รัฐออก ‘ใบอนุญาต’ ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครอง ‘ยกฟ้อง’ คดีเหมืองแร่เมืองเลย

ภาพจาก: เฟสบุ๊ค เหมืองแร่ เมืองเลย V2

ศาลปกครองกลางพิพากษา “ยกฟ้อง” คดีเหมืองแร่ จ.เลย ภายหลังชาวบ้านร้องรัฐออกประทานบัตรโดยมิชอบ ชี้ รมว.อุตสาหกรรม-อธิบดี กพร. ดำเนินการตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2559 ศาลปกครองกลาง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม มีคำพิพากษายกฟ้อง ในคดีที่ชาวบ้านกลุ่มฅนรักบ้านเกิด ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย จำนวน 598 คน จาก 6 หมู่บ้าน ยื่นฟ้อง รมว.อุตสาหกรรม จำเลยที่ 1 อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จำเลยที่ 2 และบริษัท ทุ่งคำ จำกัด จำเลยที่ 3 เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ในกรณีการออกประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำ อ.วังสะพุง จ.เลย

ทั้งนี้ ศาลปกครองได้วินิจฉัยว่า การออกประทานบัตรของ รมว.อุตสาหกรรม และการออกใบอนุญาตและต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมของอธิบดี กพร. แก่บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งได้มีการควบคุมการประกอบกิจการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม หรือเกิดอันตรายตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 แล้ว ดังนั้นการที่ รมว.อุตสาหกรรม และอธิบดี กพร. ไม่เพิกถอนประทานบัตรและใบอนุญาตประกอบโลหกรรม จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

อนึ่ง คดีดังกล่าว นายสราวุธ พรมโสภา ที่ 1 กับพวกรวม 598 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เมื่อปี 2556 โดยขอให้เพิกถอนใบประทานบัตร ใบอนุญาตประกอบโลหกรรม และคำขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรม ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด รวมทั้งเพิกถอนหนังสือยินยอมให้เข้าใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื่องจากใช้ดุลยพินิจในการออกใบอนุญาตดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2559 ศาลปกครองกลางได้นัดแถลงปิดคดี โดยตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า ขั้นตอนการยื่นขอประทานบัตร และใบอนุญาตประกอบโลหกรรมของบริษัท ทุ่งคำ ทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะไม่มีราษฎรคัดค้านเมื่อมีการปิดประกาศ และสภาองค์การบริการส่วนตำบล (อบต.) ได้อนุมัติเห็นชอบให้มีการทำเหมืองแร่ โดยรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก็ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนกรณีที่ราษฎรกล่าวอ้างว่าเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตุลาการได้อ้างอิงถึงงานวิจัยที่ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการปนเปื้อนสารหนูตามธรรมชาติสูงอยู่แล้ว และรายงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์ฯ ยังพบว่าสารปนเปื้อนที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการประกอบกิจการเหมืองแร่แต่เป็นกิจกรรมทั่วไปของชาวบ้าน ขณะที่ส่วนสารปรอทที่พบจากการตรวจเลือดของชาวบ้านนั้น ไม่น่ามีส่วนเกี่ยวข้องเพราะเหมืองไม่ได้ใช้สารปรอทในการดำเนินงาน