“รองเง็ง” ภูมิปัญญาอนุรักษ์พะยูน

…จำนง ศรีนคร

 

คนปักษ์ใต้มีชื่อเรียก “พะยูน” หลายชื่อด้วยกัน บ้างก็เรียกหมูน้ำ หมูดุด เงือก วัวทะเล ดุหยง ตุหยง และดูกอง เหตุที่ชาวบ้านเรียกว่า “หมูน้ำ” หรือ “หมูดุด” อาจมาจากรูปร่างที่อ้วนท้วน อีกทั้งมีขนตามลำตัวและลักษณะการหาอาหารที่แลดูคล้ายหมู ส่วนคำว่า “ดุหยง” หรือ “ตุหยง” มีที่มาจากภาษามาเลเซีย หากแต่คำว่า “พะยูน” เป็นชื่อที่นิยมใช้ทั่วไปในประเทศไทย

มีข้อสังเกตหลายประการว่า คนไทยน่าจะมีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้มาช้านาน อาจเป็นเพราะความน่ารักน่าชังทั้งจากลักษณะรูปร่างและพฤติกรรม

หลักฐานหนึ่งที่สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างคนไทยกับพะยูนคือ การนำชื่อที่ใช้เรียกพะยูนไปตั้งเป็นชื่อสถานที่ต่างๆ ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปโดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล โดยชื่อสถานที่เหล่านี้ถูกเรียกต่อๆ กันมานับเป็นเวลาร้อยๆ ปี อีกทั้งยังปรากฏหลักฐานอยู่ในวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และความเชื่อต่างๆ ที่มีเกี่ยวกับพะยูน

แม้กระทั่งในศิลปะการแสดงพื้นบ้านอย่าง “รองเง็ง” ก็ยังปรากฏร่องรอยความสัมพันธ์ที่เกาะเกี่ยวหลอมรวมอยู่ในเนื้อหาและท่วงทำนองแห่งการร้องรำ หรืออาจเรียกว่าอยู่ในลมหายใจของชาวปักษ์ใต้ริมชายฝั่งทะเลก็คงไม่เกินเลยนัก

 

—– เมื่อหยาดฝนโปรยมา —–

“พะยูน” สัตว์หายากที่พบได้เพียงไม่กี่ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีพะยูนอาศัยอยู่ทั้ง 2 ฝั่งทะเล คือ อ่าวไทย และทะเลอันดามัน

ผลสำรวจในปี 2544 ประเมินว่า ในน่านน้ำจังหวัดตรังมีประชากรพะยูนในพื้นที่ประมาณ 123 ตัว ในปี 2548 รายงานจำนวนพะยูนบริเวณเกาะลิบง-เกาะมุก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เพิ่มมากขึ้นเป็น 126 ตัว แต่จากสถานการณ์และภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ทำให้จำนวนพะยูนในทะเลตรังมีทั้งลดและเพิ่มมาโดยตลอด

ช่วงปี 2554-2555 เป็นอีกช่วงที่สถานการณ์พะยูนในน่านน้ำทะเลตรังอยู่ในภาวะวิกฤติ จนเริ่มมีความเข้มข้นในเรื่องการรณรงค์อนุรักษ์ โดยมีการร่วมมือกันทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และประชาชน โดยเฉพาะที่เกาะลิบง-เกาะมุก รวมถึงหาดยาว หาดเจ้าไหม

ปัจจุบันปี 2559 มีการประมาณการณ์จำนวนพะยูนว่าอาจมีมากกว่า 150 ตัว ในน่านน้ำทะเลตรังซึ่งเป็นฝูงใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี สถานะของพะยูนยังคงอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพะยูนมีอัตราการสืบพันธุ์ต่ำเพียงไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนที่มีอยู่ นอกจากนี้พะยูนยังมีอัตราการตายสูง โดยเฉพาะที่ตรังมีรายงานว่า อัตราการตายของพะยูนสูงถึงประมาณ 15 ตัวในบางปี การตายของพะยูนส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากอวนของประมงพาณิชย์ เนื่องจากในฝั่งอันดามันมีปัญหาผลกระทบจากอวนลากและอวนรุนของเรือประมงพาณิชย์ที่รุกล้ำเข้ามาในเขตชายฝั่ง หลายต่อหลายครั้งได้ทำลายแหล่งหญ้าทะเลและลากติดพะยูนโดยไม่ได้ตั้งใจ

ในสมัยก่อนกระแสการอนุรักษ์พะยูนยังไม่กว้างขวาง จึงมักมีการล่าหรือฆ่าพะยูนอยู่เสมอ โดยจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์พะยูนเกิดขึ้นหลังมี พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ที่จัดให้พะยูนเป็นสัตว์คุ้มครอง ห้ามมีไว้ในครอบครอง ห้ามจับ ดัก ล่อ หรือฆ่าโดยเด็ดขาด

ต่อมาการอนุรักษ์พะยูนเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้นในช่วงประมาณปี 2534-2535 เมื่อสมาคมหยาดฝน จังหวัดตรัง ได้รณรงค์เชิญชวนให้ชาวบ้านในชุมชนชายฝั่งตระหนักและหวงแหนทรัพยากรในท้องถิ่น โดยใช้พะยูนเป็นสัญลักษณ์ในการป้องกันอวนลาก อวนรุน ที่บุกรุกเข้ามาในเขตอนุรักษ์ 3,000 เมตร ซึ่งเป็นแหล่งอันอุดมของหญ้าทะเล โดยกิจกรรมที่เกิดเป็นรูปธรรมคือ การนำหลักไม้มาปักไว้รอบแนวหญ้าทะเลเพื่อเป็นแนวป้องกัน

หลังเกิดกระแสการอนุรักษ์พะยูนอย่างกว้างขวาง กอปรกับจังหวัดตรังเป็นถิ่นอาศัยที่สำคัญของพะยูน ในที่สุดพะยูนจึงกลายมาเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของจังหวัดในการอนุรักษ์ ดังในปี 2539 มีการนำพะยูนไปเป็นสัตว์นำโชคในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 29 หรือ “พะยูนเกมส์”

มหกรรมกีฬาครั้งนั้นทำให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญต่อสัตว์ชนิดนี้ทั่วทุกหัวระแหง มีสัญลักษณ์พะยูนผุดขึ้นทั่วเมือง เช่น รูปปั้นพะยูนคู่หนึ่งที่บริเวณหน้าทางเข้าอควาเรียมของหาดราชมงคล รูปปั้นพะยูนที่ริมหาดฉางหลาง หุ่นสตาฟพะยูนที่อุทยานแห่งชาติเจ้าไหม ที่หาดราชมงคล และที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตรัง อีกทั้งร้านค้า ร้านรวง และสำนักงานหลายแห่งในตัวเมืองตรังต่างนำคำว่าพะยูนไปตั้งเป็นชื่อร้าน มีรูปพะยูนติดตามป้ายต่างๆ เช่น ป้ายหน้าโรงเรียนปาตูดูเป๊ะบนเกาะลิบง ป้ายหน้าอุทยานแห่งชาติเจ้าไหม ข้างรถตุ๊กตุ๊ก ฯลฯ

นับแต่นั้นเมื่อผู้คนเอ่ยถึงจังหวัดตรังก็นึกถึงพะยูนเป็นภาพจำ

 

—– วิวัฒนาการสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ —–

นักธรรมชาติวิทยาเชื่อว่าพะยูนเคยอาศัยหากินอยู่บนบก และมีบรรพบุรุษที่ใกล้เคียงกับบรรพบุรุษของช้างเมื่อราว 55 ล้านปีมาแล้ว กระทั่งพะยูนได้วิวัฒนาการลงไปอยู่ในน้ำและไม่กลับขึ้นมาบนบกอีกเลย พะยูนจึงกลายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่อาศัยอยู่ในทะเล เช่นเดียวกับโลมาและวาฬ

ลักษณะทางกายภาพ พะยูนมีลำตัวมีสีเทาอมชมพูหรือน้ำตาลเทา สีของส่วนท้องจะอ่อนกว่า พะยูนมีขนสั้นๆ ประปรายตลอดลำตัวและมีขนเส้นใหญ่อยู่อย่างหนาแน่นบริเวณปาก มีตาและหูขนาดเล็กอย่างละคู่ ส่วนของหูเป็นรูเปิดเล็กๆ ไม่มีใบหู มีรูจมูกอยู่ชิดกันหนึ่งคู่ รูจมูกมีลิ้นเปิดปิดได้

การแหวกว่ายของพะยูนจะอาศัยครีบด้านหน้าหนึ่งคู่อยู่บริเวณสองข้างของลำตัว หากสังเกตให้ดีจะมีติ่งนมอยู่ด้านหลังของฐานครีบ ซึ่งครีบทั้งสองนี้วิวัฒนาการมาจากขาคู่หน้า เห็นได้จากโครงสร้างภายในครีบที่ประกอบด้วยนิ้ว 5 นิ้ว

ปกติพะยูนจะเคลื่อนไหวค่อนข้างช้า โดยมีอัตราความเร็วเพียง 1.8-2.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหตุผลเนื่องจากพะยูนมีโครงสร้างกระดูกที่หนักและหนาแน่น ซึ่งเหมาะกับวิถีชีวิตที่ต้องอาศัยหากินอยู่บริเวณพื้นทราย

พะยูนไม่มีอาวุธป้องกันตัว มีเพียงลำตัวที่ใหญ่ ผิวหนังที่หนา ซึ่งอาจป้องกันอันตรายจากการกัดหรือทำร้ายจากสัตว์อื่น เช่น ฉลาม ส่วนลูกอ่อนจะมีแม่คอยดูแลใกล้ชิดและอาศัยตัวแม่เป็นโล่กำบังที่ดี

 

—– ร้องรำไปตามเพลง —–

ว่ากันว่าชุมชนริมฝั่งทะเลอันดามันมีเพลงพื้นบ้านที่เรียกว่า “รองเง็ง” และ “ลิเกป่า” ที่มีการผูกโยงเนื้อหาเป็นบทเชิดชูคุณค่าพะยูน ทั้งเปรียบเทียบความรักระหว่างพะยูนแม่ลูก ความรักระหว่างชายหญิง ดังตัวอย่างตอนหนึ่งของเพลงพื้นบ้านรองเง็ง

“คิดถึงสาวกินข้าวไม่ลง ถูกเสน่ห์น้ำตาดุหยง กินข้าวไม่ลง คิดถึงเจ้าทุกเวลา…”

ชาวน้ำหรือชาวเลมีเรื่องเล่ากันว่า คู่พะยูนสองแม่ลูกจะมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง หากลูกพะยูนติดอวนหรือถูกจับไป แม่พะยูนจะเที่ยวตามหาลูกของมัน และชาวประมงก็มักจะจับแม่พะยูนได้อีกตัวในเวลาต่อมา และนั่นคือที่มาของคำว่า “น้ำตาพะยูน”

ความผูกพันระหว่างวิถีชีวิตของคนชุมชนชายฝั่งทะเลหรือชาวประมงพื้นบ้านกับพะยูน ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเพลงร้อง สอดแทรกอยู่ในเนื้อหาของหลายบทเพลง เพื่อความหย่อนใจในยามค่ำคืน หรือยามมีงานบุญในหมู่บ้าน

ชาวบ้านในชุมชนชายฝั่งอันดามันมีการสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องพะยูนและหญ้าทะเล ผ่านวัฒนธรรมพื้นบ้าน ทั้งรองเง็ง ลิเกป่า รวมไปถึงบทเพลงร่วมสมัยไว้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นภูมิปัญญาทางศิลปวัฒนธรรมที่ผ่านการประยุกต์ สั่งสม และสืบทอดต่อกันมาช้านาน

ย้อนไปเมื่อปี 2555 เกิดการรวมตัวกันของชาวบ้านและเยาวชนในชุมชนชายฝั่ง เพื่อร่วมกันผลิต “สื่อเพื่อการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเล” มีทั้งผู้ประพันธ์ ผู้ขับร้อง ผู้เล่นดนตรีรองเง็ง ไวโอลิน และรำมะนา ซึ่งได้ทำการบันทึกเสียงไว้ในรูปแบบซีดีออดิโอ จำนวน 14 บทเพลง ประกอบด้วย รองเง็ง 6 เพลง ลิเกป่า 1 เพลง และเพลงร่วมสมัย 7 เพลง มีผู้เข้าร่วมบันทึกเสียงทั้งหมด 21 คน ประกอบด้วย ชาวบ้าน 14 คน และเยาวชน 7 คน

 

บทเพลงเพื่อการอนุรักษ์พะยูนในอัลบั้ม ศิลปะพื้นบ้านเพื่อการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเล ได้แก่

1. น้ำตาปลาดุหยง ทำนองละอูหาดยาว โดย มะนั่น คงเหล่า

2. ทะเลคือชีวิต โดย เปลื้อง โต๊ะหะ

3. อนุรักษ์พะยูน ทำนองปะหลีหาดยาว โดย บ่าว เหมริน

4. โลมาและพะยูน โดย ด.ญ.สุมณฑา ชุมนาค

5. ชมและอนุรักษ์พะยูน ทำนองละอูกลาย โดย เราะติเยาะ วชิรโกศล

6. หญ้าทะเลขอร้อง โดย หลงสา หลีทิ้ง

7. พะยูนกับหญ้าทะเล ทำนองลิเกป่า โดย สะปี รามคง และมนูญ กำเนิดทอง

8. อนิจจาปลาพะยูน โดย เปลื้อง โต๊ะหะ

9. อนุรักษ์พะยูน ทำนองปะหลีภูเก็ต โดย บู ตาวัน

10. เจ้าไหม โดย หย่าเหตุ หะหวา และเยาวชนบ้านหาดยาวเจ้าไหม

11. อนุรักษ์พะยูน ทำนองละอูใหม่ โดย บ่าว เหมริน

12. น้ำตาปลาพะยูน โดย หลงสา หลีทิ้ง

13. อนุรักษ์พะยูน ทำนอง ปะหลีสตูล โดย บู ตาวัน

14. เสียงครวญจากหญ้าทะเล โดย สิทธิโชค จันทร์ย่อง

 

แนวทางการอนุรักษ์พะยูนของชาวเล นับได้ว่าเป็นการผนวกฐาน “ความรู้ดั้งเดิม” สนับสนุนด้วย “ความรู้ทางวิทยาศาสตร์” โดยชาวประมงจะอาศัยความรู้พื้นฐานจากประสบการณ์เกี่ยวกับสัตว์น้ำและการทำประมง ซึ่งผสมผสานจนกลายเป็นองค์ความรู้ในกระบวนการอนุรักษ์ได้เป็นอย่างดี

นั่นคือการใช้ “ภูมิปัญญาด้านศิลปวัฒนธรรม” และ “ภูมิปัญญาในการรักษาระบบนิเวศ” ที่ทั้งสองส่วนล้วนส่งเสริมซึ่งกันและกัน

 

—– บทเพลงน้ำตาปลาดุหยง —–

“น้ำตาปลาดุหยง” ทำนองละอูหาดยาว เป็นทำนอง “รองเง็ง” ประพันธ์และขับร้องโดย นายมะนั่น คงเหล่า อายุ 64 ปี ชาวบ้านตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

“กาปงแลหนอต้นบงๆ ว่ามาแลสวยเอ๋ยใยโฉมยง ไปเที่ยวเกาะลิบง สวยหนอรูปปลาพะยูน ไปเที่ยวเกาะลิบงแลปลาพะยูน นิจจาบุญหนัก เราช่วยอนุรักษ์กันไว้เอาอย่าให้มันสูญ ไปแลปลาดุหยงอย่าให้สูญจากบ้านเรา…

“กาปงเอ๋ยเจ้าดอกสัก เจ้าดอกสักศิลปินชาวใต้ใยบุญหนัก ช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้อย่าให้เสีย รองเง็งไปตรงไหนเราก็ตามไป เราพี่น้องตามไปช่วยเชียร์ ช่วยกันเชียร์อนุรักษ์กันไว้อย่าให้เสีย ช่วยกันเชียร์เอาไว้คู่บ้านเรา…

“กาปงสวยเอ๋ยเจ้าดอกเร่ๆ คนดีเอ๋ย เจ้าดอกเร่หลบบ้านไม่รอดเสียแล้วเด๋ มาถูกเหน่น้ำตาปลาดุหยง คดข้าวมาหนึ่งหวัก คิดถึงยอดรักสวยหนอกินข้าวไม่ลง กินไม่ลงมาถูกเหน่น้ำตาปลาดุหยง กินข้าวไม่ลงสักคำเดียว…”

 

—– ตำนานลึกลับของหญิงสาวแห่งทะเล —–

องค์ความรู้ของชาวบ้านในชุมชนชายฝั่งจังหวัดตรังที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเล ส่วนใหญ่เป็นองค์ความรู้ที่กลั่นมาจากประสบการณ์ คือจากการพบเห็นด้วยตนเอง สัมผัสด้วยตนเอง ได้รับการบอกเล่าถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งรุ่นพ่อแม่หรือผู้สูงอายุในหมู่บ้าน รวมถึงได้ผสมผสานกับองค์ความรู้จากภายนอกที่ได้รับจากนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน โดยความรู้เหล่านี้รวมกันเป็นความรู้ที่ฝังลึกในกลุ่มชาวบ้าน

ชาวบ้านในชุมชนชายฝั่งจังหวัดตรัง โดยเฉพาะเกาะลิบง เกาะมุก บ้านหาดยาวเจ้าไหม บ้านพระม่วง และบ้านมดตะนอย จะเรียกพะยูนตามภาษามลายูถิ่นว่า “ปลาดุหยง” คำว่า “ดุหยง” ชาวบ้านมีเรื่องเล่าขานกันมาว่า มาจากชื่อของหญิงตั้งครรภ์ที่ลงไปกินหญ้าทะเล

“บังเฉ็ม” หรือ เฉ็ม สาลี วัย 69 ปี ประธานชมรมผู้สูงอายุบ้านมดตะนอย ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง และหัวหน้าวงรองเง็งบ้านมดตะนอย บอกว่า ตำนานพะยูนหรือดุหยง เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาช้านานแล้ว โดยคนโบราณเล่าว่า เดิมทีพะยูนเป็นมนุษย์มาก่อน

“มีสองสามีภรรยาที่อาศัยอยู่ชายฝั่งทะเล ต่อมาภรรยาได้ตั้งท้องและอยากกินของแปลกๆ ตามธรรมชาติของคนแพ้ท้อง ภรรยาต้องการกินหญ้าทะเล สามีก็ไปเก็บมาให้กินทุกวัน จนกระทั่งภรรยาท้องแก่ใกล้คลอด หญ้าทะเลที่สามีหามาให้ไม่เพียงพอกับความต้องการ ภรรยาจึงออกทะเลเพื่อไปหาหญ้าทะเลกินเสียเอง และมัวเพลิดเพลินอยู่จนลืมเวลาว่าน้ำกำลังขึ้น เมื่อถึงเวลาน้ำขึ้นเต็มที่ จึงไม่สามารถกลับขึ้นมาได้

“จนในที่สุดก็กลายร่างเป็นนางเงือกหรือพะยูน ส่วนสามีได้ไปตามหาก็ไม่เจอ จึงกลับมาปรึกษาคนที่มีวิชาอาคมในหมู่บ้าน ได้รับคำแนะนำว่า ให้นำไม้หลักไปปักไว้กลางทะเลแล้วร้องเรียกภรรยา สักพักภรรยาก็ร้องไห้กลับมา แต่ตัวเป็นพะยูนไปแล้ว จึงบอกกับสามีว่าขออยู่ในทะเล จนเกิดเป็นตำนานความเชื่อของน้ำตาพะยูนที่ถูกเอาไปใช้ในเรื่องไสยศาสตร์ รวมถึงนำมาแต่งเป็นบทเพลงพื้นบ้าน โดยเฉพาะเพลง น้ำตาดุหยงในเพลงรองเง็ง”

ด้วยตำนานแต่ครั้งโบราณนี่เองที่ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และถูกบอกเล่าผ่านศิลปะการแสดงพื้นบ้านรองเง็งที่ขับขานร้องรำ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชายฝั่งกับพะยูน หญ้าทะเล รวมถึงทรัพยากรทางทะเล

รองเง็ง เป็นศิลปะการแสดงที่ถูกใช้แสดงในโอกาสสำคัญๆ โดยมีการสอดแทรกบทเพลงเกี่ยวกับพะยูน เป็นภูมิปัญญาสั่งสมมายาวนาน และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการกระตุ้นเตือนเรื่องการอนุรักษ์

ที่บ้านมดตะนอย มีคณะ “รองเง็งโบราณ” ซึ่งสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ และหาชมได้ยากในปัจจุบัน ที่สำคัญมีชมรมผู้สูงอายุบ้านมดตะนอยที่ตั้งวงรองเง็งกันเป็นล่ำเป็นสัน ใครได้มาเห็นเป็นต้องติดตาตรึงใจ และในเนื้อร้องมีการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพะยูนในรูปแบบต่างๆ ทั้งเล่าอย่างตรงไปตรงมา หรือแม้แต่อุปมาอุปไมยเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากร ไปจนถึงความรักของหนุ่มสาว

“รองเง็งที่เราทำกันอยู่ มีหลายเพลงที่เล่าถึงพะยูน เล่าถึงดุหยง เล่าให้คนรุ่นใหม่ ให้เด็กและเยาวชนฟัง เราเริ่มมีเครือข่ายอนุรักษ์เกิดขึ้นในหมู่บ้าน มีนักวิชาการเข้ามาช่วย เรารณรงค์เรื่องเครื่องมือประมงที่คุกคามพะยูน มีข้อตกลงในหมู่บ้านเกี่ยวกับการทำประมงชายฝั่งที่ไม่เบียดบังธรรมชาติ จนวันนี้เครื่องมือประมงที่อาจเป็นภัยต่อพะยูน ชาวบ้านก็เลิกใช้แล้ว” บังเฉ็มบอก

สาเหตุการตายของพะยูนมีทั้งตายตามธรรมชาติ และตายจากภัยธรรมชาติ จากสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน แต่สาเหตุการตายที่สำคัญคือ ฝีมือของมนุษย์ โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย คือเครื่องมือประมงที่ห้ามโดยประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศจังหวัดตรัง และข้อบัญญัติตำบลเกาะลิบง ได้แก่ เบ็ดราไว อวนปลากะเบน อวนทับตลิ่ง อวนปิดอ่าว อวนประกอบด้วยไม้กระทุ้งน้า อวนลาก อวนรุน อวนเข็น เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น เบ็ดราไว เป็นเครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายร้ายแรงกับพะยูน หากพะยูนติดอวนหรือติดเบ็ดราไว จะไม่สามารถไม่ว่ายถอยกลับออกมาได้

อวนลาก อวนรุน อวนลากปลิง ก็เป็นเครื่องมือประมงที่อันตรายเช่นกัน ทั้งผิดกฎหมายและผิดกติกาชุมชน โดยอวนรุนและอวนลากปลิงจะใช้ลากบริเวณน้ำตื้น ซึ่งทำให้ลากติดทั้งพะยูนและหญ้าทะเล อีกทั้งการลากด้วยวิธีนี้ยังขูดหญ้าทะเลขึ้นมาหมด เป็นการทำลายหญ้าทะเลทั้งรากทั้งโคน

 

—– ถ้าพะยูนอยู่ได้ คนก็อยู่ได้ —–

ผศ.อภิรักษ์ สงรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ผู้ทำงานด้านอนุรักษ์พะยูนในท้องทะเลตรัง บอกว่า ปี 2555 พบวิกฤติพะยูนตายถึงกว่า 10 ตัว ซึ่งเกินจากอัตราที่ตั้งไว้ 5 เปอร์เซ็นต์ ตามอัตราการเกิดของพะยูน

“คือเราต้องควบคุมไม่ให้มีการตายเกิน 7-10 ตัว ซึ่งหลังจากนั้นในปี 2556 เครือข่ายทำงานเข้มข้นขึ้นและสามารถลดการตายได้ โดยปัจจุบันจากการสำรวจประชากรพะยูน เราพบว่าสถานการณ์พะยูนเป็นไปในเชิงบวกมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการทำงานทุกภาคส่วน”

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาฯ ระบุอีกว่า ปัจจุบันการทำงานด้านการอนุรักษ์พะยูนในพื้นที่จังหวัดตรังเริ่มมีการขยายเครือข่ายมากขึ้นจากความร่วมมือของหลายๆ ฝ่าย และพบว่าการผสมผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นมีส่วนช่วยได้มาก ในวันนี้ชาวบ้านชายฝั่งมีความรู้ความเข้าใจในคุณค่าของพะยูนมากขึ้น

“จนมีคำกล่าวว่า ถ้าพะยูนอยู่ได้ ทะเลอยู่ได้ ชาวบ้านก็อยู่ได้ แสดงว่าชาวบ้านมีความตระหนักและเข้าใจมากขึ้น เครือข่ายการทำงานด้านอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลจึงมีการส่งต่อความรู้กันในหลายมิติ ทั้งมิติทางนิเวศวิทยา รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องศิลปะการแสดงพื้นบ้านอย่าง รองเง็ง ลิเกป่า

“จุดเริ่มต้นที่สำคัญนั้นมาจากชุมชน เมื่อชุมชนเริ่มตระหนักว่าสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของทะเลตรังคือพะยูน ชาวบ้านจึงเริ่มมีการสร้างกิจกรรมที่เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ใช้ภูมิปัญญาศิลปะการแสดงพื้นบ้านเข้ามามีส่วนช่วย เพื่อบ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างพะยูน ทะเล และชุมชน ผ่านบทเพลงและบทการแสดงต่างๆ”

ผศ.อภิรักษ์ บอกว่า กระบวนการทั้งหมดได้ถูกขยายจากภูมิปัญญาไปสู่การปฏิบัติในเรื่องการประกอบอาชีพประมงของชาวบ้านที่พยายามลดการทำร้ายพะยูน เมื่อมีพะยูนเกยตื้น ชาวบ้านจะรีบเข้าไปช่วยเหลือหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ มีการส่งต่อความรู้กัน หลายชุมชนเริ่มสร้างกิจกรรมรณรงค์ให้ลูกหลานของเขารักพะยูนและดูแลพะยูน ถือว่ามาจากความเข้มแข็งของชุมชนที่ยังมีร่องรอยเรื่องราว มีปราชญ์ มีคนรุ่นเก่าที่มีภูมิปัญญาและถ่ายทอดสู่ลูกหลาน

เมื่อภูมิปัญญาดั้งเดิมเหล่านี้ได้รับการผสมผสานกับองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านวิทยาศาสตร์ จึงทำให้ความเข้มข้นในงานอนุรักษ์มีมากขึ้นและได้ผลมากขึ้น โดยปัจจุบันได้มีการร่วมกันจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลขึ้น เพื่อให้ชุมชนและโรงเรียนในท้องถิ่นได้นำความรู้ไปเผยแพร่ให้แก่เด็กและเยาวชนในงานอนุรักษ์ที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นเอง

“จังหวัดตรังโชคดีที่มีทั้งพะยูนและหญ้าทะเล เราใช้พะยูนเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของทะเลตรัง เมื่อพะยูนอยู่ได้ สัตว์น้ำชนิดอื่นก็อยู่ได้ ชาวบ้านก็สามารถพึ่งพาธรรมชาติได้ ถ้าเรารักษาพะยูนไว้ไม่ได้ ก็เท่ากับทะเลเสื่อมโทรม และสุดท้ายคนก็ใช้ประโยชน์จากทะเลไม่ได้ ดังนั้นการที่ยังมีพะยูนอยู่จึงเป็นสัญลักษณ์วัดความอุดมสมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี” ผศ.อภิรักษ์ กล่าว

สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของพื้นที่หญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหารของพะยูนในปัจจุบัน บรรจง นฤพรเมธี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูด ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ผู้ทำงานด้านส่งเสริมและอนุรักษ์หญ้าทะเล ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนทำกิจกรรมปลูกหญ้าทะเล ระบุ ในปี 2559 มีการสำรวจพื้นที่หญ้าทะเลโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบพื้นที่หญ้าทะเลในน่านน้ำทะเลตรังเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ โดยมีอยู่ราว 3.3 หมื่นไร่ จากเมื่อ 5 ปีก่อนที่มีเพียง 2 หมื่นไร่

ผลจากความร่วมแรงร่วมใจซึ่งถือเป็นมิติใหม่ในงานด้านอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเล พิสูจน์ได้จากการบินสำรวจประชากรพะยูนเมื่อเดือนมีนาคม 2559 โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน ที่ได้ส่งนักวิชาการกลุ่มสัตว์ทะเลหายาก นำโดย ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ นักวิชาการประมงชำนาญการ กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก พร้อมเจ้าหน้าที่และนักบินชาวต่างชาติ นำเครื่องบินเล็กทำการบินสำรวจพะยูนในทะเลตรังเพื่อนับจำนวนประชากรพะยูน และจากการสำรวจประชากรพะยูนดังกล่าวเป็นที่น่ายินดีที่พบฝูงพะยูนเพิ่มจำนวนมากขึ้น

ดร.ก้องเกียรติ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 9 ที่มีการสำรวจทางอากาศต่อเนื่องกัน โดยแต่ละปีที่ผ่านมาพบจำนวนพะยูนอยู่ที่ 120-150 ตัว แต่ปีนี้จากจำนวนที่พบในขั้นต้น คาดว่ามีไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว คืออยู่ที่ 150 ตัวขึ้นไป โดยพบพะยูนฝูงใหญ่จำนวน 3 ฝูง แต่ละฝูงอยู่ที่ประมาณ 10-20 ตัว จนถึงประมาณ 50 ตัว รวมแล้วแต่ละเที่ยวบินพบไม่น้อยกว่า 90 ตัวขึ้นไป

“ปีนี้จากค่าคำนวณประชากรพะยูนทั้งหมด น่าจะเกิน 150 ตัว และพบเห็นพะยูนคู่แม่ลูกจำนวนกว่า 10 คู่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี เป็นข้อมูลที่ดีว่า พะยูนมีการเจริญเติบโตของประชากร” ดร.ก้องเกียรติ ยืนยัน

ถือเป็นความหวังสำหรับสถานการณ์พะยูนที่เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องคงความเข้มข้นในการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้พะยูนอยู่คู่ท้องทะเลตรังและทะเลอันดามันไปอีกนานแสนนาน

ดังคำชาวบ้านในวันนี้ที่เริ่มเข้าใจแล้วว่า “ถ้าพะยูนอยู่ได้ คนก็อยู่ได้”