นับถอยหลังตอกเสาเข็ม ‘ทางเลียบเจ้าพระยา’ ท่องเที่ยวเดี้ยง – ‘ตอม่อ’ ทิ้งร้างเกลื่อนแม่น้ำ?

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าในอีกเพียงไม่กี่อึดใจ ภาพของโครงสร้างถนนขนาดใหญ่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เคยอยู่ในฝันของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาเป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ก้าวแรกของการบริหารประเทศ เมื่อปี 2557 กำลังจะได้เกิดขึ้นจริงภายในเดือน ก.ย.2560 นี้

เส้นทางคอนกรีตเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาระยะทางรวม 57 กิโลเมตร ภายใต้งบประมาณรวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท เดิมจะเริ่มนับหนึ่งในส่วนของการนำร่อง 14 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท แต่ที่สุดแล้วก็มีการปรับลดงบประมาณเหลือ 8,400 ล้านบาท เนื่องจากถูกทักท้วงอย่างหนักทั้งเรื่องความเหมาะสมของโครงการ และความจำเป็นในการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล

น่าสนใจว่าโครงการทางเลียบเจ้าพระยานี้ ได้รับการผลักดันให้ผ่านฉลุยในทุกๆ ข้อครหา โดยเฉพาะประเด็นความโปร่งใสของผลการศึกษาและออกแบบ ที่ใช้ระยะเวลาเพียง 7 เดือน ด้วยงบประมาณ 120 ล้านบาท อย่างไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด หรือประเด็นแลนด์มาร์ก “วิมานพระอินทร์” ที่เคยเป็นกระแสดังไปก่อนหน้านี้

นั่นทำให้โครงการพร้อมแล้วที่จะตอกเสาเข็มใน เดือน ก.ย.

นำมาซึ่งการจัดเวทีวิพากษ์ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2560 ภายใต้การเสวนา “สายน้ำไม่ไหลกลับ: จะหยุดยั้งทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างไร” โดยเครือข่ายภาคประชาชนที่รวมตัวกันในนามสมัชชาแม่น้ำ (The River Assembly)

—– ส่อซ้ำรอย “โฮปเวลล์” ทิ้งตอม่อค้างแม่น้ำ —–

ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมการมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เปิดประเด็นว่า โครงการก่อสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังเร่งเดินหน้าอยู่ในขณะนี้ กำลังจะกลายเป็นเหมือนโครงการโฮปเวลล์ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และเป็นสัญลักษณ์ของโครงการใหญ่ๆ ที่มักเกิดขึ้นจากรัฐบาลที่มีกำหนดระยะเวลาการใช้อำนาจของตนเอง

เขาตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อ คสช.อยากสร้างโครงการนี้ใจจะขาดตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาบริหารประเทศโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางประวัติศาสตร์ของแม่น้ำ ผลกระทบต่อเส้นทางคมนาคม รวมทั้งไม่ฟังเสียงผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นแม้จะผลักดันจนสร้างได้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะไปรอด เพราะหากรัฐบาลหน้าเข้ามาแล้วถูกคัดค้านจนสร้างต่อไม่ได้ คำถามคือจะลงเอยกลายเป็นโครงการโฮปเวลล์ 2 หรือไม่

“ผมไม่ได้คัดค้าน 100% ว่าไม่ควรมีทางเลียบฯ แต่จะบอกว่าเมืองใหญ่ที่สร้างเขาวางแผน วางผังเมืองกันมาเป็นเวลานาน ไม่ให้โครงการกระทบกับโบราณสถาน ชุมชน หรือกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ต้องการ นี่บอกว่าไม่เห็นด้วยแค่ 5% แต่ก็นับเฉพาะคนไม่กี่ร้อยที่ได้ไปประชุม แต่ประชาชนอีกมากมายข้างนอกเขาประท้วงกันกลับไม่สนใจ ไม่ต่างกับกรณีโรงไฟฟ้าภาคใต้” ไกรศักดิ์ ระบุ

สอดคล้องกับ ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Friends of the River ที่มองว่า ประชาชนอาจไม่สามารถหยุดยั้งโครงการนี้ได้ และจะได้เห็นตอม่อหลายร้อยหลายพันต้นตอกลงไปในแม่น้ำภายใน เดือน ก.ย.นี้จริง และที่สุดแล้วตอม่อเหล่านั้นก็มีโอกาสจะค้างอยู่ในน้ำอย่างนั้นต่อไป

“เมื่อผู้คนเริ่มตระหนักได้ว่ามีผลกระทบมหาศาลและมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น จากนั้นการก่อสร้างก็จะหยุดลงและไม่สามารถไปต่อได้ เพราะจะพบว่าที่ผ่านมาดำเนินการผิดทั้งด้านกระบวนการ กฎหมาย และรูปแบบ ส่วนเราก็จะได้เห็นตอม่อเหล่านี้เรียงรายริมสองฝั่งเจ้าพระยาไปอีกตลอด” ยศพล ฉายภาพอนาคต และระบุต่อไปว่า ประเทศชาติจะต้องเสียงบประมาณอีกจำนวนมากเพื่อนำมารื้อตอม่อเหล่านั้นทิ้ง

“นายกรัฐมนตรีอาจอยู่ไม่กี่ปีแต่ประชาชนต้องอยู่กับตอม่อเหล่านั้นไปตลอดชีวิต จึงต้องคิดให้ดีก่อนที่โครงการจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีเอกสารใดๆ ออกมาให้ประชาชนได้เห็นว่างานที่ออกมาครบถ้วน คุ้มกับงบการศึกษา 120 ล้านบาทที่สูญเสียไปไหม บอกแต่เพียงว่าเป็นความลับราชการ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะต้องมีโครงการโฮปเวลล์อีก” ยศพล กล่าวทิ้งท้าย

—– ออกแบบโครงการโดยไม่มี “สถาปนิก” ? —–

ขณะที่ความเห็นจากฟากศิลปินนักร้องชื่อดังอย่าง ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ หนึ่งในสมาชิกสมัชชาแม่น้ำ ระบุว่า ส่วนตัวไม่เคยเถียงเรื่องโครงการดังกล่าวควรสร้างหรือไม่เพราะไม่มีความรู้และไม่ใช่สถาปนิก แต่ประเด็นหลักที่ตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่ต้นก็คือทำไมต้องรีบดำเนินโครงการ

ฮิวโก้ มองว่า ในเมื่อจุดประสงค์ของชิ้นงานนี้คือความสวยงามของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เหตุใดจึงไม่ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ใช้เวลาเสาะหาวิธีที่เหมาะสมที่สุด และในเมื่อเป็นการใช้เงินของรัฐ เหตุใดจึงต้องเป็นความลับและต้องคลุมเครือขนาดนี้

“หากการขอให้ชะลอ การขอให้โปร่งใสมันไม่มากเกิน ก็อยากให้ทุกท่านที่กุมบังเหียนอยู่ขณะนี้หันมาฟังประชาชนบ้างก็น่าจะดี” เขาเรียกร้อง

ไม่ต่างกับความเห็นจาก ดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกชื่อดัง ที่มองว่าโครงการนี้มีกลิ่นคุ้นๆ คล้ายการคอรัปชั่น และมีความไม่ชอบมาพากลทั้งกระบวนการ

ดวงฤทธิ์ เล่าว่า ที่ผ่านมามีความพยายามวิ่งหาสถาปนิกมาทำโครงการนี้ แต่สถาปนิกต่างรู้กันดีว่าในวิชาชีพไม่สามารถทำได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดจึงไม่มีใครรับทำ สุดท้ายทางโครงการต้องยกเลิกการประกวดแบบและเรียกทางสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เข้ามา

“ทาง สจล.อยากทำมาก แต่เมื่อคุยกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เขาไม่ทำ เพราะประเมินว่าต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปีในการศึกษา สุดท้าย สจล.ก็ทำโดยที่ไม่มีคณะสถาปัตย์เข้าไปร่วม สรุปออกแบบมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ โครงการนี้ไม่มีสถาปนิกคนใดเลยที่เห็นด้วย” ดวงฤทธิ์ กล่าว

เขายังฝากไปถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนเดียวที่จะหยุดโครงการนี้ได้ โดยย้ำเตือนว่าไม่เสียหายหากจะหยุดรอเพื่อฟังเสียงประชาชน และให้คิดดีๆ ก่อนปล่อยให้โครงการเกิดขึ้น เพราะหากดำเนินต่อไปและเป็นความผิดพลาด นิ้วทั้งหมดจะชี้ไปที่คนเดียว คือความผิดของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ยอมหยุด

—– ผลพวง “ทางเลียบ” ธุรกิจท่องเที่ยวเดี้ยง —–

ผศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า แม้จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคนไทยทั้งประเทศ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีใครได้เห็นแผนแม่บทการออกแบบไม่ว่าจะทางวิศวกรรมหรือชลศาสตร์ หรือการศึกษาข้อมูลว่าการทำทางเลียบเช่นนี้จะมีผู้ใช้งานกี่คน สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอื่นๆ หรือไม่

หากแม้รัฐบาลจะบอกว่าเป็นโครงการเพื่อประชาชนจึงไม่ต้องมีความคุ้มทุน แต่ฐานะทางการเงินของประเทศตอนนี้เป็นอย่างไร จำเป็นต้องเอาเงินหลายพันล้านมาสร้างโครงการนี้หรือไม่ ควรเอาไปช่วยเศรษฐกิจก่อนไหม คือคำถามของนักวิชาการรายนี้

มาริสา สุโกศล หนุนภักดี รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มโรงแรมในเครือสุโกศล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.ธุรกิจเดินเรือบนแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ว่าจะเป็นเรือสินค้า เรือโดยสาร เรือข้ามฟาก หรือเรือสำราญ เนื่องจากโครงการนี้จะทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาแคบลงอีก 10% หรือมากถึง 30% ในบางช่วง ขณะที่แม่น้ำไม่ได้กว้างและมีการจราจรที่แออัดมากอยู่แล้ว จึงส่งผลกับจุดกลับเรือที่ต้องมีการใช้น้ำมันและเสียเวลามากขึ้น รวมถึงผลกระทบกับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้เรือโดยสารกว่า 3-4 หมื่นคนต่อวัน ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีแผนอย่างไรในระหว่างการก่อสร้าง

2.ธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่ง กทม.มีแม่น้ำเป็นจุดขายแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยความสนใจในวัฒนธรรม และทัศนียภาพริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไม่เหมือนประเทศใด มีเสน่ห์ของโรงเรียน วัดวาอาราม โบราณสถานต่างๆ แต่อยู่ดีๆ กำลังจะมีถนนกับตอม่อนับพันต้นมากั้น มีขยะลอยขึ้นลง มีตะไคร่ที่ถูกกักเก็บอยู่ใต้ตอม่อ หากนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วได้ภาพเหล่านี้กลับไป ถามว่ายังจะมีใครอยากมาสัมผัสกับประเทศไทยอยู่หรือไม่ ไม่นับรวมถึงผลกระทบกับพระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราชลมารคอันสวยงาม ซึ่งไม่สามารถหาที่ไหนได้อีกแล้ว

—– เดินหน้าค้าน จ่อใช้กลไก ‘ศาลปกครอง’ —–

ด้าน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฟังเสียงของประชาชนในขณะนี้ เพราะเสียงของประชาชนจะเป็นหลักประกันใน 2 เรื่องคือ 1.ประชาชนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จริง 2.ไม่ให้คนที่อยู่รอบข้างรัฐบาลเข้ามาโกงบ้านโกงเมือง

สำหรับแนวทางหลังจากนี้ นพ.นิรันดร์ แนะนำว่าควรให้มีการร้องเรียนไปยัง กสม. ซึ่งมีอำนาจเชิญทุกหน่วยงานมาซักถามและให้ข้อมูล โดยอาจให้เป็นหน้าที่ของ กสม.จัดเวทีสาธารณะให้หน่วยงานเหล่านั้นมาพบกับประชาชน ป้องกันไม่ให้ประเทศต้องเสียค่าโง่ซ้ำรอยกรณีโฮปเวลล์หรือกรณีคลองด่าน

ในส่วนของ ภารณี สวัสดิรักษ์ ตัวแทนสมัชชาแม่น้ำ กล่าวว่า ความไม่ชอบธรรมที่เห็นได้ชัดเจนจากโครงการดังกล่าวคือความเร่งรีบ ซึ่งผู้ทำโครงการให้เหตุผลว่าเป็นไปเพื่อ 1.ปฏิรูปการจัดการพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 2.ป้องกันการบุกรุกพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ทว่าทั้ง กทม.และกรมเจ้าท่าต่างมีกฎหมายห้ามบุกรุกริมแม่น้ำอยู่แล้ว คำถามคือเหตุใดจึงไม่ใช้แต่กลับจะมาทำโครงการผิดกฎหมายเสียเอง ดังนั้นหากรัฐบาลคิดว่ามีอำนาจที่จะยกเว้นกฎหมายเพื่อตัวเองแต่เอากฎหมายเดียวกันนี้ไปไล่ชาวบ้านออก ก็เตรียมไปเจอกันที่ศาลปกครองได้อย่างแน่นอน

“นอกจากนี้ การดำเนินงานของ สจล.ก็พบว่าไม่ส่งแผนแม่บทตามข้อกำหนดใน TOR ไม่ได้ทำอีไอเอให้เสร็จก่อนการรับงาน ดังนั้นถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะบอกให้หยุดโครงการไปก่อน แต่ทางสมัชชาแม่น้ำก็จะยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น จะยังคงเดินหน้าทวงเงิน 120 ล้านบาทที่จ่ายให้ สจล.ไปแล้ว แต่ได้งานที่ผิดและไม่มีคุณภาพกลับมาด้วย เพราะนายกรัฐมนตรีก็บอกเองว่าการคอรัปชั่นเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้” ภารณี กล่าว