จ.ฉะเชิงเทรา เป็น 1 ใน 3 พื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก : Eastern Economic Corridor (EEC) ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายมั่นปั้นมือให้เกิดขึ้นเพื่อปลุกเศรษฐกิจไทย ด้วยการสร้างเขตเศรษกิจที่สอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้เม็ดเงินลงทุนร่วมๆ 1.5 ล้านล้านบาทในปี 2560-2564

สำหรับ จ.ฉะเชิงเทรา ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) ได้มีมติร่วมกันในการกำหนดแนวทางการพัฒนาไปสู่การเป็น “ต้นแบบเมืองทันสมัย” หรือสมาร์ทซิตี้

“โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนา EEC ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเมืองอยู่อาศัยที่บริษัทต่างชาติหลายบริษัทอยากเข้าไปอยู่” ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อธิบาย

เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรายละเอียดที่ กิตติพันธ์ โรจนชีวะ รอง ผวจ.ฉะเชิงเทรา ให้ในเวทีเสวนาเรื่อง เขตเศรษฐกิจพิเศษ และยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคตะวันออกกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ร่วมกับโครงการมหาวิทยาลัยยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2560

กิตติพันธ์ บอกว่า คงไม่อาจปฏิเสธการพัฒนาหรือโครงการ EEC ได้ เนื่องจาก จ.ฉะเชิงเทรา มีความพร้อม โดยเฉพาะการขนส่ง การคมนาคม และอยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งหากโครงการ EEC เกิดขึ้นย่อมเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากจะมีการใช้นวัตกรรมพัฒนาชุมชนให้ไปสู่สมาร์ทซิตี้

“จังหวัดระยอง และชลบุรี จะพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมโดยใช้นวัตกรรมมากขึ้น ส่วนฉะเชิงเทราจะเป็นเมื่องที่อยู่อาศัย” รองพ่อเมืองฉะเชิงเทรา ชี้ให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพัฒนาได้ โจทย์ก็คือเราจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร ส่วนตัวคิดว่าการพัฒนาต้องพัฒนาไปในทิศทางที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อยู่อาศัยเดิม และไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือต้นทุนที่มีอยู่เดิม

สำหรับทิศทางของ จ.ฉะเชิงเทรา ตามมุมมองของ “กิตติพันธ์” ก็คือต้องทำให้เป็น “เมืองน่าอยู่” คือต้องมีความปลอดภัยในทุกๆ ด้าน ขณะเดียวกันพื้นฐานของ จ.ฉะเชิงเทรา คือเกษตรกรรม จึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีสินค้าที่ปลอดภัย ปราศจากสารพิษ

สอดคล้องกับ ประเสริฐ พรมภิบาล ผู้ใหญ่บ้านท่ากลอย หมู่ 4 ต.ท่าตะเกียบ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ที่เชื่อว่าระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเป็นสิ่งที่จะทำให้ชุมชนเปลี่ยนแปลงไป เพราะต้องขยายชุมชนขึ้นมารองรับผู้ที่จะเข้ามาอยู่อาศัย ที่สำคัญก็คือในพื้นที่ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลูกพืชเพื่อไปเลี้ยงคนเมือง

น่าสนใจว่า ในขณะที่ จ.ฉะเชิงเทรา กำลังจะมุ่งเข้าสู่ “สมาร์ทซิตี้” และเป็นเมืองแห่งการผลิตอาหาร ทว่าข้อเท็จจริงที่พบคือโครงสร้างทางเศรษฐกิจของ จ.ฉะเชิงเทรา มีสัดส่วนเกษตรกรรมเพียง 10% ของโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งหมด

กัญจน์ ทัตติยกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำบางปะกง กล่าวในวงเสวนาว่า ราวๆ ปี 2557 ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายประชาชน และบุคคลระดับปฏิบัติการระดับชุมชน องค์กรเอกชน ท้องถิ่น และส่วนราชการ เพื่อ “ออกแบบภาพอนาคต” ของภาคตะวันออก ซึ่งนับเป็นความต้องการที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้

สำหรับ “ภาพอนาคต” ที่เกิดขึ้นได้ในภาคตะวันออก แบ่งออกเป็น 3 ภาพ ได้แก่ “วิถีทนปากปล่อง”  คือทั้งปล่องโรงงานทั้งปล่องน้ำเสีย โดยภาพนี้กฎหมายจะเอื้อนายทุนให้ใช้ทรัพยากรอย่างหนักหน่วง และนโยบายจะเน้นที่เศรษฐกิจโดยไม่ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

กัญจน์ บอกว่า หากเราปล่อยให้ภาคตะวันออกดำเนินไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดภาพที่ 1 โดยเฉพาะกฎหมายที่ออกภายใต้โครงการ EEC เห็นได้ชัดว่ามุ่งส่งเสริมและให้ประโยชน์การลงทุนของกลุ่มทุนเป็นสำคัญ

“ถ้าไม่ทำอะไรเลย ถ้าทน น่าจะเป็นภาพ 1 ยิ่งเมื่อมีนโยบายระเบียงเศรษฐกิจที่กฎหมายเอื้อนายทุน ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม ยกเว้นผังเมือง ยกเว้นกฎหมายที่จะช่วยคัดกรองต่างๆ นาๆ หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะเข้าไปตัดสินใจมันหล่นหายไปในนโยบายระเบียงเศรษฐกิจ มันจึงมีความเป็นไปได้ที่เราจะกลายไปในภาพอนาคตที่ 1” กัญจน์ ระบุ

ในส่วนของภาพอนาคตถัดมานั่นก็คือ “วิถีทุนก้าวหน้า” โดยภาพนี้จะคล้ายคลึงกับยุโรป ซึ่งทุนสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ แต่โดยภาพรวมแล้ววิถีนี้ก็ยังทำให้สังคมมุ่งไปสู่การบริโภคและทำลายสิ่งแวดล้อมเช่นเดิม

สุดท้ายคือ “วิถีไทยสร้างสรรค์” ซึ่งจะปรับเปลี่ยนนโยบายรัฐจากที่ให้น้ำหนักกับเศรษฐกิจมาเป็นเน้นด้านการศึกษา เน้นการสร้างผู้ประกอบการมากกว่าการผลิตแรงงานเข้าสู่ระบบ โดยใช้โอกาสจาก EEC เพื่อประโยชน์ต่อชุมชนอย่างแท้จริง

“หลังจากออกแบบไปแล้วเราก็ไม่ได้ทำอะไร จนกระทั่งเกิดระเบียงเศรษฐกิจซึ่งเรามองว่ามีทั้งวิกฤตและโอกาส จากนี้เราก็จะตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนและสร้างทางเลือกให้สังคมได้รับทราบว่าเรามีทางเลือกมากกว่าสิ่งที่รัฐบาลเสนอ” นักอนุรักษ์รายนี้ ระบุ

ด้าน อุดม หงส์ชาติกุล กรรมการมูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย ระบุว่า ผู้ที่จะให้ความสนใจกับเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ต้องมี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.ต้องรู้ว่าหากทำหรือไม่ทำจะเกิดผลกระทบอย่างไร 2.ต้องมีทางเลือกให้เขาตัดสินใจ

สำหรับกระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีด้วยกัน 3 ขั้นตอน ได้แก่ เริ่มจากการสืบค้นสิ่งที่มี เพื่อให้ทราบว่าเรามีอะไรดีตั้งแต่ดั่งเดิมจนถึงปัจจุบัน รื้อฟื้นหลายอย่างที่หายไปไห้กลับคืนมา จากนั้นก็ร้อยเรียงรวบรวมให้เป็นที่น่าสนใจ เพื่อให้คนท้องถิ่นรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่มี รักในสิ่งที่เป็น หวงแหนและพร้อมนำไปเสนอต่อกับคนอื่นๆ และสุดท้ายคือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยชุมชนหาผู้ร่วมทาง ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมโดยไม่หวังผลระยะสั้น

- Advertisement -