ทิศทางของโลกตลอดระยะเวลา 15 ปีหลังจากนี้ จะหมุนรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ซึ่งประเทศไทยได้บัญญัติรัฐธรรมนูญ และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) อย่างเชื่อมร้อยกับ SDGs แทบทั้งสิ้น

บทบัญญัติมาตรา 65 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุว่า “รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทําแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

“การจัดทํา การกําหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ การมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย”

อธิบายโดยง่ายก็คือ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าการทำยุทธศาสตร์ชาติต้องมีกฎหมายรองรับ

นั่นหมายความว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” คือทิศทางที่ประเทศไทยต้องมุ่งไปโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง

เวทีเสวนาเรื่อง เขตเศรษฐกิจพิเศษ และยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคตะวันออกกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ร่วมกับโครงการมหาวิทยาลัยยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2560 มีมุมมองที่น่าสนใจจาก ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อาจารย์ปริญญา ให้ภาพว่า ในเรื่องของการพัฒนานั้น องค์ประกอบที่สำคัญและต้องเดินหน้าร่วมกันก็คือเรื่องคนและสิ่งแวดล้อม โดยในอดีตประชากรโลกยังน้อยอยู่ หากทิ้งอะไรลงลำคลองหรือแม้น้ำก็ยังจะไม่เกิดปัญหามากนัก หรือการตัดต้นไม้สร้างบ้านไม่กี่หลังก็อาจไม่มีผลกระทบ ซึ่งแตกต่างกับปัจจุบันที่มีประชากรมากขึ้น ทำให้เราไม่สามารถทำแบบเดิมได้อีกต่อไป

ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากร 67 ล้านคน เดิมในทุกพื้นที่เป็นป่าทั้งหมด กระทั่งถึงวันนี้ที่เกิดคำถามตามมาว่าเราจะเดินหน้าประเทศไทยต่อไปอย่างไรหากต้นไม้ถูกตัดจนไม่เหลือ หรือแม่น้ำเน่าเสียสาย แน่นอนว่าอนาคตของลูกหลานที่เราหวังว่าเขาจะมีชีวิตที่ดีก็จะไม่มีอีกต่อไป

ดร.ปริญญา กล่าวต่อไปว่า แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนนับเป็นกระแสการตื่นตัวจากทั่วโลก โดยเมื่อปี 2557 รัฐบาลจาก 195 ประเทศ ได้ร่วมประชุมกันที่สหประชาชาติ และเห็นตรงกันว่าขณะนี้ประชากรโลกมีมากถึง 7,600 ล้านคน จะดำรงอยู่ได้อย่างไรต่อไปในขณะที่ทรัพยากรมีให้ใช้อย่างจำกัด และลดน้อยลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับการยังไม่ตระหนักรู้ถึงปัญหาทรัพยากรที่ใช้อย่างไม่ระมัดระวัง รวมถึงส่งผลต่อปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

“เราเคยสังเกตหรือสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่าปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นบ่อยครั้งจากเมื่อก่อนอย่างมาก จากเดิมที่ปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง แต่ในทุกวันนี้น้ำท่วมบ่อยจนเห็นเป็นเรื่องที่ชาชิน สิ่งเหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่อย่างมาก และไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำท่วมที่ยกตัวอย่าง ปัญหาทางธรรมชาติยังเกิดขึ้นทั่วโลกและบ่อยครั้งอีกด้วย อาทิ ผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น พายุเทอร์นาโด หรือสึนามิ” ดร.ปริญญา ฉายภาพผลพวงของการใช้ทรัพยากรอย่างไม่สมดุล

รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืนรายนี้ กล่าวว่า ผลจากปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้สรุปสาเหตุดังกล่าว คำตอบคือเป็นเพราะเกิดจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น มนุษย์ต่างเป็นต้นเหตุสำคัญที่ปล่อยก๊าซคาร์อนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก และห่อหุ้มโลกเอาไว้ ส่งผลให้การะบายความร้อนของโลกที่จะสะท้อนความร้อนกลับไปสู่ชั้นบรรยากาศมีปัญหาทันที

นั่นเพราะแต่เดิมโลกของเราสามารถระบายความร้อนไปสู่ภายนอกได้ เมื่อแดดส่องเข้ามายังพื้นโลกก็สามารถระบายกลับไปได้เช่นกัน แต่ในปัจจุบันเพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ห่อหุ้มโลกเอาไว้ ทำให้โลกไม่สามารถสะท้อนความร้อนกลับไปยังชั้นอวกาศได้เลย

“หากอยากรู้ว่าสภาพเป็นเช่นใด เราลองนั่งในรถยนต์ท่ามกลางแดดจ้า และปิดประตูไว้ ไม่เปิดเครื่องทำอากาศ ไม่ติดเครื่องยนต์ เราจะอยู่ได้นานสักกี่นาที และนั่นคือภาพสะท้อนภาวะที่เกิดขึ้นกับโลกของเรา” อาจารย์ปริญญาเทียบเคียง

นักวิชาการรายนี้ ฉายภาพต่อไปอีกว่า หากเรานับจากวันนี้และย้อนหลังไป 100 ปี อุณหภูมิของโลกพุ่งสูงขึ้นแล้ว 1 องศาเซลเซียส และเพียงแค่ 1 องศาฯ ยังเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ หากอุณภูมิโลกสูงขึ้นเป็น 2-3 องศาฯ จะเกิดอะไรขึ้นตามมาอีก

ผลพวงของปัญหาดังข้างต้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกเห็นตรงกันว่า ต้องร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยความยั่งยืนที่ว่าอยู่บนพื้นฐานทรัพยากรของโลกที่มีอยู่อย่างจำกัด และจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สองอย่างนี้สมดุลกัน เพื่อให้มนุษย์มีทรัพยากรใช้ต่อไปได้ สิ่งนี้จึงเรียกว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำหรับประเทศไทย ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม ทิศทางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ย้ำบ่อยครั้งเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาว่าประเทศต้องอยู่ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ก็สะท้อนให้เห็นว่าเราไม่อาจใช้ทรัพยากรอย่างไม่บันยะบันยังได้อีกต่อไป หากแต่ต้องหาทางพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ลูกหลานของเราเมื่อเติบโตขึ้นมาก็จะได้มีทรัพยากรไว้ใช้และโลกก็ยังคงอยู่ได้อีกต่อไป

“ยกตัวอย่างน้ำประปา หากเราใช้อย่างฟุ่มเฟือยแล้ว เชื่อหรือไม่ว่าจะมีผลทำให้น้ำเค็มเข้ามาลึกในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะน้ำประปาถูกผลิตมาจากแม่น้ำลำคลอง ซึ่งน้ำตามแหล่งน้ำจะช่วยยันน้ำทะเลไม่ให้เข้ามาลึกจนเกินไป แต่หากเราใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย ทรัพยากรตรงนี้ก็อาจจะหายไป และวิถีชีวิตก็ต้องเปลี่ยนแปลง” ดร.ปริญญา ระบุ

- Advertisement -