รัฐเอาจริง! ผุด ‘ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก’ ตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วป้อง วาฬ-โลมา-เต่า-พะยูน

คณะกรรมการทะเลแห่งชาติเห็นชอบแผนคุ้มครอง “สัตว์ทะเลหายาก” เดินหน้าตั้งศูนย์ช่วยชีวิต 3 แห่ง “ธรณ์” เผยสถานการณ์วาฬ-โลมา-เต่าวิกฤต ทุกๆ 2 วัน ตาย 1 ตัว

ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายและแผนบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2560 ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2560 ได้เห็นชอบให้จัดตั้งศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแผนของคณะทำงานสัตว์ทะเลหายาก หรือที่เรียกกันในชื่อแผนประชารัฐพิทักษ์สัตว์ทะเลหายาก

สำหรับแผนดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อ 14 หรือการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรทางทะเล โดยมีเป้าหมายหลักคือลดอัตราการตายของสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งครอบคลุมเต่า โลมา วาฬ รวมถึงสัตว์ชนิดใหม่ของประเทศ เช่น ปูทหารแห่งพระราชา ที่หาดปากบารา อ.ละงู จ.สตูล ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพ

ผศ.ธรณ์ กล่าวว่า ในแผนระยะ 6-24 เดือน ประกอบด้วยการตั้งศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก 3 ศูนย์ ที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และที่ จ.ตรัง เพื่อเติมช่องว่างของศูนย์ฯ เดิมที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) มีอยู่ 5 แห่ง แต่ยังไม่ครอบคลุม ต่อมาคือการยกระดับพื้นที่ให้เป็นโมเดล 2 แห่ง คือ อ.ขนอม เรื่องโลมา และ จ.ตรัง เรื่องพะยูน และอีก 1 เขตคืออ่าวไทยตอนใน เรื่องวาฬบรูด้า

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเครือข่ายสัตว์แพทย์และหน่วยเคลื่อนที่เร็ว รวมถึงการให้ความรู้ซึ่งแบ่งเป็น 2 เฟส เฟสแรกคือการเพิ่มซุ้มนิทรรศการเรื่องสัตว์ทะเลหายากเข้าไปในพิพิธภัณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อความประหยัดและรวดเร็ว เฟสต่อมาจึงจะเป็นการสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลหายากขึ้นมาใหม่ โดยทั้งหมดไม่รวมพิพิธภัณฑ์มีกรอบวงเงินอยู่ที่ 75 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการนำมาจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน

“สถานการณ์ของทะเลขณะนี้ ป่าชายเลนยังดีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนหญ้าทะเลก็ถูกคุกคามเพียง 3% แต่ที่โหดสุดคือปะการังที่เสื่อมโทรมถึง 80% เหลือสมบูรณ์แค่ 6% รวมถึงสัตว์ทะเลหายากที่ตายมากและมีแนวโน้มว่าจะมากยิ่งขึ้น โดยวาฬและโลมาตายเฉลี่ย 1 ตัวทุก 2.3 วัน ใกล้เคียงกับเต่าทะเลที่ตาย 1 ตัวทุก 2 วัน โดยสาเหตุสำคัญมาจากมนุษย์ทั้งนั้น เราจึงควรเน้นการแก้ไขในส่วนที่กำลังมีปัญหาให้มากขึ้น” ผศ.ธรณ์ กล่าว

ผศ.ธรณ์ กล่าวอีกว่า อีกส่วนที่มีการผลักดันสำเร็จคือการเสนอหมู่เกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช ให้เป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเลแห่งแรกภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ซึ่งจะมีรูปแบบการมีส่วนร่วมกับท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้นจากอุทยานแห่งชาติทางทะเลหรือเขตรักษาพืชพันธุ์ ตอบสนองเป้า SDGs ที่ทุกประเทศต้องมีพื้นที่คุ้มครองทางทะเลอย่างน้อย 10% ของพื้นที่ทะเลทั้งหมดภายในปี 2573 ซึ่งขณะนี้ไทยมีอยู่ 5.6%

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของการตั้งกองอุทยานแห่งชาติทางทะเล ซึ่งได้ถูกผลักดันมานานกว่า 30 ปี เพื่อให้สามารถมีโครงสร้างการบริหารจัดการ และยุทธศาสตร์การดำเนินงานที่มั่นคงถาวร รวมถึงให้เจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถด้านดังกล่าวได้เติบโตตามลำดับชั้นภายในสายงาน มีหน่วยงานอยู่ที่ชัดเจน ต่างจากในอดีตที่เป็นเพียงส่วนจัดการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ซึ่งถูกตั้งยุบไปมาได้โดยอธิบดี

ผศ.ธรณ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ยังได้รับความเห็นชอบในหลักการบูรณาการข้อมูลสมุทรศาสตร์ เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ และภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อสนับสนุนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าจะสามารถทำให้เห็นภาพดาวเทียมตอนเรือกำลังทิ้งน้ำมันเสียที

“การใช้ประโยชน์จากทะเลมีแต่มากขึ้น ล่าสุดในปี 2559 มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวทะเลทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งหมด 143 ล้านคน ประเมินรายได้ท่องเที่ยวในทะเลแล้วเกือบ 2 ล้านล้านบาท และยังมีรายได้จากอื่นๆ เช่น พลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรม ประมง ฯลฯ ดังนั้นเรื่องเศรษฐศาสตร์การประเมินมูลค่าทรัพยากรจึงมีความสำคัญ ตัวอย่างเช่น เมื่อเรือชนปะการังที่เกาะพะงันและสีชัง ต้องมีตัวเลขค่าเสียหายเพื่อส่งฟ้องศาลได้” ผศ.ธรณ์ กล่าว