เปิดศึกน้ำท่วม ‘โบ้ยกันเละ’ ภาพสะท้อนการเรียนรู้สังคมไทย ?

… สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม

 

          เรียกได้ว่า “ซัดกันนัว” เพื่อเอาตัวรอด ภายหลังปริมาณน้ำทะลักตลิ่งเอ่อท่วมในหลายพื้นที่

          ล่าสุด “จ.พระนครศรีอยุธยา” เปิดศึกกับ “กรมชลประทาน” โดย เรวัต ประสงค์ รองพ่อเมืองกรุงเก่า พูดเป็นนัยว่า ชาวบ้านจำนวนมากกำลังไม่พอใจที่กรมชลไม่เปิดประตูระบายน้ำ

          “ทางจังหวัดทำหนังสืออย่างเป็นทางการแจ้งให้อธิบดีกรมชลประทานไปตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว ถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 1 เดือน กรมชลประทานก็ยังไม่เปิดประตูน้ำเพื่อให้น้ำหลากเข้าทุ่งนาแก้มลิงธรรมชาติ” เรวัต ระบุ

          ทางด้าน “กรมชลประทาน” ก็มีคำอธิบาย โดยรองอธิบดี ทองเปลว กองจันทร์ ชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่ปล่อยน้ำเข้าสู่ทุ่งนาหรือแก้มลิง เพราะยังมีเกษตรกรรอเก็บเกี่ยวผลผลิตจนถึงปลายเดือน ก.ย.นี้

          มากไปกว่านั้นก็คือ ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ต้นเดือน ต.ค.จะเกิดฝนตกหนักอีกครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง จึงต้องเตรียมพื้นที่แก้มลิงไว้รองรับน้ำเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมเป็นวงกว้าง

          ต่างคนต่างมุม แลกคนละหมัด แบบไร้ข้อสรุป

          ระเบิดศึกคู่ที่สอง “จ.ปทุมธานี” เปิดหน้าชก “กรุงเทพมหานคร” (กทม.) ภายหลังมวลน้ำเดินทางเข้าสู่พื้นที่ ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี แนวเขตประชิดดอนเมือง กทม.

          “จนถึงตอนนี้ กทม.ยังไม่เปิดประตูระบายน้ำให้น้ำจากคลองเปรมประชากรเข้าสู่พื้นที่ กทม.” เลิศศักดิ์ บุนนาค รองนายกเทศมนตรี ต.หลักหก ระบุ

ฉะนั้นสิ่งที่ จ.ปทุมธานี พอจะทำได้คือเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม และภาวนาไม่ให้ฝนตกเพิ่ม

          ส่วนทาง กทม.ก็ย่อมมีเหตุผลในการตัดสินใจ

          วรรณดี สนชัย ผู้อำนวยการเขตดอนเมือง บอกว่า คลองเปรมประชากรเป็นคลองสายหลักในการระบายน้ำ แต่ขณะนี้มีปริมาณน้ำเป็นจำนวนมากจนเป็นอุปสรรคในการระบาย

          สอดคล้องกับ เบญทราย กียปัจจ์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. ที่บอกว่า ขณะนี้คลองเปรมประชากรมีระดับน้ำที่ค่อนข้างสูง จึงต้องติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่ม รวมถึงเครื่องสูบน้ำชั่วคราวที่คลองเปรมฯ ฝั่งใต้ เพื่อระบายตอนฝนตกหนัก

          ราวกับว่า กทม.เอง ก็ยังจะเอาตัวไม่รอด

          ท่ามกลางความสับสน ไม่เชื่อมั่น และหวาดระแวง กับพบว่า “สงครามน้ำลาย” ก็ยังไม่จบสิ้น

อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เปิดแถลงข่าวอัด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าหาก ยิ่งลักษณ์ บริหารจัดการน้ำเป็น และไม่มีเรื่องทุจริต ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมอย่างปี 2554

          ขณะที่ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ ตอกกลับว่า ปมปัญหาเกิดขึ้นในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งขณะนั้น ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่ง

          ก่อนหน้านี้เพียง 2 วัน คนในรัฐบาลอย่าง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เข้ามาคลุกวงในด้วยการให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่ต้องดำเนินคดีกับ ยิ่งลักษณ์ เป็นเพราะมีข้อครหาเรื่องงบประมาณไม่โปร่งใส ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องรอการพิสูจน์

          ระหว่างที่สถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไป ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ มติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ให้เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ระบายน้ำเพิ่มขึ้น และให้เพิ่มการพร่องน้ำเขื่อนป่าสักฯ เขื่อนแควน้อย รับมือฝนตกหนักต้นเดือน ต.ค.นี้

          ผลพวงจากการระบายน้ำเพิ่มและพร่องน้ำเพิ่ม จะทำให้มวลน้ำเดินทางมายัง จ.พระนครศรีอยุธยา มากขึ้นอีก นั่นก็หมายความว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะมากขึ้น

          สุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า แม่น้ำเจ้าพระยารับน้ำได้ถึง 3,500 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ขณะนี้มีปริมาณเพียงแค่ 1,400 ลบ.ม.ต่อวินาทีเท่านั้น ที่สำคัญก็คือขณะนี้ยังมีพื้นที่อีกว่า 2 ล้านไร่ที่รอการเก็บเกี่ยว จึงยังไม่มีการปล่อยน้ำเข้าทุ่ง ฉะนั้นปริมาณน้ำที่ระบายผ่าน กทม.ในปีนี้ จะไม่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างแน่นอน

          สัญญาณความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฉากหนึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2554

          คำถามคือ ประเทศไทยได้บทเรียนอะไรจากอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์บ้าง ?

ภาพจาก: โพสต์ทูเดย์