“เงิน 100 ล้าน หาได้ไม่ยาก มีต้นไม้ 1 หมื่นต้น ต้นละ 1 หมื่นบาท ขายยกล็อตจะมีรายได้ทันที 100 ล้านบาท” ประโยคยั่วยวนชวนให้หยุดคิดตาม ถ้าใครอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ

เริ่มปลูกต้นไม้ตั้งแต่วันนี้ ไม่สายเกินไป ไม่ดราม่า เพราะมีคนทำได้จริงและเริ่มต้นทำมาเป็นตัวอย่างแล้ว

ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตอู้ฟู่หรูหรา มีรถยนต์ใช้ร่วม 10 คัน วันดีคืนดีชีวิตกลับพลิกผันกลายเป็นต้องแบกหนี้หลักพันล้าน

หลังกัดฟันสู้จนปลดเปลื้องพันธนาการได้ระดับหนึ่ง … ดร.เกริก ตัดสินใจหันหลังให้เมืองกรุง มุ่งหน้าสู่สระแก้ว จังหวัดที่คุณพ่อทิ้งที่ดินไว้เป็นสมบัติที่อำเภอเขาฉกรรจ์ ร่วม 90 ไร่

ด้วยความเป็นพี่คนโต เขาตัดสินใจยกที่ดินให้น้องๆ และตัวเองขอเช่าที่ทำการเกษตรแทน

อาจารย์ลงมือปลูกต้นไม้ โดยใช้ทั้งหลักวิชาการและวิชาเกินบนเนื้อที่ 50 ไร่ ส่วนที่เหลือเก็บไว้ปลูกข้าว และพืชผักอื่นๆฃ

ผ่านไปแค่ 8 ปี มีคนมาขอซื้อไม้ยกสวน 20 ล้านบาท

ณ วันนี้พื้นที่สวนป่ากลายเป็น “ศูนย์การฝึกปฏิบัติงานวนเกษตรเขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว” เป็นแหล่งเรียนรู้อาชีพการทำเกษตรที่ยึดหลักไม่เบียดเบียนคนอื่น แต่แบ่งปัน

คำถามต่อมาก็คือ แล้วรายได้จะมาจากไหน เพราะกว่าต้นไม้จะโตจนทันใช้ต้องใช้เวลากว่า 10 ปี….

ประเด็นแรกคือ ต้องมีที่ดินก่อน มีมากมีน้อยไม่ใช่ประเด็น มีน้อยก็ปลูกน้อย มีมากก็ปลูกมาก ไม่มีเลยต้องไปขอแบ่งเช่าที่จากคนที่มีมาก

แล้วจะปลูกต้นอะไรดี … ต้องปลูกไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก, พะยุง, มะค่าโมง, แดง, มะฮอกกานี, ยางนา, ยมหอม, ตะกู, ชิงชัง, มะริด, กันเกรา, ตะเคียน, ประดู่, เคี่ยม, หลุมพอ, ตะแบก, กฤษณา, มะขามป้อมป่า, มะหาด, พะยอม, จำปาป่า, กระถินเทพา ฯลฯ

ประเภทไม้เหล่านี้ มีทั้งไม้โตช้า โตปานกลาง และไม้โตเร็ว ไม้โตเร็วจะเป็นไม้เนื้ออ่อน เช่น ตะกู กระถินเทพา ยูคาลิปตัส ฯลฯ
วิธีการปลูกมี 2 รูปแบบ คือ

1.ปลูกตามทฤษฎีวิชาการ (สามารถเข้าไปอ่านในเว็บไซต์หรือเสิร์จข้อมูลได้) วิธีนี้จะกำหนดระยะห่างในการปลูก มีหลักภูมิทัศน์ที่แน่ชัด ต้นไหนควรปลูกอยู่ส่วนไหนของแปลง

2.ทฤษฎีวิชากูรู  คือปลูกคละกันไปเอาตามที่ถนัด เพราะจริงๆ แล้วป่าที่เกิดขึ้นเองก็ไม่ได้ยึดหลักวิชาการอะไร แค่เบียดๆ กันไป มันก็โตของมันได้ตามธรรมชาติ

“หลังเริ่มปลูกใบไม้เอาไปต่อยอดไปเป็นดินเป็นปุ๋ย จุดกำเนิดคือการปลูกต้นไม้ ถ้าไม่มีต้นไม้ ไม่มีสิทธิ์ต่อยอดอะไรได้เลย นี่คือนโยบายการเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ลดภาวะโลกร้อน ได้ผลกระทบด้านดีมาหลายอย่าง ไม่มีอะไรเสีย

“มี 35 ประเทศมาดูแปลงผม ฝรั่งคิดว่ามันแน่ คิดว่าฉลาด มันไปปลูกที่ละพัน Rotate ไปเรื่อย ตัดทีละแปลง แล้วปลูกใหม่ 5-10 ปีตัด แต่มันโตไม่ทันกัน เป็นหย่อมเหมือนทะเลทราย แต่ผมปลูกไม้โตเร็วโตกลางโตช้าในแปลงเดียวกัน ต้นไหนใหญ่ตัดออกไปแปรรูป”

“กิ่งก้านไปเผาถ่าน ทำเฟอร์นิเจอร์สร้างบ้าน ขายได้ ผมมีออเดอร์วันละ 10 ต้น ผมปวดหัวว่าจะทำอย่างไร เพราะไม้ผมถูกกฎหมาย กระถินเทพาผมขายต้นละหมื่น ผมแปรรูปขายได้ราคากว่า มีคนมาซื้อผมทั้งแปลงให้ 20 ล้าน ผมไม่ขาย”

คำอธิบายของอาจารย์เกริก ไม่ต้องถามต่อว่าปลูกแล้วได้อะไร อยู่ที่ว่าเรามีที่ดินจำนวนเท่าไหร่ เช่น มี 5 ไร่ อาจจะเลือกพื้นที่ไว้ปลูกป่า 3 ไร่ อีก 2 ไร่ไว้ทำกินอื่นๆ เช่น ปลูกข้าว เพราะข้าวต้องกินทุกวัน รวมถึงปลูกพืชผักอื่นๆ ที่เราต้องการจะกินหรือใช้สำหรับปรุงอาหารในแต่ละมื้อ ก็ให้ใช้พื้นที่ส่วนนี้เป็นหลัก เช่น มะนาว มะกรูด มะขาม ไม้ไผ่ และผักนานาชนิด

สำหรับอีก 3 ไร่ ที่ตั้งใจจะปลูกป่า ก็ยังสามารถปลูกไม้อื่นๆ แซมเข้าไปได้อีก เช่น ไม้ผล ไม้ประเภทสมุนไพรต่างๆ หวาย หรือไม้ที่ไม่ต้องการแสงแดดมาก ฯลฯ

“ของผมมีเป้าหมายการปลูกต่างกับพ่อเลี่ยม (เลี่ยม บุตรจันทา) ผมปลูกเพื่อตัด แต่พ่อเลี่ยมปลูกเพื่อให้เป็นป่าให้มีสรรพสิ่งที่เป็นสมุนไพรขึ้นตามมา ไม่ใช่เพื่อตัด แต่ของผมเพื่อตัด ผมแฝงเรื่องเศรษฐกิจเข้าไปด้วย

“คนที่จะปลูกเขาต้องรู้ว่าจะได้อะไร ถ้าไม่ได้อะไรเขาก็ไม่ปลูก ปลูกให้หลากหลายชนิด โดยปลูกสลับชนิดกัน ของผม 470 กว่าชนิด พ่อเลี่ยมมีเป็นพันชนิด หลักคือต้นไม้โตช้าหรือไม่ตัดเลยจะห่างกันประมาณ 8 เมตร และระหว่างนั้นจะเป็นไม้โตเร็วและโตปานกลาง ซึ่งจะพอดี และปลูกพริกไทยได้อีก ผมไม่มีสมุนไพร ไม่มีเห็ด เพราะกวาดใบไม้มาทำปุ๋ย”

แค่ลงมือปลูกก็จะเริ่มมีความรู้ โดยใช้ธรรมชาติเป็นห้องเรียน รายได้จะค่อยๆ ตามมา และยังได้ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลก

แต่หลักการเบื้องต้นจะต้อง “ไม่มีรายจ่าย” หรือลดรายจ่ายให้ได้มากที่สุด

พ่อเลี่ยม บุตรจันทา ผู้ที่ยึดแนวทางทางนี้บอกว่า อย่าเพิ่งเอาเงินมาเป็นตัวตั้งให้มาก อันดับแรก ให้คิดก่อนว่าต้องไม่มีรายจ่าย ถ้าปลูกผักให้มีกินครบ 3 มื้อ เท่ากับแทบไม่ต้องซื้ออาหารกิน ยกเว้นอยากกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์บ้างในบางครั้ง หรืออาจต้องซื้อของใช้จำเป็นบ้าง การไม่มีต้นทุนก็เท่ากับไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่น

ทำไปสักพักก็อาจจะต่อยอดจากพืชที่ปลูกไปผลิตของใช้จำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาล้างจาน ครีมหน้าขาว ผงซักฟอก ยาสมุนไพรบางชนิด ซึ่งก็จะสามารถลดรายจ่ายได้อีกมาก (ค่อยเรียนรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้าน) ซึ่งบ้านพ่อเลี่ยมมีข้าวของเหล่านี้ไว้ใช้เอง และขายสร้างรายได้เป็นเรื่องเป็นราวอีกด้วย

คราวนี้มาลำดับการทำอาชีพวนเกษตรจริงๆ

1.ไม้ที่ปลูกไปสักระยะหนึ่ง หรือเริ่มโตขึ้นจะเริ่มมีกิ่งก้านสาขา ก็ให้เริ่มตัดแต่งกิ่งที่เกะกะออก แล้วนำไปเผา “ถ่าน” ทำไม่ยาก ก็แค่สร้างเตาเผา แล้วเอาไม้เหล่านี้ หรือไปหาเศษไม้เหลือใช้ในบริเวณใกล้เคียงมาเผา และผลิตถ่านขาย เตาเผาในสวน ดร.เกริก ขายกระสอบละ 200 บาท เดือนหนึ่งเผาได้ 100 กระสอบก็จะมีรายได้ 20,000 บาท (กรณีมีไม้ให้เผามาก)

2.ต่อมาต้นไม้ที่โตขึ้นเรื่อยๆ จะเริ่มทิ้งใบร่วงลงพื้น ไม่ต้องไปคิดเรื่องการกำจัดมันอย่างไร แค่กวาดมารวมกันเป็นกองๆ แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์เพื่อนำไปใช้ใส่นาข้าว สวนพืชผักที่ปลูกไว้

นี่คือการเกษตรออแกนนิกส์ของแท้ 100% ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในทุกขั้นตอน (เว้นแต่ที่ดินอยู่ติดโรงงานอุตสาหกรรมอาจจะไม่ออแกนนิกส์ 100% เพราะน้ำใต้ดินไม่บริสุทธิ์)

ผลิตปุ๋ยใช้เองแล้ว ยังผลิตเพื่อจำหน่าย ที่สวนอาจารย์เกริกขายกระสอบละ 40 บาท ถ้าปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดก็จะแพงขึ้นไปอีก ถ้าขายได้ครั้งละ 50 กระสอบต่อเดือน ก็จะมีรายได้ 2,000 บาท หรือมากกว่านั้น ต้นทุนถ้าจะมีก็แค่ค่ากระสอบปุ๋ย ซึ่งก็ไม่ได้มากมาย

3.ต้นไม้โตไปอีกอาจจะระยะ 5-10 ปี คราวนี้ไม้บางชนิดจะเริ่มออกหน่อ ขยายพันธุ์ด้วยราก และบางชนิดก็ดอกออกผล ปล่อยลูกร่วงลงดิน เที่ยวนี้ก็จะเริ่มสร้างรายได้อีกรูปแบบ นั่นก็คือการขยายพันธุ์ไม้

ต้นไม้ชนิดไหนขยายพันธุ์ผ่านรากก็ขุดมาใส่ถุงชำ ชนิดไหนผลร่วงลงมาก็นำผลมาเพาะชำกล้าไม้ใส่ถุงเอาไว้ขายได้อีกต่อ จะเอาไปขายหน้าสวน หน้าบ้านตัวเอง หรือนำไปวางขายริมถนนก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน ซึ่งลองดูจากร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ก็ได้ว่าต้นไม้แต่ละชนิดเขาขายกันที่เท่าไหร่ ถ้าขายพันธุ์บางต้นได้ต้นละ 10 บาท รวม 50 ต้นต่อเดือน 500 บาท ขายได้มากรายได้ก็เพิ่มตาม

เมื่อรวมรายได้จากการทำนาข้าวกล้องแบบอินทรีย์ที่ใช้ปุ๋ยผลิตจากสวนป่า แต่ละปีนอกจากจะมีข้าวกินแล้ว ยังมีของขายตลอดปีได้อีกด้วย

4.ไฮไลต์ปลูกต้นไม้ไว้ใช้หลังเกษียณ “บ้านสวนออนซอน” วนเกษตร เพื่อชีวิต และสิ่งแวดล้อม ของ “พ่อเลี่ยม” ปราชญ์แห่งบ้านนาอีสาน ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ถือเป็น “ต้นแบบความร่ำรวยหลังเกษียณ”

พ่อเลี่ยมถอดบทเรียนจากชีวิตที่มีหนี้ล้นพ้นตัว หนีดินแดนอีสานมาปักที่ ต.ท่ากระดาน เพราะการทำเกษตรเชิงเดี่ยว กว่าจะเริ่มคิดได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่โชคดีได้เข้าไปเป็นศิษย์ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เก็บเกี่ยวองค์ความรู้ทุกซอกมุม

จากที่เริ่มต้นทำไร่ข้าวโพด นอกจากไม่พอกิน ยังวนเวียนเป็นหนี้เหมือนเงาอดีตตามหลอน เพราะทั้งปีได้กำไรแค่ 650 บาท เงินหมดไปกับปุ๋ย ยาฆ่าแมลง คิดแล้วทำไปจนตายก็ไม่มีทางรอด

ช่วงเวลานั้น คำว่า “จนเครียด กินเหล้า” พ่อเลี่ยมพูดจนขึ้นใจก่อนที่จะถูกนำมาใช้เป็นบทในสปอตโฆษณาเสียอีก

ช่วงปี 2540 เริ่มคิดได้ด้วยการเริ่ม “ลดรายจ่าย” เพราะเอาเข้าจริงแล้วของที่จำเป็นต้องซื้อมีแค่ 25% แต่อีก 75% กลับเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็น พร้อมๆ กับปรับเปลี่ยนวิธีทำการเกษตรแบบใหม่ นั่นคือเริ่มปลูกพืชที่ต้องการกิน เช่น กินข้าวก็ปลูกข้าว ผักต่างๆ ต้องกินก็ปลูกไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้ไม่มีรายจ่าย

“อยากกินอะไรก็ไปหาต้นนั้นมาปลูก ตื่นมาก็มีของกิน 3 มื้อ จากทำเอาไปขายก็ทำเพื่อมีกิน พอมีของกินก็มีอำนาจ” พ่อเลี่ยมสรุปบทเรียนตัวเอง

ปรัชญาป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม เมื่อเริ่มเลิกปลูกข้าวโพด หันมาปลูกต้นไม้ กิ่งไม้ตัดมาเผาถ่าน ใบไม้เอามาทำปุ๋ย กินอาหาร (ปลอดสารเคมี) เป็นยา ไม่กินยาเป็นอาหาร สุขภาพก็ดี ชีวิตมีความสุข เพราะป่าที่โตขึ้นๆ มีสมุนไพรนานาชนิดขึ้นตามมาใช้เอาทำไปผลิตยาได้อีก

“สวนออนซอน” ของพ่อเลี่ยมจึงกลายเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทุกวันนี้ปลูกต้นไม้ไว้ 5 ชนิด ไว้ใช้หลังเกษียณ นั่นก็คือ มะค่า ยางนา ตะเคียน มะฮอกกะนี และพะยูง ชนิดละพันต้น รวม 5,000 ต้น

พ่อเลี่ยมวัย 61 บอกว่าตอนนี้จะเกษียณตอนไหนก็ได้ ถ้าเริ่มเกษียณปุ๊บจะมีเงิน 50 ล้านใช้ คิดจากฐานเพราะต้นไม้ที่ปลูกไว้มีคนมาขอซื้อต้นละ 1 หมื่นบาท

จากทั้งแนวคิด ดร.เกริก และพ่อเลี่ยม อาจเริ่มต้นถามตัวเองว่าตัวอายุเท่าไหร่ ถ้าคิดจะเริ่มต้นจะปลูกป่าก็ให้บวกระยะเวลาเข้าไป 10-20 ปี เช่น นาย ก. ประกอบอาชีพวิศวกร, เสมียน, นักบัญชี, หรือจะเป็นชาวสวน ชาวบ้านธรรมดาสามัญ เมื่อลงมือปลูกขณะอายุ 35 ปี (อายุขนาดนี้ไม่มีเงินเก็บซะที) บวก 20 ปีอายุก็แค่ 55 ปี

สมมติปลูกไว้ 3,000 ต้น โดยไม่ตายเลยหรือไม่มีคนมาขโมยตัด จะกี่ไร่ก็ตาม ให้คูณราคาต้นไม้กับจำนวนต้นที่มี ซึ่งไม้แต่ละต้นราคาจะไม่เท่ากัน ไม้เนื้อแข็งและอายุมาก ย่อมมีราคาดี ส่วนไม้เนื้ออ่อนแม้ราคาไม่แพงเท่า แต่เป็นความต้องการของตลาดเฟอร์นิเจอร์ เพราะน้ำหนักเบา

กรณีมีไม้ 2,000 ต้น เฉลี่ยต้นละ 1 หมื่นบาท ขายยกล็อตจะมีรายได้เท่ากับ 20 ล้านบาท

กรณีมีไม้ 3,000 ต้น เฉลี่ยต้นละ 1 หมื่นบาท ขายยกล็อตจะมีรายได้เท่ากับ 30 ล้านบาท

กรณีมีไม้ 4,000 ต้น เฉลี่ยต้นละ 1 หมื่นบาท ขายยกล็อตจะมีรายได้เท่ากับ 40 ล้านบาท

กรณีมีไม้ 5,000 ต้น เฉลี่ยต้นละ 1 หมื่นบาท ขายยกล็อตจะมีรายได้เท่ากับ 50 ล้านบาท

กรณีมีไม้ 1 หมื่นต้น เฉลี่ยต้นละ 1 หมื่นบาท ขายยกล็อตจะมีรายได้เท่ากับ 100 ล้านบาท

คิดแบบพอเพียง ทำแบบพออยู่พอกิน มีเหลือก็แบ่งปันคนอื่น ถ้าเอา 2 หารรายได้จากการขายไม้ก็จะมีเงินไว้ใช้เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอย่างสบายๆ

ลูกจ้างที่ฝันหวังเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ (ไม่มีพอให้เก็บ) นี่เป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นจริงได้ ไม่ต้องคิดจะร่ำรวยอะไรมากมาย แต่นี่เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโลก มีอาหารปลอดภัยให้กินเองและขายให้คนอื่นได้กินด้วย

แค่นี้ความสุขก็ล้นเหลือแล้ว

- Advertisement -