เพราะคดีสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่อง ‘ซับซ้อน’ นัก กม.เสนอ ‘รื้อใหญ่’ กระบวนการยุติธรรม

“คุกมีไว้ขังคนจน” คือวาทกรรมอันคุ้นชินของสังคมไทยที่ตอกหน้า “กระบวนการยุติธรรม” ซึ่งเต็มไปด้วยช่องโหว่ โดยเฉพาะกับคดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและการลุกขึ้นสู้ของคนเล็กคนน้อยเพื่อพิทักษ์สิทธิการดำรงอยู่-สิทธิชุมชน พบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “ชาวบ้าน” มักตกเป็นเหยื่อ ขณะที่ผู้มีอำนาจ-ผู้บงการ รอดพ้นกรงเล็บของกฎหมายราวกับเป็นเรื่องปกติ

เวทีเสวนาหัวข้อ “อนาคตการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมในศาลยุติธรรม” ซึ่งจัดขึ้นโดยสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2560 ฉายภาพสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในกระบวนการยุติธรรมของสังคมนี้ และชำแหละรูรั่วของระบบอย่างตรงประเด็น

สาระสำคัญที่ ศ.พิเศษ วรรณชัย บุญบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอมุมมองต่อที่ประชุมประการหนึ่งก็คือ ภาพรวมของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังมุ่งอยู่กับระบบกล่าวหา แต่วิธีการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมควรใช้ระบบไต่สวนเป็นหลัก

ศ.พิเศษ วรรณชัย อธิบายว่า คดีสิ่งแวดล้อมมีความคล้ายคลึงกับคดีผู้บริโภค เนื่องจากประชาชนที่มาฟ้องคดีนั้นส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้ ขณะที่คู่ความมักจะอำนาจต่อรองสูงกว่า ฉะนั้นจำเป็นต้องมีการสร้างบทบาทของศาลขึ้นมาเป็นตัวช่วยในเรื่องนี้

นอกจากนี้ ด้วยความซับซ้อนของคดีสิ่งแวดล้อมจึงควรมีกระบวนการพิจารณาก่อนการสืบพยาน ซึ่งจะช่วยให้คดีมีความชัดเจนมากขึ้น และในชั้นสืบพยานควรเหลือแต่ประเด็นข้อเท็จจริงที่ต้องโต้แย้งเท่านั้น ส่วนเรื่องพยานหลักฐานควรใช้แนวคิดเดียวกับคดีผู้บริโภค

รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอว่า ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม พ.ศ. … จำเป็นต้องผนวกแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องประโยชน์สาธารณะ และสิทธิมนุษยชนเข้าไปด้วย

สำหรับข้อโต้แย้งเรื่องการละเมิดที่มักเป็นปัญหาในคดีสิ่งแวดล้อม เช่น มีการปล่อยมลพิษหรือน้ำเสียหรือไม่ ตรงนี้ควรตั้งสถาบันที่เป็นกลางในลักษณะเดียวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ขึ้นมา ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางที่ให้ความเห็นอย่างมีน้ำหนัก ซึ่งจะช่วยให้ศาลตัดสินได้ง่ายและเป็นที่ยอมรับจากผู้ประกอบการมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ควรตั้งหน่วยงานที่คล้ายคลึงกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แต่อาจเป็นองค์กรเอกชน เพราะหากเป็นองค์กรรัฐบาลจะไม่มีความกระตือรือร้นเท่า

สุรพงษ์ กองจันทึก นักกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เมื่อคดีสิ่งแวดล้อมเป็นคดีสาธารณะ และส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคนเล็กคนน้อยหรือคนจนที่ได้รับผลกระทบ จึงจำเป็นต้องมีวิธีการคิดอีกแบบ ส่วนตัวเสนอว่าควรมี “ตัวช่วยผู้ฟ้อง”

สำหรับตัวช่วยในความหมายของ “สุรพงษ์” ก็คือจากเดิมที่ผู้ฟ้องเป็นบุคคลและกลุ่มบุคคล ควรเปิดโอกาสให้องค์กรพัฒนาเอกชน หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว รวมถึงอัยการสามารถฟ้องร้องได้ด้วย ที่สำคัญก็คือศาลจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย

ในส่วนของพยานผู้เชี่ยวชาญ ปัจจุบันพบปัญหาคือไม่มีผู้ที่กล้าออกมายืนยันข้อเท็จจริงเพราะไม่อยากเข้ามามีส่วนยุ่งยากกับกระบวนการ ดังนั้นศาลจึงควรมีผู้เชี่ยวชาญที่ขึ้นทะเบียนแล้วหยิบมาใช้ได้ หรือในที่สุดจะให้ชาวบ้านเป็นผู้เชี่ยวชาญได้เพราะเป็นผู้ที่รู้รายละเอียดในพื้นที่ของตัวเอง ขณะเดียวกันศาลเองควรจะต้องลงไปในพื้นที่เพื่อเห็นของจริงมากขึ้น จึงจะเข้าใจและรับรู้ปัญหาดังกล่าวได้ว่ารุนแรงมากน้อยเพียงใด

สุรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องค่าเสียหาย ที่ผ่านมาถูกมองเฉพาะตอนที่ฟ้องแต่ปรากฏว่าความเสียหายยังคงดำเนินอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี และถึงแม้ว่าคดีจะสิ้นสุดไปแล้วแต่หลังจากนั้นกลับยังไม่ได้รับการฟื้นฟู ฉะนั้นการชดเชยเยียวยาความเสียหายจึงต้องพูดถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย

“สิ่งที่ตามมาก็คือการบังคับคดี ถึงจะมีคำตัดสินแล้วว่าให้ใครเป็นผู้ฟื้นฟูความเสียหาย แต่ถ้าเขาไม่ทำแล้วจะบังคับคดีอย่างไร อย่างกรณีของคลิตี้ที่มีคำพิพากษาออกมาแล้ว ศาลปกครองสูงสุดตัดสินเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2556 ศาลฎีกาตัดสินเมื่อวันที่ 14 ม.ค.2559 แต่คำตัดสินทั้งสองก็ยังไม่นำมาสู่การฟื้นฟูลำห้วยให้ดีขึ้นอยู่ดี” นายสุรพงษ์ ระบุ

ทางด้าน พงษ์เดช วานิชกิตติกูล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันแม้ว่าชาวบ้านจะมีอำนาจในการฟ้องร้อง แต่สิ่งที่ชาวบ้านไม่ทราบก็คือศาลใดมีอำนาจรับฟ้องในคดีนั้นๆ นั่นจึงเป็นภาระความยุ่งยากของชาวบ้านที่ไปฟ้องร้องในศาลที่ไม่มีอำนาจ

ดังนั้น เสนอว่าทุกศาลควรรับฟ้องไปก่อน และศาลควรเป็นผู้ส่งต่อคดีไปยังศาลที่มีอำนาจนั้นๆ ไม่ใช่ไม่รับฟ้องและผลักภาระให้กับประชาชนไปหาเองว่าศาลใดมีอำนาจพิจารณา