“ศึกชิงน้ำ” การเสียสละอีกครั้งของภาคเกษตร

…ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล (เรื่อง/ภาพ)

 

“เกิดมาเพิ่งเคยเห็น น้ำในคลองลำปลาทิวไหลขึ้นเหนือ”

ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ หลังเห็นกระทงลอยตามน้ำขึ้นไปทางทิศเหนือ

คืนนั้นคืนจันทร์เพ็ญ เดือน 12 วันลอยกระทงปี 2558

นับแต่ช่วงหัวค่ำแล้วที่เรือนแถวไม้โบราณเลียบตลาดเก่าริมน้ำหัวตะเข้เริ่มคึกคัก ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวพากันเข้าร่วมกิจกรรม “ชมคลอง มองจันทร์” ดังเช่นทุกปี

แต่มาปีนี้นอกเหนือจากความรื่นเริงสนุกสนาน ชาวบ้านย่านลาดกระบังกลุ่มหนึ่งกลับสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลำน้ำ โดยเฉพาะน้ำในคลองลำปลาทิวซึ่งตามปกติจะไหลลงจากทิศเหนือ เข้าสู่คลองประเวศบุรีรมย์และคลองหัวตะเข้ตรงจุดบรรจบที่เรียกว่า “สี่แยกหัวตะเข้”

นักท่องเที่ยวทั่วไปคงไม่รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ แต่สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนี้มานาน ต่างพากันตั้งคำถามและชี้ชวนดูหมู่กระทงที่ลอยอยู่บนผิวน้ำด้วยความประหลาดใจ

ภาพที่เห็นไม่ต่างอะไรกับ “กระทงหลงทาง”

“ตามธรรมชาติน้ำในคลองลำปลาทิวจะต้องไหลลงมายังคลองประเวศบุรีรมย์ สังเกตได้จากกอผักตบชวา หรือแม้แต่เศษขยะพัดพามากับน้ำ”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนวันลอยกระทงคือ น้ำไหลทวนทิศ ย้อนคลองลำปลาทิวสวนขึ้นทิศเหนือ หอบเอากระทงหลงทางไปด้วยกัน

“เห็นแล้วมันน่าสงสัย…เกิดอะไรขึ้นกันแน่” – เสียงชาวบ้านเซ็งแซ่

ค่ำคืนแห่งความรื่นเริงใต้ดวงจันทร์ทอแสง ผ่านไปพร้อมข้อสงสัยของชาวบ้านที่บอกว่าไม่เคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน

 

—– พื้นที่ชุ่มน้ำและทุ่งท้องนา —–

นับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2470 เป็นเวลาเกือบ 90 ปีมาแล้วที่ “อำเภอแสนแสบ” จังหวัดมีนบุรี ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “อำเภอลาดกระบัง” เมื่อมีการยุบรวมจังหวัดมีนบุรีไปขึ้นกับจังหวัดพระนคร

จนต่อมามีการผนวกรวมจังหวัดพระนครเข้ากับจังหวัดธนบุรี กลายเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ที่เปลี่ยนชื่อเป็นกรุงเทพมหานครในเวลาต่อมา รวมทั้งมีประกาศให้เปลี่ยนคำว่า “อำเภอ” เป็น “เขต” อำเภอลาดกระบังจึงกลายเป็น “เขตลาดกระบัง” นับตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2515

เขตลาดกระบังตั้งอยู่ชานเมืองกรุงเทพมหานครด้านตะวันออก ทิศเหนือติดเขตมีนบุรีและเขตหนองจอก ห่างออกไปทางตะวันออกติดอำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา และอีกส่วนหนึ่งอยู่ติดกับอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

เขตลาดกระบังมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 77,406 ไร่ สภาพทั่วไปเป็นท้องไร่ท้องนา พื้นที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ในช่วงน้ำหลากจึงมักเกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี

เมื่อเปิดดูแผนที่เขตลาดกระบัง จะเห็นเส้นสีฟ้าสัญลักษณ์แทนคูคลองกระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในแขวงทับยาว แขวงขุมทอง แขวงลำปลาทิว นับเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” คนเมืองกรุงที่ไม่เคยเดินทางไปย่านนั้นอาจแปลกใจว่า กรุงเทพฯ ยังมีทุ่งนาหลงเหลืออยู่ด้วยหรือ

ด้วยคูคลองที่มีอยู่ถึง 65 สาย ทั้งคลองหลักที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน เช่น คลองประเวศบุรีรมย์ คลองหัวตะเข้ คลองลำปลาทิว และคลองซอยที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักการระบายน้ำ กทม. เช่น คลองหนึ่ง คลองสอง คลองสาม รวมทั้งคลองย่อยที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานเขตลาดกระบัง เช่น คลองลำตาแพ่ง คลองลำตาอู ชาวบ้านจึงอาศัยน้ำในคลองเหล่านี้ทำนา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา และการเกษตรอื่นๆ เช่น ปลูกผักกระเฉด ผักแว่น รวมถึงใช้คูคลองในการสัญจรทางเรือ

ข้อมูลจากหนังสือ ลาดกระบังไกด์ คู่มือแนะนำแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญของเขตลาดกระบัง จัดทำโดยสำนักงานเขตลาดกระบัง ในหัวข้อ “พื้นที่ชุ่มน้ำอยู่ที่นี่” แสดงภาพแปลงข้าวนาปรังอันกว้างขวาง และปลาชนิดต่างๆ ที่หาได้ในท้องทุ่งและคูคลอง นอกจากนี้ยังมีภาพไลเคน (Lichen) สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ เกิดจากราและสาหร่าย พบได้ในพื้นที่ชุ่มชื้นและอากาศบริสุทธิ์เท่านั้น และยังมีหิ่งห้อยน้ำจืดชนิด Luciola aquatilis ซึ่งเป็นชนิดใหม่ของโลก สิ่งมีชีวิตเหล่านี้พบได้ไม่ยากเลยในเขตลาดกระบัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีบึงน้ำขัง มีใบจอกและดงกกหนาแน่น

เนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือยังระบุว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยรายชื่อแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ของท้องถิ่น ที่ลุ่มแอ่งน้ำจืด ได้แก่ บึง หนองน้ำ ทุ่งหญ้าน้ำท่วมขัง ทุ่งไม้พุ่มน้ำจืด บ่อน้ำ บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งทางระบายน้ำ นาข้าว พื้นที่เกษตรกรรมที่มีน้ำท่วมขังบางฤดูกาล คู คลอง ลำราง ล้วนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญในอนุสัญญาแรมซาร์ และท้องทุ่งท้องนาชานเมืองย่านนี้เหมาะสมกับวิถีเกษตรกรรม

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าลักษณะภูมิประเทศของเขตลาดกระบังจะเหมาะสำหรับทำการเกษตร แต่หลังจากที่มีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังก็ทำให้ชาวบ้านหันไปประกอบอาชีพรับจ้างมากขึ้น และมีประชาชนจากต่างพื้นที่อื่นอพยพเข้ามาอยู่อาศัย

ขณะที่วิถีการดำรงชีวิตของผู้คนส่วนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป ตัวตนของความเป็นลาดกระบังแบบดั้งเดิม ยังคงสะท้อนอยู่อย่างชัดเจนในสัญลักษณ์ประจำสำนักงานเขตลาดกระบังที่ประกอบด้วยรูปหยดน้ำ หมายถึง ความสมบูรณ์ของพื้นที่ซึ่งมีการทำนา ทำสวน บ่อปลา และรูปคลื่น หมายถึง พื้นที่ซึ่งมีคูคลองและมีน้ำอุดมสมบูรณ์

 

—–  “นี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ” —–

พื้นที่ทางฝั่งตะวันตกของถนนฉลองกรุง แขวงลำปลาทิว กลายเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญของเขตลาดกระบังตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 เป็นต้นมา เมื่อมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง โดยผู้พัฒนานิคมฯ คือการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

ในรายงานการศึกษาเรื่อง นิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2554 ซึ่งจัดทำขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ระบุว่า ในกรุงเทพมหานครมีนิคมอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 4 แห่ง ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมบางชัน นิคมอุตสาหกรรมอัญธานี และนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี (โครงการ 2) ซึ่งล้วนแต่เป็นนิคมฯ ที่มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย

ในบรรดานิคมอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังนับว่ามีพื้นที่มากที่สุดคือ 2,559 ไร่ และมีจำนวนโรงงานมากที่สุดคือประมาณ 260 โรง ชนิดของโรงงานอุตสาหกรรมที่มีมากอันดับ 1 คือ กิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม อันดับ 2 อุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่ง อันดับ 3 อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ขณะที่นิคมฯ อื่นมีอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมอัญมณี อุตสาหกรรมแฟชั่น เป็นต้น

หากยังจำกันได้ เมื่อปลายปี พ.ศ.2554 หลายพื้นที่ของไทยเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ ระดับน้ำท่วมลึกและท่วมขังเป็นเวลานาน พื้นที่แถบลาดกระบังรวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังก็ได้รับผลกระทบ

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นมีสถานประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังถูกน้ำท่วม 83 แห่ง ลูกจ้างเดือดร้อน 10,417 คน

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ การสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม เช่น เสริมคันดินโดยรอบให้สูงขึ้นอีก 0.5 เมตร สร้างแนวกระสอบทรายและหินคลุก ปูผ้าพลาสติกคลุมดินเพื่อป้องกันการพังทลายเมื่อถูกน้ำเซาะ รวมถึงปิดกั้นคลองลำแตงโมที่ไหลเข้าสู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมด้วยถุงทราย ส่วนตอนกลางลำแตงโมยังมีการสร้างแนวเขื่อนด้วยวงปูนซีเมนต์และแผ่นคอนกรีตให้มีความสูง 1.2 เมตร เพื่อป้องกันน้ำล้นทะลัก

การหาวิธีป้องกันน้ำท่วมเป็นไปเพื่อปกป้องนิคมอุตสาหกรรมจากความเสียหายทางเศรษฐกิจ เมื่อน้ำลดระดับลงผู้ประกอบการต่างหวังว่าจะเหตุการณ์น้ำท่วมจะไม่เกิดขึ้นอีก

เช่นเดียวกับชาวบ้านที่ประกอบอาชีพอยู่ในภาคเกษตรกรรม ตลอดเวลาที่น้ำท่วมขัง ที่นา บ่อปลา บ่อกุ้งของพวกเขาก็ได้รับความเสียหาย กลุ่มชาวไร่ชาวนาเองยังคงหวังเช่นกันว่าจะไม่ต้องพบเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงซ้ำอีก แต่ดูเหมือนเสียงร้องของชาวไร่ชาวนาจะไม่ดังเท่าไรนัก อาจบางทีเงียบจนแทบไม่มีใครได้ยิน

ทว่าคล้อยหลังไปไม่กี่ปี สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้คนในภาคเกษตรกลุ่มนี้กลับต้องเผชิญปัญหาใหม่ที่สร้างความหนักอกหนักใจและต่างออกไปจากอุทกภัยครั้งก่อนอย่างชนิดพลิกฝ่ามือ

“นี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ”

ภักดิ์ จั่นโต เกษตรกรย่านหลุมบัว แขวงลำปลาทิว ช่วยพ่อแม่ทำนามาตั้งแต่เด็ก ยืนยันว่าเกิดมาไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน นั่นก็คือ น้ำในคลองสาขาของคลองลำปลาทิวลดลงจนแห้งขอด และก่อนหน้านั้นน้ำไหลทวนทิศอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อชาวนาวัยกลางคนสอบถามเพื่อนเกษตรกรที่ทำนาอยู่ในย่านเดียวกันก็พบว่า คนทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินต่างรู้สึกว่าธรรมชาติของน้ำในคูคลองไม่เหมือนเดิมมาสักระยะหนึ่งแล้ว

“พวกเราไม่เคยมีปัญหาขาดน้ำ จะมีบ้างก็แค่ภัยธรรมชาติ แต่ตอนนี้ดูเหมือนเราเจอทั้งภัยธรรมชาติและภัยจากมนุษย์”

หลังออกสำรวจชุมชน พูดคุยและรับฟังเสียงเกษตรกรทั้งหลาย ภักดิ์เริ่มแน่ใจว่า “น้ำที่หายไป” เกิดจากโรงผลิตน้ำของนิคมฯ เริ่มเดินเครื่องสูบน้ำจากคลองลำปลาทิว

 

—– ความจำเป็นของนิคมฯ —–

ลึกเข้าไปในซอยฉลองกรุง 54 ข้ามคลองลำปลาทิวแล้วเลี้ยวซ้าย เป็นที่ตั้งของโรงสูบน้ำแห่งใหม่ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2556

ป้ายชื่อด้านหน้าอาคารระบุ “โรงสูบน้ำ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง”

ด้านหลังโรงสูบน้ำจรดแนวคลองลำปลาทิว มีทางเดินเลียบตลอดแนวคลอง ขนานไปคือแนวท่อประปา นอกจากนี้ยังมีท่อเหล็กอีกท่อหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่โตกว่า ประเมินด้วยสายตาคงไม่ต่ำกว่า 6-7 เท่า ปลายท่อนี้มุดลงใต้คลองลำปลาทิวติดโรงสูบน้ำ

นี่คือท่อสูบน้ำดิบจากคลองลำปลาทิว เพื่อดึงน้ำไปใช้ในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง

ก่อนหน้าที่โรงสูบน้ำ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง จะเริ่มต้นดำเนินโครงการ โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่อยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังต่างใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมจากการประปานครหลวง กระทั่งมีโครงการก่อสร้างระบบผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรมจึงเริ่มมีการสูบน้ำจากคลองลำปลาทิวไปใช้

ข้อมูลจากเอกสาร รายละเอียดโครงการก่อสร้างระบบผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรม สรุปขั้นตอนที่ กนอ. ได้รับอนุญาตให้ดำเนินโครงการนี้ไว้ตามลำดับขั้นว่า

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2552 ได้รับอนุญาตจากสำนักการระบายน้ำ กทม. ให้วางท่อน้ำดิบเลียบคลองลำกอไผ่

วันที่ 20 ตุลาคม 2553 ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่าให้เปลี่ยนสถานีสูบน้ำจาก กม.12+350 เป็น 11+750

วันที่ 21 ตุลาคม 2553 ได้รับอนุญาตจากสำนักงานเขตลาดกระบังให้เปลี่ยนสถานีสูบน้ำจาก กม.12+350 เป็น 11+750

วันที่ 27 ตุลาคม 2553 ได้รับอนุญาตจากกรมชลประทานให้วางท่อน้ำดิบเลียบคลองลำปลาทิวและใช้น้ำในเขตชลประทาน

ต่อมาได้แจ้งกับสำนักงานเขตลาดกระบังว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2557

หมายความว่า โครงการก่อสร้างระบบผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรมนี้มีความคืบหน้ามาเป็นลำดับขั้น ตามวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อลดความเสี่ยงในการจ่ายน้ำประปาให้ผู้ประกอบการ เพิ่มเสถียรภาพในการจ่ายน้ำประปา และถือเป็นการดำเนินการตามนโยบายการแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำบาดาล

ตามรายละเอียดของโครงการนี้ ระบุว่า มีการสร้างสถานีสูบน้ำบริเวณซอยฉลองกรุง 54 ริมคลองลำปลาทิว มีการวางท่อน้ำเหล็ก HDPE ขนาด 500 มิลลิเมตร (20 นิ้ว) เลียบแนวคลองลำปลาทิวและคลองลำกอไผ่ เข้าสู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง น้ำดิบที่ถูก “สูบ” หรือ “ชัก” เข้ามาตามท่อจะถูกส่งเข้าโรงผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งมีกำลังการผลิต 14,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรมโดยใช้ระบบตกตะกอนตามมาตรฐานของการประปา

เชษฐรัชฏ์ จงวนาพิทักษ์กุล เจ้าหน้าที่ตำแหน่ง Group Operation Manager บริษัท GEM Environmental Management Co., Ltd. โรงผลิตน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมแห่งนี้ เล่าว่า “เราสูบน้ำเข้ามาทำให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสำหรับน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม คือเน้นเพื่อการอุปโภค เช่น ซักผ้า รีดผ้า ไม่ได้เน้นการบริโภค”

เชษฐรัชฏ์ เล่าถึงกระบวนการผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรมอย่างสังเขปว่า ทางบริษัทจะสูบน้ำดิบจากคลองลำปลาทิวเข้ามาเติมสารเคมี เพื่อทำให้เกิดการตกตะกอน จากนั้นคัดส่วนที่ไม่ต้องการออกคือส่วนที่ตกเป็นตะกอนนอนก้น แล้วคัดแยกน้ำส่วนที่ใสมาใส่สารคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อ จากนั้นจึงนำเข้าสู่กระบวนการกรอง น้ำที่ผ่านการกรองแล้วจะได้มาตรฐานของการนิคมอุตสาหกรรม สามารถจ่ายให้โรงงานต่างๆ ได้

ถึงแม้ว่านิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังจะอยู่กับชุมชนชาวลาดกระบังมานานเกือบ 40 ปี แต่โครงการสูบน้ำจากคลองลำปลาทิวรูปแบบนี้เพิ่งเกิดขึ้น ถือเป็นการสูบน้ำจากคูคลองตามธรรมชาติในพื้นที่ชลประทานมาใช้ประโยชน์ทางการอุตสาหกรรมด้วยปริมาณมหาศาลเป็นครั้งแรก

ธาดา สุนทรพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง กล่าวถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า เพื่อความมีเสถียรภาพทางทางด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทย เป็นการน้ำมาใช้ประโยชน์ให้กับโรงงานอุตสาหกรรม รองรับในโอกาสที่ต้องมีการขยายตัว ทั้งจำนวนลูกจ้าง การเพิ่มขึ้นของแรงงานในพื้นที่ รวมถึงเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังให้เหตุผลของความจำเป็นในการสูบน้ำจากคลองลำปลาทิวมาใช้ประโยชน์ว่า “เพราะบริเวณลาดกระบังมีลักษณะเหมือนอ่างเก็บน้ำ และเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมบ่อย เราจึงดึงน้ำในคลองลำปลาทิวมาใช้ มิฉะนั้นน้ำทั้งหมดก็จะไหลไปลงคลองเจ๊ก ไปลงคลองต่างๆ แล้วก็เลยไปลงอ่าวไทย น้ำจะถูกทิ้งไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถือเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีมาใช้ให้คุ้มค่า เราสูบน้ำมาใช้ดีกว่าปล่อยทิ้งทะเล”

 

—– สูบสายเลือด ความเจ็บปวดที่เลือกไม่ได้ —–

“ทำโครงการขนาดใหญ่ ทำไมไม่บอกให้ชาวบ้านรู้”

ดาวคะนอง คุณหอม ชาวนาย่านคลองมอญ หรือคลองซอยที่เชื่อมระหว่างคลองลำปลาทิวกับคลองทับยาว ตั้งคำถาม

“เมื่อก่อนน้ำไม่เคยขาด แต่ตอนนี้ เดี๋ยวแห้ง เดี๋ยวแห้ง”

เกษตรกรท้องถิ่น เกิดและเติบโตในพื้นที่ลาดกระบัง อาศัยอยู่ย่านคลองเจ๊ก เล่าว่า ระยะหลังการไหลของน้ำเปลี่ยนไป

“เมื่อก่อนไม่มีหรอกครับ น้ำไหลย้อนกลับมาทางนี้” เขาพูดแล้วชี้ไปทางคลองทับยาว แล้วหันมือกลับมาชี้ทางคลองลำปลาทิว

ชาวนาอายุ 49 ปี เล่าต่ออีกว่า ตามปกติน้ำจะต้องไหลจากลำปลาทิวผ่านคลองมอญและคลองเจ๊กไปยังคลองทับยาว แต่ช่วงหลังน้ำมักไหลย้อนไปทางคลองลำปลาทิว ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลก

ทั้งคลองมอญและคลองเจ๊กต่างก็เป็นคลองซอยที่ได้รับผลกระทบจากการสูบน้ำ ขณะที่คลองย่อยที่อยู่ห่างออกไปยิ่งได้รับผลกระทบหนักกว่า ยิ่งเป็นคลองสายเล็กๆ ที่ไม่ได้ขึ้นกับกรมชลประทาน เช่น คลองลำตาแพ่ง คลองลำตาอู คลองลำตาอิน ที่มีลักษณะตื้นและแคบตามธรรมชาติก็ยิ่งอ่อนไหว

ขณะที่น้ำในคลองหลักของกรมชลประทานที่ถูกสูบน้ำออกไป อาจสังเกตได้ยากว่าระดับน้ำลดลงหรือไม่ แต่น้ำในคลองซอยและคลองย่อยแห้งต่างขอดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีลักษณะแคบและตื้น

“คลองเจ๊กกระทบกว่าคลองมอญ เพราะเป็นที่ดอนกว่า ยิ่งเป็นคลองที่อยู่ห่างออกไปอย่างลำตาอู ลำตาอิน ก็ยิ่งแห้งเร็ว” ดาวคะนองชี้ให้เห็นสภาพพื้นที่ย่านลาดกระบังที่มีคลองกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งคลองสายรองและสายหลัก

ข้อมูลจากเอกสารรายละเอียดโครงการก่อสร้างระบบผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรม ระบุว่า ในแต่ละวันเครื่องจักรของระบบผลิตน้ำในนิคมอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตน้ำดิบถึง 14,000 ลูกบาศก์เมตร ด้วยปริมาณน้ำขนาดนี้ หากนำไปเทียบกับการใช้น้ำเพื่อการเกษตรปลูกข้าว จะมีปริมาณที่ใกล้เคียงกับการสูบน้ำเข้านา 100 ไร่ ให้มีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร

การสูบน้ำจากคลองใหญ่ที่ชาวบ้านอาศัยทำนา ทำให้เกษตรกรหลายครัวเรือนบอกว่าได้รับผลกระทบราวถูกดูดเลือดอย่างช้าๆ ไม่เว้นแม้แต่คนทำบ่อกุ้ง บ่อปลา หรือผู้ที่สัญจรทางเรือ

“ปกติเราใช้น้ำทำบ่อเลี้ยงปลานิล ปลูกต้นไม้ และมีเลี้ยงกุ้งบ้างเป็นรายได้เสริม เดี๋ยวนี้น้ำน้อยลง ไม่ค่อยขึ้นมาสูงถึงระดับที่ควรจะวิดได้” เกษตรผู้เลี้ยงปลาในละแวกวัดอุทัยธรรมารามให้ความเห็น

ขณะที่ สุวัฒน์ พรหมมณีรัตน์ ประธานชุมชนหลวงพรต-ท่านเลี่ยม ย่านหัวตะเข้ บอกว่า แม้ตัวเองไม่ได้เป็นชาวนา ไม่ได้เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา แต่ก็เป็นคนรักแม่น้ำลำคลองคนหนึ่ง

“ถ้ายังแก้ปัญหาให้เกษตรกรไม่ได้ ก็น่าจะหยุดสูบน้ำไปก่อนไม่ใช่หรือ”

สุวัฒน์ก็ไม่ต่างคนทำอาชีพเกษตรกรที่เชื่อว่า ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลพวงจากการสูบน้ำของนิคมอุตสาหกรรม

เอกสารราชการ เรื่อง การกำหนดกฎเกณฑ์การสูบน้ำดิบจากคลองลำปลาทิวในช่วงฤดูแล้ง ที่ส่งถึงผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ลงชื่อ นิเวศน์ ธวัชรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ระบุถึงกฎระเบียบในการสูบน้ำไว้อย่างชัดเจนว่า

1. กรณีระดับน้ำต่ำกว่า -0.30 ถึง -0.50 เซนติเมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง กำหนดให้สูบได้ไม่เกินวันละ 6,000 ลูกบาศก์เมตร

2. ถ้าระดับน้ำต่ำกว่า -0.50 ถึง -0.80 เซนติเมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง กำหนดให้สูบได้ไม่เกินวันละ 2,000 ลูกบาศก์เมตร โดยให้สูบวันเว้นวัน

3. กรณีที่ระดับน้ำต่ำกว่า -0.80 เซนติเมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง กำหนดให้ต้องหยุดการสูบ

4. หยุดสูบในกรณีอื่นๆ นอกเหนือจากข้อ 1 ถึง 3 ตามแต่กรมชลประทานจะเห็นสมควร

แม้จะมีระเบียบข้อบังคับจากทางการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ไม่มีการให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับระดับน้ำ

สืบเนื่องจากเจ้าของโครงการไม่มีการติดตั้งเสาวัดระดับน้ำในพื้นที่สาธารณะให้ชาวบ้านสามารถดูได้อย่างเปิดเผย ทำให้ไม่มีใครรู้ได้ว่าเวลานี้น้ำสูงหรือต่ำระดับใด

“พวกเราอยากรู้ว่าแต่ละวันเขาสูบน้ำเท่าไหร่ เวลาน้ำแล้งเขาหยุดสูบจริงมั๊ย เราจะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีเสาวัด” เกษตรกรคนเดิมตั้งคำถาม

“กรมชลประทานควรมาปักหลักวัดระดับน้ำ และอธิบายวิธีอ่านค่า เปิดเผยระดับน้ำว่าเวลานี้สูงต่ำแค่ไหน ถ้ายังไม่มีหลักวัดมันก็อ้างไม่ได้ หรือถ้าเขาเอาเข้าไปติดตั้งอยู่ข้างในโรงสูบน้ำ ใครจะเข้าไปดูได้”

ครั้งหนึ่งชาวบ้านเคยรวมตัวกันยื่นเจตจำนงว่า ขอให้ทางนิคมฯ หยุดสูบน้ำโดยเฉพาะในหน้าแล้ง แต่ได้รับคำตอบจากตัวแทนโครงการในทำนองว่า เมื่อเริ่มเดินเครื่องจักรแล้วก็ยากที่จะปิดการทำงาน เพราะจะทำให้ระบบของเครื่องจักรได้รับความเสียหายและเสียงบประมาณ

แต่นั่นยังไม่น่าเจ็บปวดใจเท่ากับได้ยินคำกล่าวว่า น้ำในคลองทิ้งไว้ก็ไม่มีประโยชน์

เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในละแวกวัดอุทัยธรรมมารามคนหนึ่งถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้ยินมาว่า “บางคนมองว่าน้ำที่อยู่ในคลองไม่มีคนใช้ เหมือนน้ำรอทิ้งลงทะเลเท่านั้น เขามองน้ำในคลองแถวลาดกระบังนี้เป็นของเหลือทิ้ง ถึงได้อ้างสิทธิ์ที่จะมาดึงน้ำไป มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เขาไม่ได้มองเห็นคุณค่าของเกษตรกรเลย”

เรื่องการติดตั้งเสาวัดระดับน้ำ เชษฐรัชฏ์ ในฐานะตัวแทนโรงผลิตน้ำ ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ตามแผนการติดตั้งจะเริ่มภายในเดือน กรกฎาคม 2559 โดยมีการสำรวจเบื้องต้นแล้วว่าจะติดตั้งตามจุดใหญ่ๆ ที่ผู้คนเห็นได้ชัด เช่น หน้าวัดสุทธาโภชน์ และอีก 5-6 จุดตามแนวคลองลำปลาทิว หรืออาจเป็นคลองเจ๊ก คลองมอญ ซึ่งตำแหน่งในการติดตั้งจะต้องพิจารณาร่วมกับตัวแทนชุมชน รวมถึงกรมชลประทาน

ขณะที่ ธาดา สุนทรพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ยืนยันว่า การสูบน้ำเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมชลประทานอย่างเคร่งครัด

“เราขออนุญาตใช้น้ำในคลองจากกรมชลประทาน กรมชลประทานก็มีข้อกำหนดในการสูบน้ำมาให้เรา มีการทำสัญญาว่าสามารถสูบน้ำปริมาณเท่าไหร่ รวมทั้งมีการติดตั้งมิเตอร์หรือมาตรวัดน้ำ เราต้องจดบันทึกเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่สูบมาใช้ส่งให้กรมชลประทานทุกเดือน ทางกรมชลประทานก็ต้องมาตรวจสอบว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่”

พร้อมกันนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2559 มีหนังสือจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตรขอให้งดการสูบน้ำในคลองลำปลาทิว

เนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า ด้วยสถานการณ์ภัยแล้งในปัจจุบันนี้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตรมีความจำเป็นต้องสงวนน้ำในทางน้ำชลประทานไว้สำหรับประชาชน จึงใคร่ขอความร่วมมือจากท่านให้หยุดสูบสูบน้ำจากคลองลำปลาทิวเป็นการชั่วคราว เมื่อสถานการณ์ภัยแล้งได้ผ่านไปแล้ว จะแจ้งให้สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังดำเนินการใช้น้ำในคลองลำปลาทิวได้ต่อไป

ในกรณีนี้ ธาดาชี้แจงว่า ทางสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมได้มีคำสั่งให้หยุดการสูบน้ำ ก่อนที่จะได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำไป เนื่องจากคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรในพื้นที่

อย่างไรก็ดี เขายังเชื่อมั่นว่า การสูบน้ำมาใช้ในการอุตสาหกรรมนั้นไม่น่าเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำในคลองต่างๆ ลดลงจนตื้นเขิน โดยให้เหตุผลว่าน้ำดิบที่ถูกสูบมามีปริมาณน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำทั้งหมดในคลองลำปลาทิว

หากพิจารณาตามตัวเลข คลองลำปลาทิวตลอดทั้งสายมีความกว้างเฉลี่ย 35 เมตร ก้นคลองกว้างเฉลี่ย 12-15 เมตร และมีความยาวคลอง 17.5 กิโลเมตร จึงมีความจุน้ำสูงสุดอยู่ที่ 1,534,000 ลูกบาศก์เมตร การที่สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำในอัตราสูงสุด 18,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันนั้น คิดเป็นอัตราส่วนเพียงร้อยละ 1.17 ของความจุน้ำสูงสุดในคลองทั้งสาย

 

—– ศึกชิงน้ำ ความขัดแย้งยังไม่สิ้นสุด —–

เหตุการณ์แย่งชิงน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคการเกษตร รวมถึงกลุ่มชาวบ้าน ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ลาดกระบัง หลายพื้นที่โดยเฉพาะที่มีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมต่างก็ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ยกตัวอย่างในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง

การกระทบกระทั่งของผู้ใช้น้ำทั้งสองฝ่ายเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2548 ปีนั้นจังหวัดระยองประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมขาดแคลนน้ำ จึงมีการสร้างโรงสูบน้ำเพื่อดึงน้ำจากคลองน้ำหูเข้าไปใช้ในนิคมฯ

คลองน้ำหูเป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญต่อผู้คนถึง 6 ชุมชน ภายหลังมีโครงการสูบน้ำเข้าไปในนิคมฯ ทำให้น้ำแห้งขอดลงจนชาวบ้านไม่มีน้ำใช้ บ่อยครั้งน้ำในบ่อดินแห้งจนน้ำทะเลไหลซึมเข้ามา เป็นปัญหาต่อเนื่องราวแผลเรื้อรังยาวนานมานับสิบปี

น้อย ใจตั้ง อายุ 75 ปี สมาชิกเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2558 ว่า คลองน้ำหูเกิดมาก่อนที่จะมีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ชาวบ้านได้พึ่งพาเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรมานาน แต่หลังเกิดปัญหาภัยแล้งเมื่อปี 2548 ก็มีการตั้งโรงสูบน้ำในคลองไปช่วยภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องมาถึงสิบปี

ทุกวันนี้ยังมีการสูบน้ำเอาไปใช้ในโรงงาน และชาวบ้านยังคงเดือดร้อนเพราะไม่มีน้ำใช้ ทั้งที่หลักเกณฑ์ในการสูบน้ำจากประตูระบายน้ำคลองราหูเข้าไปในระบบท่อรวมของการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กำหนดไว้ว่าต้องทำในช่วงที่คลองน้ำหูมีระดับน้ำสูงกว่า 2 เมตร หากต่ำกว่า 2 เมตร ต้องหยุดสูบ

น้อย เป็นชาวบ้านคนหนึ่งที่ใช้น้ำในบ่อดินเพื่ออุปโภคบริโภคและทำเกษตรมานาน เขาพบปัญหาที่ใหญ่หลวงว่า ถึงแม้น้ำในบ่อจะเริ่มแห้ง แต่ก็ยังมีการสูบน้ำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เหมือนมองไม่เห็นความทุกข์ร้อนของชาวบ้าน

ขณะที่ ถัด เพาะปลูก เกษตรกรอีกราย กล่าวว่า ปัญหาน้ำในคลองน้ำหูสร้างความขัดแย้งขึ้นในชุมชน จากจุดเริ่มต้นที่ทางนิคมฯ ประสบปัญหาภัยแล้ง จนมีหน่วยงานมาขอตั้งโรงสูบน้ำ

“แต่ต่อมาการสูบน้ำของโรงสูบกลับส่งผลเสียต่อชาวบ้าน จึงขอเสนอว่าถ้าเป็นไปได้ให้ตัดท่อสูบน้ำที่โรงสูบน้ำ จะได้หมดปัญหาแย่งชิงน้ำระหว่างชาวบ้านกับโรงงานอุตสาหกรรม”

เหตุการณ์ความรุนแรง การกระทบกระทั่งระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรและชาวบ้าน หากจะนับว่ามีข้อดีอยู่บ้างก็น่าจะเป็นบทเรียนให้กับการประกาศตั้งเขตพื้นที่อุตสาหกรรมในโอกาสต่อไป

ยกตัวอย่างนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีที่วันนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้น ชาวบ้านได้รวมกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความห่วงกังวลถึงความเสี่ยงเรื่องการถูกแย่งน้ำอย่างกว้างขวาง กระทั่งทางนิคมอุตสาหกรรมยอมประกาศว่า จะหาน้ำใช้จากแหล่งอื่นแทน จากเดิมจะดึงน้ำจากหนองนาตาล เปลี่ยนมาใช้น้ำในโครงการและจากการประปาส่วนภูมิภาค

หรืออย่างกรณีโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษตากที่จะมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรม ชัยวัฒน์ วิทิตธรรมวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก กล่าวยืนยันอย่างชัดเจนว่า “แม่น้ำเมยเป็นแม่น้ำสายเดียวที่ชาวอำเภอแม่สอดใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตน้ำประปา เหมาะสมหรือไม่ที่จะเอานิคมอุตสาหกรรมไปตั้งอยู่ประชิด และในฤดูแล้งน้ำในแม่น้ำเมยก็ไม่พอสำหรับทำการเกษตรอยู่แล้ว ถ้ามีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมมันก็จะยิ่งทำให้มีปัญหา”

 

—– เลือดยังคงไหลเวียน —–

ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากปล่อง มองเห็นจากระยะไกล เนื่องจากในพื้นที่ย่านลาดกระบังแทบไม่มีตึกสูง

นับตั้งแต่โรงงานผลิตพลังงานไอน้ำและไฟฟ้าขนาดเล็ก พื้นที่ 11 ไร่ ภายในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังเริ่มเดินเครื่อง ก็ทำให้เกิดกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากปล่องของโรงงานแห่งนี้อยู่แทบจะตลอดเวลา

กลุ่มควันสีขาวหนาแน่นบนท้องฟ้า กลายเป็นหมุดหมายบอกว่า นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังตั้งอยู่ตรงไหน

พื้นที่บริเวณนั้นคือ ที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 200 โรงงาน สร้างงานไม่ต่ำกว่า 50,000 อัตรา หนึ่งในนั้นคือโครงการก่อสร้างระบบผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรมที่สูบน้ำจำนวนมหาศาลขึ้นจากคลองลำปลาทิว

ไม่ห่างกันสักเท่าไร ไกลออกมาคนละฝั่งถนน ข้ามเขตหมู่บ้านเข้าสู่พื้นที่ทำนากว้างขวาง ชาวนากลุ่มหนึ่งกำลังหาทางวิดน้ำเข้าแปลงนา อีกกลุ่มหนึ่งกำลังชั่งใจว่า จะเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกครั้งใหม่ดีหรือไม่

ภักดิ์ จั่นโต ประธานชุมชนประชาอุทิศ เคยกล่าวถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่เกษตรกรรมย่านลาดกระบังเอาไว้ว่า “เราไม่ได้ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมหยุดทำหรอกนะ แต่ขอให้นึกถึงปัญหาของเราบ้าง จะให้พวกเรารับมืออย่างเดียวเลยมันก็ไม่ไหว ไม่มีน้ำจะทำนา เราเคยเสนอไปว่าให้มีการพักสูบน้ำ หรือขอให้หาทางขุดลอกคลองให้ลึกกว่านี้ ถ้ามองเห็นความเดือดร้อนของกันบ้าง คนที่ทำงานโรงงานกับคนที่อยู่ในภาคการเกษตรมันก็พอจะอยู่ด้วยกันได้”

แต่เสียงป่าวร้องออกไป ดูเหมือนจะดังก้องอยู่ในทุ่งนา

ฤาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำจากคลองสายต่างๆ ที่ถือเป็นเส้นเลือดสำคัญในย่านลาดกระบัง จะเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของการเสียสละอันไม่รู้จบของภาคการเกษตร