ พื้นที่ละ 1 โรง

“สำหรับโรงไฟฟ้ากระบี่นั้น หลักการมาจากที่ฝั่งอันดามันควรมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบ 1 โรง เมื่อไล่มาตั้งแต่ จ.พังงา จ.กระบี่ และ จ.ภูเก็ตนั้น พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดก็คือพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้าเดิมอยู่แล้ว ซึ่ง จ.กระบี่ น่าจะมีกระทบด้านสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพราะหากเปิดพื้นที่ใหม่ซิงๆ เลย มันจะกระทบเยอะกว่านี้ …”

“… ที่กระบี่มีโรงไฟฟ้าเดิมอยู่ มีพื้นที่เดิมอยู่ พวกสายส่งก็จ่ออยู่ตรงนั้นหมดแล้ว มีท่าเรือที่ปกติใช้รับน้ำมันเตาก็จะเอามารับถ่านหินแทน คือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พร้อม หากไปทำที่อื่นก็ต้องสร้างโน่นสร้างนี่เพิ่ม ค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นอีก และหากไม่สร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ก็จะต้องส่งไฟฟ้าจาก จ.ราชบุรี ผสมกับโรงไฟฟ้าจะนะ ให้ จ.ภูเก็ต ต่อไป”

ทวารัฐ เล่าว่า หากย้อนหลังกลับไปสัก 20 ปี โดยทฤษฎีแล้วภาคใต้จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบอยู่ที่ บ่อนอก-หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่กึ่งกลางภาคกลางกับภาคใต้ เพราะตามหลักการแล้วการส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งยาวๆ มันจะเกิดความสูญเสีย (Lost) เยอะ โดยเฉพาะช่วงที่อากาศแปรปรวนมีฝนตกฟ้าร้องจนเกิดคลื่นแม่เหล็ก สายส่งที่มีกำลังถึง100 หน่วย จะสามารถส่งไฟฟ้าได้จริงเพียง 20 หน่วยเท่านั้น จึงไม่แปลกที่มักจะพบเหตุการณ์ไฟตกบ่อยๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่สามารถสร้างได้-ทุกอย่างก็จบไป และใน 20 ปีต่อมา ก็พบว่าภาคใต้มีการใช้ไฟฟ้าโตใน 3 พื้นที่ แต่ใน 1 พื้นที่กลับไม่มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบอยู่ ก็เลยมีการออกแบบมาว่าต้องแก้ด้วยโรงไฟฟ้ากระบี่

สำหรับอนาคตของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขนาด 880 เมกะวัตต์ ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ (คณะกรรมการไตรภาคี) หากยังไม่ได้ข้อสรุปก็จะไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้ โดยขณะนี้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3-4 ชุด เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี กำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการไว้ที่ 8 เดือน

ขณะที่ความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์ อยู่บนหลักคิดเรื่องความมั่นคงของพลังงานทั่วประเทศ และเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน รวมทั้งตอบสนองความต้องการพลังงานในอนาคต โดย อ.เทพา มีความเหมาะสมที่จะสร้างมากที่สุด เพราะอยู่ติดทะเล สามารถขนส่งถ่านหินมาจากทางใต้ได้

“… จริงๆ แล้วคนในพื้นที่เทพาก็มีทั้งบวกและลบ ซึ่งผมก็ไม่รู้ แต่จากข้อมูลที่ผมได้รับจากสื่อและรายงานเชื่อว่าโรงไฟฟ้าเทพาจะเกิดขึ้นหรือเป็นไปได้มากกว่าโรงไฟฟ้ากระบี่ แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือทุกวันนี้เมืองไทยไปที่ไหนก็ประท้วงหมด อย่างที่เกาะพยาม จ.ระนอง มีโครงการพลังงานกังหันลม 3 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนก็ยังถูกต่อต้าน สังคมไทยกลายมาเป็นสังคมโวยไว้ก่อน และเรื่องพลังงานกลายเป็นเรื่องลำดับแรกๆ ที่ถูกโวยไว้ก่อน”