‘อียู’ หนุนประเทศไทยให้ดูแลผืนป่า ‘ลุ่มน้ำโขง’ เชื่อ ‘ป่าชุมชน’ สามารถขจัดความยากจนได้

“อียู” สนับสนุนไทยอนุรักษ์ผืนป่าลุ่มน้ำโขง เปิดโครงการ Voices for Mekong Forests ผลักดันเครือข่ายภาคประชาชน ผู้แทนประเทศไทย เชื่อ ป่าชุมชนขจัดความยากจนได้

ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (Recoftc) ร่วมกับมูลนิธิรักษ์ไทย (Raks Thai Foundation) และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เปิดตัวโครงการ Voices for Mekong Forests : V4MF พลังเสียงเพื่อป่าไม้แห่งลุ่มน้ำโขง เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2560 ภายใต้การสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (อียู)

สำหรับโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพและยกระดับภาคประชาสังคมให้สามารถติดตามและตรวจสอบธรรมาภิบาลป่าไม้ใน 3 พื้นที่รอยต่อพรมแดน 5 ประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ทั้งนี้ จะใช้กลไกการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ธรรมาภิบาลและการค้า รวมถึงข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (เฟล็กที-วีดีเอ) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า (เรดดส์พลัส) เพื่อนำไปสู่การลดการทำไม้ผิดกฎหมาย และการเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

เจนนี่ ลูนมาร์ก ผู้จัดการโครงการ Voices for Mekong Forests ในฐานะผู้แทนอียู ประจำประเทศไทย กล่าวว่า อียูเล็งเห็นว่าป่าชุมชนและการจัดการป่าไม้ที่มีธรรมาภิบาลป่าไม้จะสามารถนำไปสู่การขจัดความยากจนและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน จึงรู้สึกยินดีที่ได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้

ผู้แทนอียู กล่าวอีกว่า โครงการฯ ถือเป็นการเตรียมรากฐานที่จะนำไปสู่ระบบการค้าไม้ที่ถูกกฎหมายของประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและสหภาพยุโรปในท้ายที่สุด นอกจากนี้สหภาพยุโรปยังมุ่งหวังให้การสนับสนุนนี้นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนางานด้านป่าชุมชนและพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวระหว่างพิธีเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมาพื้นที่ป่าของประเทศไทยถูกบุกรุกเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปี 2557 และมีนโยบายการดูแลป่าที่ชัดเจน จนสามารถยึดคืนผืนป่าจากนายทุนได้ถึง 5.2 แสนไร่

นายอรรถพล กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่ารวม 102.4 ล้านไร่ ซึ่งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องการให้พื้นที่ป่าไม่น้อยกว่า 40% ของเนื้อที่ทั้งหมดของประเทศ หรือประมาณ 128 ล้านไร่

“ผมมองว่าความสำเร็จสูงสุดของการดูแลรักษาป่า คือการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน การที่พี่น้องประชาชนลุกขึ้นมาปกป้องดูแลรักษาป่า สำหรับการจัดประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นการจัดประชุมที่ตรงตามนโบายหลักของรัฐบาลในเรื่องของการสร้างเครือข่าย การถักทอเครือข่ายของคนดีให้คนชั่วไม่มีที่ยืน เมื่อเราสร้างเครือข่ายเหล่านี้มาขึ้นเรื่อยๆ คนชั่วก็จะไม่กล้ากระทำผิด เราสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าตามแผนยุทธศาสตร์ได้อย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าว