คนกรุงเทพฯ อาจจะไม่ได้สัมผัสความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลผ่านอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปมากนัก แต่สัญญาณบางอย่างได้บอกว่าเรากำลังเข้าสู่หน้ามรสุมอย่างเที่ยงตรง

สัญญาณดังกล่าวก็คือ หนึ่งเมื่อฝนเริ่มถล่มเมืองจนทำให้การจราจรในเมืองหลวงกลายเป็นอัมพาตในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง และสองก็คือภาพขยะที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) พยายามทำให้คนกรุงเชื่อว่าปัญหาน้ำท่วมขังไม่มีวันแก้ไขได้

สิ่งที่ กทม.พยายามบอกกับคนกรุงเทพฯ คงไม่ผิดนัก เพราะทุกคนล้วนทราบดีว่าขยะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก เพราะปริมาณขยะที่สูงเกินการจัดการ อีกทั้งคนทิ้งขยะแบบไร้ความรับผิดชอบ แต่ในขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ไม่มีการรณรงค์ที่ชัดเจนเพื่อลดการผลิตขยะดังกล่าว

ในทุกๆ ปี กลุ่มผู้บริหารกทม.มักจะนำคณะสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมขยะกองโตที่ลอยมาติดที่หน้าสถานีสูบน้ำจนทำให้น้ำรอระบายจากถนนและพื้นที่สาธารณะในเมืองเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า และไม่สามารถระบายไปสู่อุโมงค์น้ำยักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขยะนั้นมีตั้งแต่ขนาดเล็ก เช่น ถุงหรือขวดพลาสติกไปจนถึงขยะขนาดใหญ่ เช่น ที่นอนขนาด 6 ฟุต หรือแม้แต่โซฟา และในปีนี้กทม.ยังแสดงภาพของขยะน้ำมันแข็งตัวที่ผู้ขายอาหารแผงลอยได้ทิ้งลงในท่อระบายน้ำบนทางเท้าจนทำน้ำไม่สามารถระบายลงสู่ท่อระบายน้ำได้

ข้อมูลจาก กทม.ระบุถึงปริมาณการจัดเก็บขยะระหว่างปี 2559 ถึงเดือนเมษายน 2560 ว่า ขยะในน้ำที่จัดเก็บโดย กทม.ทั่วเมืองหลวงตลอดปี 2560 มีปริมาณสูงถึง 76,634.80 ตัน ซึ่งสามารถแยกได้เป็นขยะในลำราง คู คลอง บีงรับน้ำ และแม่น้ำ 69,726 ตัน และขยะที่หน้าสถานีสูบน้ำอีก 6,908.80 ตัน

แต่ตัวเลขของ 4 เดือนแรกของปี 2560 กลับน่าวิตกมากกว่า เนื่องจากกทม.ได้ทำการเก็บขยะแล้ว 61,607.17 ตัน (แยกเป็นขยะในคู คลอง 60,716 ตัน และ ขยะหน้าสถานีสูบน้ำอีก 891.17 ตัน ในระยะเวลาเพียง 4 เดือนเรากลับมีปริมาณขยะสูงเกือบเท่าทั้งปีที่แล้ว

จากสถิติและภาพตัวอย่างขยะชิ้นโต หรือคราบน้ำมันที่กทม.พยายามแสดงให้เห็นว่า ขยะเป็นตัวปัญหาในการระบายน้ำอย่างมากจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังทุกครั้งเมื่อเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การจราจรติดขัดจนเป็นอัมพาตจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบของคนเหมืองหลวงเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรณรงค์การทิ้งขยะให้เป็นที่มากนัก หลายคนไม่เคยตระหนักว่า ถ้าประชากร 15 ล้านคนใน กทม.และปริมณฑลทิ้งขยะชิ้นเล็กๆ เช่น ถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ หรือแก้วน้ำพลาสติกใส่กาแฟจากแผงข้างทางเพียงคนละชิ้น เราก็จะมีปริมาณขยะล้นเมือง และเรื่องน้ำท่วมถนนคงไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจถ้าประชากรกึ่งหนึ่งไม่ทิ้งขยะในที่ที่ถูกจัดไว้

แต่ในทางกลับกัน ภาพเหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า กทม.มีความพยายามไม่มากพอที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว (โดยที่ไม่เคยพูดถึงผังเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพ)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นอกจากความหละหลวมในการใช้กฎหมาย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองพ.ศ. 2535 ที่สามารถปรับผู้ทิ้งขยะลงในที่สาธารณะแล้ว กทม.ก็ยังปล่อยให้ผู้ค้าแผงลอยทิ้งเศษอาหารจนกระทั่งเป็นปัญหา อีกทั้งไม่เคยมีการรณรงค์ให้ผู้อาศัยในกรุงเทพฯ ให้ทิ้งขยะให้เป็นที่และรักษาความสะอาดพื้นที่ใกล้บริเวณที่ตนเอง (คนไทยหลายคนที่โตมาในช่วงปี 2530 กว่าๆ คงจำวลี “อ๊ะอาอย่าทิ้งขยะ ตาวิเศษเห็นนะ” ของโครงการตาวิเศษที่มีรณรงค์ไม่ให้ทิ้งขยะในที่สาธารณะที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก คงอยากให้กทม.นำการรณรงค์ดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้ง)

นอกเหนือจากนี้ กทม.ก็ยังไม่เคยมีการรณรงค์การลดการผลิตขยะแต่อย่างใด ปัจจุบันมีเพียงโครงการลดการใช้ถุงพลาสติกของกรมควบคุมมลพิษที่รณรงค์ให้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อจูงใจลูกค้าด้วยการให้คะแนนสะสมเพิ่มเมื่อไม่รับถุงพลาสติกเมื่อเดือนเมษายนปี 2559 แต่กทม.ยังคงปล่อยให้บรรดาแผงลอยใช้โฟมบรรจุอาหารซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังไม่เคยมีการรณรงค์ให้ร้านอาหารต่างๆ เลือกใช้ขวดน้ำชนิดแก้วเมื่อขายในร้านแทนการใช้ขวดพลาสติกเช่นปัจจุบัน

- Advertisement -