ม.44 ระงับกิจการ ‘เหมืองทอง’ ทั่วประเทศ ‘อัครา’ เลิกจ้างพนักงานทุกคน – ชดเชยตามกม.

ม.44 ระงับกิจการ ‘เหมืองทอง’ ทั่วประเทศ ‘อัครา’ เลิกจ้างพนักงานทุกคน – ชดเชยตามกม.

“บิ๊กตู่” ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ใช้ ม.44 ระงับการดำเนินการเหมืองทองทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2560 เป็นต้นไป พร้อมสั่ง 4 กระทรวงวิเคราะห์ปัญหา-เสนอแผนยุทธศาสตร์จัดการแร่ทองคำ ด้าน “อัคราฯ” แจงเลิกจ้างพนักงานสิ้นปีนี้-เยียวยาตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2559 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 72/2559 เรื่องการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดมาตรการในการป้องกันและระงับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โครงการเหมืองแร่ทองคำ รวมทั้งกำหนดมาตรการฟื้นฟูผลกระทบ

สำหรับคำสั่งดังกล่าว ได้สั่งระงับการอนุญาตให้สำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงการต่ออายุประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำ และการต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมแร่ทองคำไว้ ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับประทานบัตรและใบอนุญาตต่างๆ ไปแล้ว ให้ระงับการประกอบกิจการไว้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2560 เป็นต้นไป โดยผู้ประกอบการยังคงมีหน้าที่ในการฟื้นฟูพื้นที่ ตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ทั้งนี้จนกว่าคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติจะมีมติอื่น

นอกจากนี้ สั่งให้กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กำกับดูแลการฟื้นฟูพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ กระทรวงแรงงาน (รง.) ดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการระงับการประกอบกิจการ โดย อก. ทส. สธ. และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จะต้องตรวจสอบ วิเคราะห์ และวินิจฉัยข้อเท็จจริงและปัญหา พร้อมทั้งเสนอมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำ

ทั้งนี้ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่ได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ ที่กระทำตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต จะได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แต่ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการ และในกรณีเห็นสมควร นายกรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง อาจเสนอให้ คสช.แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

อย่างไรก็ตามภายหลังคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับดังกล่าวประกาศใช้ นายเกรก ฟาวลิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรี จ.พิจิตร ได้ออกแถลงการณ์โดยระบุว่าบริษัทฯ รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่มีการประกาศใช้คำสั่งนี้ และทำให้บริษัทฯ จำต้องยื่นจดหมายเลิกจ้างให้กับพนักงานทุกคน โดยจะมีผลทันทีในวันที่ 31 ธ.ค.2559 และวันที่ 31 ม.ค.2560 และ 28 ก.พ.2560 ในบางส่วน

แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า บริษัทฯ จะทำการรับผิดชอบจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างงานให้กับพนักงานทุกท่านตามที่กฎหมายระบุไว้อย่างครบถ้วนทุกประการ ซึ่งพนักงานจะได้รับเงินค่าเลิกจ้างสูงสุดถึง 300 วัน สำหรับพนักงานที่ร่วมงานกับบริษัทฯ มาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเงินจำนวนเหล่านี้จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแก่เพื่อนพนักงานทุกท่านได้

“บริษัทอัครา รีซอร์สเซส ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ และถูกต้องเสมอมา เราขอยืนยันว่า เราไม่เคยดำเนินการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนที่เราเปิดดำเนินการ ชุมชนที่เราอยู่อาศัยเลย” ตอนท้ายของแถลงการณ์ ระบุ

วันเดียวกัน นายพิษณุ เสนาวิน รอง ผวจ.พิจิตร ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือคนงานจากเหมืองแร่ทองคำ โดยข้อมูลจากกระทรวงแรงงานตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. ถึง 9 ธ.ค. 2559 บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ เลิกจ้างลูกจ้างแล้วทั้งสิ้น 58 คน และบริษัทรับเหมางานฯ จำนวน 2 บริษัท เลิกจ้างลูกจ้างแล้วรวม 20 คน

อย่างไรก็ดี หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน อาทิ สำนักงานจัดหางาน จ.พิจิตร ได้รับขึ้นทะเบียนลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง จำนวน 56 คน ในจำนวนนี้มีลูกจ้างเข้าสู่การทำงานในสถานประกอบการแล้ว จำนวน 4 คน รวมทั้งได้มีการฝึกอาชีพให้คำแนะนำด้านอาชีพแก่แรงงานด้วย ด้านศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดพิจิตร ได้มีการจัดฝึกอบรมอาชีพด้านช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า การทำขนม การเย็บจักรอุตสาหกรรม การตัดเย็บเสื้อผ้า การนวดเป็นต้น เพื่อเพิ่มทางเลือกอาชีพอื่นนอกจากการทำเหมืองอีกด้วย