กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ล้วนเป็นที่ทราบดีในแวดวง “พลังงานไฟฟ้า” ถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงที่โลกกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือจาก “ฟอสซิล” ไปสู่ “พลังงานสะอาด” และจากระบบ “ผูกขาด” ไปสู่ระบบ “เสรี”

ทิศทางความเปลี่ยนแปลงข้างต้น นำมาสู่ โครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา กฟผ.-สกว. ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งได้ฉายภาพเทคโนโลยีเปลี่ยนพลิกโฉม (Disruptive Technology) ซึ่งกำลังจะเติบโตและเป็นความหวังในอนาคต

คาดกันว่า Disruptive Technology จะทำให้ระบบสาธารณูปโภคไฟฟ้าเปลี่ยนพลิกโฉม โดยโครงการฯ ได้จำแนกออกมาทั้งสิ้น 7 ประเภท

หนึ่งในนั้นก็คือ “ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน”

ที่ผ่านมา เมื่อมีการถกเถียงเรื่องเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ประเด็น “พลังงานหมุนเวียน” นับเป็นสิ่งแรกที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งไม่ว่าจะถูกขนานนามเป็นพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน พลังงานสะอาด หรืออย่างไรก็ตาม แต่ส่วนใหญ่มักจะสื่อถึงไปในทางเดียวกัน

พลังงานหมุนเวียนที่มักรู้จักกันดี ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือพลังงานน้ำขนาดเล็ก เหล่านี้เป็นต้น

ไม่ว่าที่ผ่านมาพลังงานหมุนเวียนจะถูกพูดถึงมากเพียงใด สิ่งที่ถูกตีคู่ขึ้นมาเป็นข้อถกเถียงไม่แพ้ไปกว่ากันก็คือเรื่องของความเสถียร ค่าใช้จ่าย รวมไปถึงอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้ภาพของเทคโนโลยีชนิดนี้ดูหม่นหมองในทันตา

อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ดำเนินไปผ่านระยะเวลา ได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งนี้เองคืออนาคตที่สดใส และยังคงเป็นอันดับหนึ่งของเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณูปโภคไฟฟ้าในอนาคต

ในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาโซลาร์เซลล์เพื่อมาผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบโซลาร์ฟาร์ม หรือโซลาร์รูฟท็อป กระจัดกระจายไปตามท้องที่ต่างๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตแผงถูกลงตามลักษณะของ Economies of scale จนปัจจุบันเริ่มมีต้นทุนต่ำพอที่จะแข่งขันกับการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล

ขณะเดียวกัน ศักยภาพของแผงโซลาร์เซลล์ก็ถูกพัฒนาให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม หรือกระทั่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดทั้งวันไม่เฉพาะเวลาที่มีแสงแดด ก็เป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง

เช่นเดียวกับพลังงานลม เมื่อกังหันลมมีการพัฒนาก้าวหน้าและผลิตเป็นจำนวนมากขึ้น ปัจจุบันได้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีกังหันลมขนาดเล็ก สำหรับลมแรงปานกลางเพื่อใช้ในเมืองหรือแถบชานเมือง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้คุ้มทุนในอนาคตเช่นเดียวกัน

ในส่วนของพลังงานชีวมวล และก๊าซชีวภาพ ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากเศษเหลือหรือน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ไร่เกษตร ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ รวมไปถึงขยะจากเทศบาลหรืออุตสาหกรรม ก็เป็นอีกส่วนที่สามารถนำมาผลิตพลังงานได้คุ้มค่า รวมถึงการสนับสนุนค่า Feed-in Tariff (FiT) ของรัฐบาล ทำให้เกิดโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ และโรงไฟฟ้าขยะ กระจายไปตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน ก็ได้เริ่มมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพืชพลังงาน ซึ่งเป็นไม้โตเร็วหรือหญ้าโตเร็วที่ปลูกในพื้นที่ดินเสื่อมโทรม และอาจเป็นพื้นที่บางส่วนที่แบ่งจากพื้นที่ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีปัญหาราคาตกต่ำ

นอกจากนี้ ยังมีแหล่งพลังงานน้ำขนาดเล็กตามเทือกเขา ลุ่มน้ำ หรือแม้แต่น้ำท้ายเขื่อน ซึ่งสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าแก่ชุมชนรอบบริเวณเหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ในอนาคตจะมีโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีกำลังการผลิตขนาดเล็กตั้งกระจัดกระจายไปทั่วทุกหนแห่งในภูมิภาค ในลักษณะที่เรียกกันว่า Distributed power generation แตกต่างจากปัจจุบันที่แต่ละภูมิภาคมีโรงไฟฟ้าหลักขนาดใหญ่ไม่กี่โรงเป็นผู้ส่งจ่ายไฟฟ้าไปยังผู้ใช้

- Advertisement -