คุยกับ “ครูตี๋” นิวัฒน์ ร้อยแก้ว แห่งโฮงเฮียนแม่น้ำของ “ความเจ็บปวดของคนเล็กคนน้อย”

ครูใหญ่โฮงเฮียนแม่น้ำของเผยเขตเศรษฐกิจพิเศษสร้างมาให้นายทุน โต้หม่อมอุ๋ยท่องเที่ยวไทยไม่หมดมุกหากเห็นหัวคนท้องถิ่น

“สิ่งที่ถูกพูดออกมาอาจจะมีนัยยะ ระหว่างการที่จะต้องเลือกว่าเราจะเอาวิถีชีวิตกับการท่องเที่ยว หรือว่าจะเอาอุตสาหกรรมกับการค้าและเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถบ่งบอกได้อย่างดีว่าผู้นำของเราคิดอะไรอยู่ ซึ่งยุคของรัฐบาลทหารนั้นมีปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมมาโดยตลอด”

ประโยคดังกล่าวคือส่วนหนึ่งของความคิดเห็นจาก ครูตี๋ – นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ผู้นำเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ต่อคำพูดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้กล่าวในงานเดินหน้าประเทศไทยเดินหน้าท่องเที่ยวไทย ว่าการท่องเที่ยวไทยเริ่มหมดมุกของ sun sand sea และควรหาเรื่องราวของประวัติศาสตร์มาขายแทน

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมได้มีโอกาสพูดคุยกับ ครูตี๋ ผู้ก่อตั้ง “โฮงเฮียนแม่น้ำของ” สถาบันองค์ความรู้ท้องถิ่นที่สร้างกระบวนทัศน์การเรียนรู้ร่วมกันของคน ด้วยพื้นฐานของธรรมชาติและความเป็นมนุษย์ บนพื้นที่ริมแม่น้ำโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ที่เคยเปี่ยมไปด้วยความงดงาม ความอุดมสมบูรณ์อันดั้งเดิม ก่อนที่จะถูกสั่นคลอนตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากผลกระทบภายนอกประเทศ ทั้งการสร้างเขื่อนหลายสิบแห่ง การระเบิดเกาะแก่งเพื่อเปิดเส้นทางเรือ ตลอดจนภายในประเทศ กับการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษที่พร้อมจะเดินหน้าในเร็ววัน

ครูใหญ่รายนี้เริ่มต้นโดยการเล่าย้อนให้ฟังว่า หากจะพูดถึงเรื่องการพัฒนาของประเทศไทยนั้น จะต้องพูดโยงไปถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2504 หรือสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งตั้งแต่ครั้งนั้นก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องของสังคม คิดเพียงเรื่องของเศรษฐกิจว่าทำอย่างไรจึงจะเจริญ มีการพูดถึงมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้เป็นกระบวนทัศน์ของนักเศรษฐศาสตร์จากฝั่งตะวันตก ตลอดช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นการมุ่งสร้างโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาของตัวเลขจีดีพี

แต่ในความเป็นจริงแล้วความเจริญเช่นนี้เกิดขึ้นไม่เท่ากัน สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือคนชั้นล่างนับวันก็ยิ่งจนลง ยกตัวอย่างเช่นพื้นฐานชีวิตอย่างที่ดินที่สุดท้ายก็สูญเสียไปเมื่อเกิดการพัฒนา มีความเหลื่อมล้ำให้เห็นมากขึ้น เพราะทุกอย่างมุ่งไปสู่การพัฒนาเชิงมหภาค พูดถึงในภาพใหญ่ จึงเกิดปัญหาจน-เจ็บไปเรื่อยๆ ซึ่งมาจนถึงปัจจุบันเราก็ยังเดินมาในทิศทางนี้ แม้จะพูดถึงเรื่องของการมีส่วนร่วมมาโดยตลอด มีการเปลี่ยนกลไกการขับเคลื่อน แต่สุดท้ายก็ยังเป็นเหมือนเดิม

ซึ่งแผนพัฒนาตั้งแต่ฉบับที่หนึ่งจนถึงสิบกว่า มีวาทะกรรมที่บอกให้คนส่วนน้อยเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ แต่โครงการที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าคนเล็กคนน้อยที่เจ็บปวดนั้น กลับมีมากกว่ากลุ่มที่บอกว่าเป็นคนส่วนใหญ่ การพัฒนาของเราจึงวกไปเวียนมาเช่นนี้ มีดีขึ้นและหล่นลงเป็นช่วงๆ เวลาขึ้นก็ไม่ได้ยั่งยืนเป็นเหมือนฟองสบู่ เวลาลงก็เจ็บหนัก เพราะเรื่องเหล่านี้มันมีกลไกมากมายทั้งเศรษฐศาสตร์โลก ตลาดหุ้น ฯลฯ ทำให้การพัฒนาพุ่งขึ้นโดยไม่มีฐานอะไรสักอย่าง จึงคิดว่าระดับรัฐมนตรีที่ผ่านประสบการณ์มาขนาดนี้ควรจะมองออกว่าการพัฒนาประเทศชาติไม่ได้มุ่งไปทางเดียว เพราะคนก็ไม่ได้มีอาชีพเดียว แต่ควรจะมองออกว่าต้องมุ่งไปทางใด

“การที่บอกว่าท่องเที่ยวของไทยหมดมุกนั้นก็เพราะรัฐบาลมองแต่ภาพใหญ่ จึงมีแนวคิดที่จะสร้างภาพใหม่ อย่างในยุคทักษิณที่จะสร้างภาพให้เป็นเมืองแฟชั่น แต่เรื่องของการท่องเที่ยวแท้จริงแล้วล้วนมีพื้นฐานมาจากชุมชน เราต้องคิดใหม่มองจากภายในออกไป ว่าทำอย่างไรจึงจะพัฒนาการท่องเที่ยวในเชิงชุมชนให้เห็น หากทำได้จะไม่มีคำว่าหมดมุกเพราะมันมีอยู่มากมาย ชาวบ้านสามารถนำพื้นฐานที่ตนเองมีอยู่มาแปลงเป็นสินทรัพย์ อย่างการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยนี่เที่ยวตลอดชีวิตก็ไม่หมด”

ครูตี๋ยกตัวอย่างให้ฟังว่า อย่างในเชียงของเองนั้นก็มีความพิเศษหลากหลายอย่างเช่น เป็นเมืองเล็กที่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง มีลุ่มน้ำ มีพื้นที่เพาะปลูก มีการอาศัยอยู่ของกลุ่มคนถึง 9 ชาติพันธุ์ โดยคนในชุมชนมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน ผืนดินมีศักยภาพในการเกษตรที่สามารถนำมาบูรณาการกับการท่องเที่ยว รวมถึงความหลากหลายของศาสนาและประเพณี ตลอดจนเป็นเมืองที่เหมาะกับการพักผ่อน เพราะฉะนั้นพื้นฐานการท่องเที่ยวเหล่านี้ล้วนมีอยู่ครบถ้วน หากรัฐบาลส่งเสริมแล้วคนที่นี่สามารถทำให้เป็นเขตเศรษฐกิจที่พิเศษแท้จริงสำหรับชุมชนได้

แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำกลับพยายามสร้างเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับทุนใหญ่ ส่งเสริมแต่เรื่องของการค้าขายและการลงทุนที่จะทำให้ตัวเลขมวลรวมเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขเหล่านี้สุดท้ายแล้วเป็นของใคร สิ่งที่รัฐบาลทำจึงเรียกได้ว่าเป็นขบถเพราะกำลังตัดประเทศให้ใครไม่ทราบ เชียงของแห่งนี้เสมือนถูกตัดไปให้คนอื่นในนัยยะทางการค้า แล้วคนท้องถิ่นกลับถูกผลักให้เผชิญชะตากรรมท่ามกลางกระแสที่เชี่ยวกราก ดังนั้นกระบวนการพัฒนาที่เสี่ยงที่สุดคือการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงเห็นได้ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นนี้สามารถทำได้สำเร็จที่สุดในประเทศเผด็จการ

“อำนาจมากับทุนนี่น่ากลัว เพราะทุนเองก็มีอำนาจอยู่ในตัว ครั้งนี้คนชั้นกลางไม่กระทบ แต่คนเล็กคนน้อยก็ไม่มีระเบียบหรือกฎหมายที่จะเอาอะไรไปสู้ หากหลักการสากลมีแต่เรายังไม่เคารพแล้วจะเอาอะไรเป็นหลักประกัน เรื่องนี้ที่เราต้องทำคือให้ผู้คนในบ้านเมืองเข้าใจร่วมกัน เรื่องของวิธีคิด เรื่องของสิทธิตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้เขาเห็นภาพของความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ดีที่สุดคือการมีส่วนร่วม ไม่ใช่ว่าคนดีทำอะไรแล้วจึงจะดี มันต้องเกิดการรวมระหว่างคนที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง คุยกันผสมผสานเพื่อหาสิ่งที่ดี”

นักสู้แห่งลุ่มน้ำโขงรายนี้กล่าวต่อว่า หากไปดูในทุกประเทศที่มีการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเทศเหล่านี้จะเน้นการพัฒนาที่คนก่อน ซึ่งการเริ่มพัฒนาที่คนนั้นจะไม่พลาดเพราะคนคือจุดเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อวันนี้คนยังไม่ถูกเปลี่ยนประเทศชาติก็ต้องเป็นไปตามกรอบที่วางไว้โดยคนเพียบหยิบมือ แต่หากเราเริ่มเปลี่ยนคนแล้วการพัฒนาก็จะเปลี่ยนไปตลอดทุกวัน ซึ่งการพัฒนาเช่นนี้ไม่มีคำว่าสาย เมื่อเริ่มตั้งแต่วันนี้ก็จะมีอนาคตขึ้นมาทันที เห็นได้อย่างประเทศญี่ปุ่นที่ล้มละลายในช่วงสงครามโลก ซึ่งประเทศไทยไม่ใช่แต่กลับไปไม่ถึงไหน ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มจากสิ่งที่เล็กก่อน

ทั้งนี้จึงโยงมาที่เรื่องของการศึกษา ซึ่งครูตี๋ระบุว่าเป็นสิ่งที่จะต้องรื้อ ให้เป็นการศึกษาเพื่อท้องถิ่นและเพื่อทั้งโลก เพราะการศึกษาเพื่อตนเองทุกวันนี้ทำให้ประเทศชาติย่ำแย่ เนื่องจากความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งที่จะมีไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในแผนของการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นจะมุ่งสร้างคนเพื่อมารับใช้อุตสาหกรรม เป็นเหตุให้การเรียนวิศวกรรมจึงถูกสนับสนุนมากกว่าการเรียนพัฒนาชุมชน การเรียนแพทย์จึงได้ทุนมากกว่า ทั้งที่การพัฒนาชุมชนนั้นคือหมอของสังคม เพราะฉะนั้นจึงต้องคิดเป้าหมายของการศึกษาใหม่ ว่าสุดท้ายแล้วต้องการให้คนไทยเป็นอย่างไร

“เราสอนกันมาในรูปแบบเดียวกันตลอด พยายามทำให้เป็นไทยเดียว เรื่องของวัฒนธรรม ภูมิปัญญา องค์ความรู้ของท้องถิ่นก็หายไป เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักตัวตน ไม่รู้จักชุมชนของตน บ้านเมืองจึงมีปัญหาก็เพราะสำนึกชาติมันไกล จับต้องยาก แต่สำนึกการอยู่ร่วมกันนี่มันง่ายและมองเห็น หากคนโตมาโดยเข้าใจตัวตน หวงแหนชุมชน รู้จักเปิดกว้าง รู้ว่าความหลากหลายแท้จริงแล้วคือความงดงาม การเคารพซึ่งกันและกันจะทำให้มนุษยชาติอยู่กันได้อย่างยาวนาน” ครูตี๋กล่าวทิ้งท้าย