ยื่นสอบ 2 บริษัทที่ปรึกษา ‘ท่าเรือปากบารา’ ชี้ทำงานไม่เป็นกลาง-ส่งเสริมความเกลียดชัง

เครือข่ายชาวสตูลฯ ยื่นหนังสือ รมว.ทส. จี้สอบจรรยาบรรณ 2 บริษัทที่ปรึกษา “โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา” ชี้ไม่ตั้งตัวเป็นกลาง-ทัศนคติเลวร้ายต่อผู้เห็นต่าง

เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ผ่านสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.สตูล เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2560 เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพของบริษัทเอทีที คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัททีม คอลซัลติ้ง เอ็นจิเนียริ่ง แอน แมเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา อ.ละงู จ.สตูล

นอกจากนี้ ทางเครือข่ายฯ ยังเรียกร้องให้มีการสั่งพักใบอนุญาตและหยุดการดำเนินการใดๆ ของทั้ง 2 บริษัทไว้จนกว่าผลการสอบจะถึงที่สุด ซึ่งหากพบว่าบริษัททั้ง 2 มีการกระทำผิด และไม่เป็นไปตามจรรยาบรรณที่กำหนดไว้ในระเบียบโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในฐานะผู้ออกใบอนุญาตแล้ว ก็ขอให้มีการลงโทษไปตามข้อหาความผิดนั้นๆ เพื่อให้เป็นไปตามความเห็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้เคยกล่าวไว้

เนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังสือดังกล่าว ระบุว่า เครือข่ายภาคประชาชน จ.สตูล รู้สึกผิดหวังกับการทำหน้าที่ของบริษัทเอทีทีฯ และบริษัททีมฯ ในฐานะที่ปรึกษาเพื่อจัดทำโครงการศึกษาทบทวนและสำรวจออกแบบรายละเอียดและศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในรายละเอียด (EHIA) ของโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.2559 ระยะเวลาดำเนินการรวม 20 เดือน

ทั้งนี้ เนื่องจาก 1.การตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารไม่เป็นสาธารณะและไม่เปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์ในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างเต็มที่ แต่กลับเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มที่สนับสนุนโครงการเท่านั้น 2.เลือกที่จะสื่อสารเฉพาะด้านและไม่สนใจที่จะให้ความจริงทั้งหมดปรากฏอย่างรอบด้าน 3.ใช้วิธีการทำงานเพื่อให้เสร็จไปทีโดยไม่ได้สนใจกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และในหลายครั้งก็ไม่สนใจหรือไม่เข้าใจวิธีการสร้างพื้นที่การสื่อสารที่ดีและมีศักยภาพ

4.ใช้วิธีการวิจัยหรือการสอบถามความคิดเห็นที่ไม่มีหลักวิชาการรองรับและยังมีลักษณะของการตั้งคำถามชี้นำ และคำถามปลายปิดที่จำกัดการตอบคำถามของกลุ่มเป้าหมาย หวังเพียงผลบรรลุตามแผนงานเท่านั้น 5.วางตัวไม่เหมาะสมไม่เป็นกลางทางวิชาการและกลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง แทนที่จะเป็นตัวแทนรัฐบาลเพื่อมาสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนทั่วไปแต่กลับส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชัง แบ่งฝ่าย และมีทัศนคติที่เลวร้ายต่อผู้ที่มีความคิดเห็นต่าง

6.มีการจัดสรรผลประโยชน์ต่างตอบแทนให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนโครงการอย่างเป็นระบบ โดยการทำสัญญาว่าจ้างเสมือนให้ทำหน้าที่แทนบริษัทที่ปรึกษา และให้คนซึ่งปกติไม่ได้เกาะติดพื้นที่กลุ่มนี้มีการรวมตัวกันเฉพาะกิจเพื่อทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนให้โครงการดังกล่าวดำเนินไปตามที่บริษัทต้องการ หากแต่ดำเนินไปอย่างไร้มาตรฐาน และไม่ได้ใช้รูปแบบวิธีการที่ต้องเป็นไปตามระเบียบของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) อย่างที่ควรจะเป็น

“ทางเครือข่ายฯ มีข้อกังวลต่อการทำหน้าที่ของบริษัทที่ปรึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมถึงวิถีชีวิต สังคมวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก และได้เคยจัดทำข้อเสนอยื่นให้กับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2559 แต่กลับไม่ได้รับความสนใจแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน สผ.ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ก็ไม่เคยเข้ามาติดตามดูแล หรือตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทที่ปรึกษาเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขกระบวนการให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ ก็จะยิ่งสร้างความขัดแย้งที่หนักมากขึ้นในอนาคต” เนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังสือ ระบุ

- Advertisement -