GMO มั่นคง มั่งคั่ง หรือยั่งยืน

…วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร

 

เช้าวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ประชาชนในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 46 จังหวัดทั่วประเทศ รวมตัวกันบริเวณหน้าศาลากลางแต่ละจังหวัด เพื่อร่วมแสดงพลังคัดค้าน “ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. …” (พ.ร.บ.จีเอ็มโอ) ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จุดศูนย์กลางการเคลื่อนไหวในครั้งนี้คือบริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งกลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคมและผู้ประกอบการภาคเกษตรและอาหาร 122 องค์กร รวมตัวกันยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง ครม. เรียกร้องให้ชะลอการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว พร้อมเสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงร่างกฎหมาย โดยมีตัวแทนจากภาคประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วม

ส่งผลให้ในเวลาต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ให้พักเรื่องดังกล่าวไว้ก่อน พร้อมส่งเรื่องกลับไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้พิจารณาอีกครั้ง ก่อนระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นในตอนนี้ และจะเป็นเรื่องในอนาคต

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวคัดค้าน “สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม” (Genetically Modified Organisms: GMO) ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง และจุดกระแสให้เรื่อง GMO กลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้ง ตลอดระยะเวลาของความขัดแย้งทางความคิดกว่า 20 ปี นับตั้งแต่เทคโนโลยีดังกล่าวได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลกในเชิงพาณิชย์ โดยประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันมาตลอดห้วงเวลาดังกล่าวนั่นก็คือ “ความมั่นคงทางอาหาร”

 

—– จุดเริ่มเทคโนโลยีชีวภาพ วิทยาศาสตร์บรรลือโลก —–

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 ได้มีแนวความคิดของการนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ที่เรียกว่า “พันธุวิศวกรรม” (Genetic Engineering) มาใช้ในการพัฒนาสิ่งมีชีวิต โดยการนำยีนหรือสารพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่ตามปกติไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้ในธรรมชาติ ใส่เข้าไปในอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งเพื่อให้มีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติตามที่ต้องการ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ เรียกรวมๆ ได้ว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMO

ในบรรดา GMO ทั้งหมด สิ่งมีชีวิตที่น่าจะเรียกได้ว่ามีบทบาทกับวิถีชีวิตของมนุษย์มากที่สุดคือ พืช ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อาหารกับวงจรชีวิตประจำวันของผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยมีการนำเทคโนโลยี GMO เข้ามาใช้เพื่อพัฒนาผลผลิตและคุณภาพทางการเกษตรและอาหาร ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นตามบริษัทขนาดเล็กหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วยศักยภาพที่คาดหวังกันว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการเพิ่มปริมาณผลผลิต การเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ การทำให้พืชทนทานต่อสภาพแวดล้อม ทนทานต่อโรค หรือลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น

หลังจากนั้นด้วยกระแสที่บริษัทขนาดใหญ่เข้าซื้อเทคโนโลยีจากบริษัทเล็กๆ เหล่านี้ ซึ่งอาจมาในรูปแบบการซื้อทั้งบริษัท ซื้อเฉพาะสิทธิบัตร หรือควบรวมกิจการ ก็ได้นำพาเทคโนโลยีนี้ออกจากห้องทดลองมาสู่ไร่นา จนใน ค.ศ. 1996 พืชดัดแปลงพันธุกรรมได้เริ่มต้นปลูกในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยพืชชนิดแรกที่ประสบความสำเร็จและนับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเกษตรยุค GMO คือ “ถั่วเหลือง” ที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อให้ต้านทานสารเคมีกำจัดวัชพืช

การเติบโตในช่วงแรกนั้นอยู่ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะขยายไปสู่ประเทศที่มีระบบการผลิตการเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน อาทิ แคนาดา อาร์เจนตินา บราซิล ด้วยอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากระบบการผลิตแบบ GMO นั้นอำนวยความสะดวกกับการผลิตขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เครื่องจักรและสารเคมี ตามด้วยยุทธศาสตร์ที่ต้องการผลักดันให้มีการกระจายไปปลูกในประเทศกำลังพัฒนา

มอนซานโต้ ดูปองท์ ซินเจนทา ไบเออร์ บีเอเอสเอฟ และดาว เคมิคอล คือรายชื่อบริษัทขนาดใหญ่ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “Big 6” แห่งวงการสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและก้าวเข้าสู่ตลาดเมล็ดพันธุ์พืช โดยบริษัทที่กล่าวได้ว่าเป็นยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งและเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ “มอนซานโต้” ซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ในพืชพืชดัดแปลงพันธุกรรมของโลก และเป็นเจ้าของสิทธิบัตรสารเคมีกำจัดศัตรูพืชยอดนิยมอย่าง “ไกลโฟเซต” หรือในชื่อการค้าว่า “ราวด์อั้พ” อีกทั้งเจ้าของสิทธิบัตรเมล็ดพันธุ์พืชต้านทานสารไกลโฟเซตที่มีชื่อการค้าว่า “ราวด์อั้พเรดดี้”

 

—– ก้าวเดินของเส้นทาง GMO ในประเทศไทย —–

GMO ได้ก้าวเข้ามาสู่ประเทศไทยครั้งแรกใน พ.ศ. 2538 โดยกรมวิชาการเกษตรได้อนุญาตให้บริษัทมอนซานโต้ทำการปลูกทดลองฝ้าย GMO ที่มีฤทธิ์สร้างพิษฆ่าแมลง (ฝ้ายบีที) ก่อนที่ต่อมาใน พ.ศ. 2540 กรมวิชาการเกษตรจะเป็นผู้นำเข้ามะละกอ GMO ที่มีฤทธิ์ต้านทานโรคไวรัสใบด่างวงแหวน จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา เพื่อเดินหน้าปลูกทดลองด้วยตัวเอง

ทว่าใน พ.ศ. 2542 เครือข่ายภาคประชาสังคมได้ตรวจพบการเล็ดรอดของพืช GMO ออกสู่สิ่งแวดล้อมและแปลงของเกษตรกรเป็นครั้งแรก โดยมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก รายงานว่า พบการเล็ดรอดของฝ้ายบีทีที่จังหวัดเลย นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านของภาคประชาชนต่อการปลูกทดลองพืชดัดแปลงพันธุกรรมในพื้นที่เปิด จนในที่สุดมติ ครม. วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2544 ได้สั่งห้ามการปลูกทดลองพืช GMO ในระดับไร่นา และให้มีการร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพตามที่เครือข่ายภาคประชาสังคมเสนอ

กระแสของ GMO กลับมาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้งในปี 2547 เมื่อกรีนพีซพบการเล็ดรอดของมะละกอ GMO ในสิ่งแวดล้อมและแปลงของเกษตรกร โดยรายงานว่าต้นเหตุของการปนเปื้อนมาจากแปลงทดลองแบบเปิดที่สถานีวิจัยพืชสวน จังหวัดขอนแก่น ตามมาด้วยการฟ้องร้องคดีความที่ยืดเยื้อระหว่างกรมวิชาการเกษตรและกรีนพีซ ก่อนจบลงด้วยคำตัดสินยกฟ้องในคดีความของทั้งสองฝ่าย

หลังจากนั้น มติ ครม.วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ก็ได้กลับมาอนุญาตให้มีการปลูกทดลองพืชดัดแปลงพันธุกรรมในพื้นที่เปิดได้อีกครั้ง แต่กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ไว้ ได้แก่ ต้องทดลองในพื้นที่ของรัฐ ต้องมีข้อมูลของโครงการวิจัยที่ชัดเจน ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยยื่นเสนอโครงการต่อ ครม. เพื่อพิจารณาอนุญาตเป็นกรณีไป แต่ในส่วนของร่างกฎหมายนั้นยังคงไม่เกิดขึ้น

จนในที่สุดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ภายหลัง ครม. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. … ทำให้เครือข่ายภาคประชาสังคมและผู้ประกอบการภาคเกษตรและอาหารจำนวนมากรวมตัวเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านร่างดังกล่าว ด้วยเหตุผลพื้นฐาน 3 ประการคือ 1.ไม่ยึดถือในหลักการตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม 2.ไม่ได้นำหลักการของพิธีสารว่าด้วยความด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ แห่งสหประชาชาติ (UN) เข้ามาใช้ 3.พบว่าหน่วยงานของรัฐอย่างน้อย 2 หน่วยงาน คือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ ก็ต่อต้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างชัดเจน

“เจตนาเดิมของพวกเราที่ผลักดันให้มีกฎหมายฉบับนี้ เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ คุ้มครองเกษตรกรหรือผู้บริโภค และป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องการตั้งกลไกการชดเชยเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหาย แต่หลังจากนั้นได้มีตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาร่าง โดยมีเจตนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการทดลอง GMO ให้เป็นที่ยอมรับเป็นหลัก โดยเนื้อหาอื่นที่เป็นวัตถุประสงค์ที่เราผลักดันไว้ตั้งแต่ต้นถูกทำให้เลือนหายไป ลดความสำคัญ หรือตัดออกไปอย่างสิ้นเชิงแทบทั้งฉบับ” – หนึ่งในเหตุผลการคัดค้านของมูลนิธิชีววิถี

ปัจจุบันประเทศไทยยังคงไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์หรือพันธุ์พืช GMO เพื่อเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ ยกเว้นเพื่อการศึกษาวิจัยที่สามารถดำเนินการได้เฉพาะแปลงทดลองในสถานที่ราชการเท่านั้น มิให้ดำเนินการในไร่นาของเกษตรกร แต่ในส่วนของผลิตภัณฑ์ GMO ที่แปรรูปมาแล้วนั้นสามารถนำเข้าได้

 

—– เป้าหมายสดใส สำเร็จเพียงใด —–

ในภาพรวมของพืช GMO ทั่วโลกมีจำนวนการปลูกราว 12 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เกษตรกรรม และกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในพื้นที่ 5 ประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล อาร์เจนตินา อินเดีย และแคนาดา โดยพืช GMO 3 ชนิดหลัก ได้แก่ ถั่วเหลือง 50 เปอร์เซ็นต์ ข้าวโพด 30 เปอร์เซ็นต์ ฝ้าย 14 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นพืชชนิดอื่นๆ 6 เปอร์เซ็นต์

จากคุณสมบัติที่หลากหลายของพืช GMO พบว่า พืชที่มีการปลูกกันมากที่สุด 3 ชนิด คือ พืชที่มีคุณสมบัติต้านทานสารกำจัดวัชพืช 57 เปอร์เซ็นต์ พืชที่สามารถสร้างพิษฆ่าแมลง (บีที) 15 เปอร์เซ็นต์ และพืชที่มีคุณสมบัติทั้งคู่ 28 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่พืช GMO ที่มีคุณสมบัติอื่นๆ กลับแทบไม่มีสัดส่วนในเชิงพาณิชย์

หนึ่งในตัวอย่างของพืชที่มีคุณสมบัติอื่น เช่น ด้านโภชนาการ ที่มีความพยายามกว่า 15 ปี ในการเพิ่มสารเบต้าแคโรทีนในข้าว เพื่อแก้ปัญหาภาวะขาดวิตามินเอในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีชื่อเรียกว่า “Golden Rice” ปรากฏว่าในปัจจุบันการทดลองยังไม่แล้วเสร็จ และยังไม่สามารถผลักดันให้ออกมาสู่การผลิตหรือจัดจำหน่าย เหตุผลหนึ่งคือวิตามินเอที่ได้รับจากข้าวนี้ยังไม่มากไปกว่าแหล่งอาหารอื่นที่ให้คุณค่าวิตามินเอ

ขณะที่เรื่องของการลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช จากรายงานส่วนใหญ่พบว่า ในช่วงระยะแรกของการปลูกสามารถลดการใช้ได้จริง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งแมลงและวัชพืชต่างๆ มีแนวโน้มปรับตัวให้ต้านทานต่อสารเคมีที่ใช้ กลายเป็นความกังวลว่า GMO จะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งอาจทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะเด่นเหนือกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาติ เกิดเป็นกระแสที่มีการพูดถึง “สุดยอดแมลง” (super bugs) หรือ “สุดยอดวัชพืช” (super weeds) มากขึ้น

อนึ่ง ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์บริการนานาชาติเพื่อการได้มาซึ่งการใช้เทคโนโลยีชีวภาพด้านการเกษตร หรือ ไอซ่า (ISAAA) หนึ่งในหน่วยงานที่ติดตามตัวเลขการปลูกพืช GMO ทั่วโลก เปิดเผยว่า ค.ศ. 2015 เป็นปีแรกที่พื้นที่การปลูกพืช GMO มีสัดส่วนลดลง จากเดิมที่มีแต่การเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี นับจากที่เริ่มมีการปลูกเชิงพาณิชย์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1996

ทำให้ตัวเลขจำนวนการปลูกล่าสุดจาก 448.5 ล้านเอเคอร์ ลดเหลือ 444.0 ล้านเอเคอร์ หรือลดลง 1 เปอร์เซ็นต์ โดยองค์การไอซ่าได้ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่จูงใจ เป็นเหตุให้เกษตรกรทั่วโลกลดจำนวนการปลูกลง ทั้งพืชปกติและพืช GMO

 

—– สถานการณ์ต่อต้าน ความไม่ไว้ใจ GMO —–

นับตั้งแต่โลกเริ่มรู้จักกับเทคโนโลยี GMO แม้จะมีการตอบรับให้เกิดการทดลองอย่างแพร่หลายในทวีปยุโรปหลายประเทศ แต่ขณะเดียวกันผู้บริโภครวมถึงกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เริ่มลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับเทคโนโลยีดังกล่าวตั้งแต่ในเวลานั้น และกลายเป็นกระแสที่เรียกขาน GMO ลุกลามถึงขั้นที่ใช้คำว่า “Franken Food” หรือ “อาหารผีดิบ”

กระแสการต่อต้านนั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กับช่วงขณะที่ผู้บริโภคมีความไม่มั่นใจต่อความปลอดภัยของอาหารที่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรม เพราะหากมองย้อนกลับไปจะเห็นได้ว่ากรณีของพืช GMO เกิดขึ้นมาพร้อมกับความสั่นคลอนเรื่องการควบคุมโรคเชื้อวัวบ้า ในเวลานั้นผู้คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความเชื่อมั่นกับวิทยาศาสตร์ และอาจทำให้ไม่ยอมรับเรื่องของ GMO เพราะกังวลกับความปลอดภัยของเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนกว่า

ดังนั้น ในขณะที่รัฐบาลยอมรับ แต่ผู้บริโภคกลับต่อต้าน สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้บริโภคได้ทำการเคลื่อนไหวร่วมกับธุรกิจค้าปลีกหรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ เพื่อกดดันให้เหล่าร้านค้าต่างๆ ต้องติดฉลากหรือประกาศตัวเองว่าไม่มี GMO จนในปี ค.ศ. 1997 สหภาพยุโรป (อียู) จึงเป็นกลุ่มประเทศแรกที่เริ่มมีมาตรการบังคับติดฉลาก GMO

หลังจากนั้นได้เกิดกระแสต่อต้าน GMO ตามมาอีกมาก อาทิ กรณีผลกระทบต่อผีเสื้อโมนาร์คที่ถูกชูเป็นสัญลักษณ์ว่า GMO ไม่ได้มีพิษเฉพาะกับศัตรูพืชเป้าหมาย แต่ยังกระทบแมลงอื่นในธรรมชาติ ตามมาด้วยการทดลองของ ÁrpádPusztai แห่งสถาบัน Rowett สกอตแลนด์ ที่พบว่า GMO ทำให้เกิดปัญหาเนื้อเยื่อผิดปกติ ซึ่งการศึกษาเหล่านี้ก่อให้เกิดการโต้เถียงกันขนานใหญ่ในวงกว้าง

สำหรับการเคลื่อนไหวต่อต้าน GMO ที่ใหญ่ที่สุดของโลก คือกิจกรรม “March Against Monsanto” หรือ “ขบวนการต่อต้านมอนซานโต้” ซึ่งเริ่มครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2013 โดยกลุ่มประชาชนจาก 436 เมืองใน 52 ประเทศ ได้รวมตัวกันเดินขบวนประท้วงบริษัทมอนซานโต้ เพื่อแสดงการคัดค้านในหลายประเด็น ประมาณการกันว่ามีผู้เข้าร่วมประท้วงสูงถึง 2 ล้านคนทั่วโลก โดยหลังจากนั้นก็ได้มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2015 องค์กรวิจัยนานาชาติด้านมะเร็ง (IARC) แห่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ทำการจัดอันดับสารไกลโฟเซต ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เชื่อกันว่ามีความปลอดภัยสูงและใช้กันอย่างแพร่หลาย ให้อยู่ในกลุ่ม 2A หรือกลุ่ม “สารที่น่าจะก่อมะเร็ง” จากทั้งหมดที่มี 5 ระดับ โดยเป็นรองเพียงกลุ่ม 1 คือ “สารก่อมะเร็ง” เท่านั้น

กว่า 20 ปีของการเกิดเทคโนโลยีดัดแปลงพันธุกรรม ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาใดที่ยืนยันได้ว่า GMO จะปลอดภัยต่อการบริโภคในระยะยาว เมื่อเทียบกับช่วงชีวิตของมนุษย์ที่ยาวนานเฉลี่ย 60-70 ปี ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ได้ว่า GMO ปลอดภัยต่อสุขภาพและชีวิตมนุษย์หรือไม่ ผู้คนส่วนหนึ่งจึงเลือกที่จะยึดหลักการป้องกันไว้ก่อน โดยไม่บริโภคอาหารที่ยังไม่รู้ว่าคืออะไรและปลอดภัยหรือไม่

 

—– ความมั่นคงทางอาหารคืออะไร —–

ก่อนการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีชีวภาพ GMO ประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารได้รับความสนใจจากนานาประเทศเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 70 เนื่องจากสภาวะขาดแคลนอาหารของโลก ในขณะนั้นจุดมุ่งหมายของการแก้ปัญหามุ่งให้ความสำคัญที่ว่าจะผลิตอาหารเพียงพอต่อผู้บริโภคได้อย่างไร แนวคิดความมั่นคงทางอาหารจึงอยู่ในกรอบของกระบวนการผลิตให้ได้มากเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

ในเวลานั้นหลายประเทศได้นำแนวคิด “การปฏิวัติเขียว” เข้ามาปรับใช้ โดยเปลี่ยนแปลงวิถีการเกษตรจากการผลิตแบบยังชีพไปเป็นการผลิตเพื่ออุตสาหกรรม โดยนำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ การใช้พันธุ์พืชใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง การชลประทาน การใช้สารเคมี หรือการใช้เครื่องจักรกลเข้ามาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ในปริมาณมาก

ในเวลาต่อมา หลายฝ่ายเห็นว่าการมีอาหารปริมาณเพียงพอในระดับมหภาคนั้น ไม่สามารถประกันความมั่นคงทางอาหารแก่ประชาชนในระดับครัวเรือนได้ บางประเทศแม้จะเป็นผู้ส่งออกอาหาร แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงประสบกับปัญหาความอดอยากและหิวโหย ทำให้ในช่วงทศวรรษที่ 80 ได้มีการนำเสนอแนวคิดเรื่อง “การเข้าถึงอาหาร” หรือ “สิทธิด้านอาหาร” ว่าเป็นกุญแจสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร

การเข้าถึงอาหาร คือ การที่ประชาชนมีความสามารถในการผลิตอาหารเองหรือซื้อมาบริโภคได้เอง ดังนั้น การที่ประเทศหนึ่งมีอาหารในภาพรวมเพียงพอ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนจะมีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอหากยังมีปัญหาความยากจนอยู่ แนวคิดความมั่นคงทางอาหารในช่วงนี้จึงขยายขอบเขตมาสู่แก้ปัญหาความยากจน

หลังจากนั้นในทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา แนวคิดเรื่องความมั่นคงทางอาหารได้ครอบคลุมไปถึงเรื่อง “คุณค่าทางโภชนาการ” คือ การมีอาหารที่เพียงพอและดีต่อสุขอนามัย รวมถึง “เสถียรภาพด้านอาหาร” คือ การเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอตลอดเวลา ไม่มีความเสี่ยงหากเกิดความขาดแคลนขึ้นมาอย่างกะทันหัน

สำหรับประเทศไทย ได้มีการให้ความหมายของความมั่นคงทางอาหารไว้ในพระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ว่า “ความมั่นคงทางอาหาร หมายถึง การเข้าถึงอาหารที่มีอย่างเพียงพอสำหรับการบริโภคของประชาชนในประเทศ อาหารมีความปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตามความต้องการตามวัยเพื่อการมีสุขภาวะที่ดี รวมทั้งการมีระบบการผลิตที่เกื้อหนุน รักษาความสมดุลของระบบนิเวศวิทยาและความคงอยู่ของฐานทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติของประเทศ ทั้งในภาวะปกติหรือเกิดภัยพิบัติ สาธารณภัย หรือการก่อการร้ายอันเกี่ยวเนื่องจากอาหาร”

 

—– แล้วความมั่นคงทางอาหารควรเป็นอย่างไร? —–

: คำตอบอาจอยู่ที่ผู้บริโภค

วัชรพล แดงสุภา ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่า คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ การหันกลับมาทบทวนว่าเรากินอาหารเหลือแค่ไหน เนื่องจาก 30 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่ถูกผลิตขึ้นในโลกต้องกลายเป็นขยะ เพราะวัฒนธรรมการกินที่ทำให้เกิดการผลิตที่มากเกินไป ดังนั้น ถ้าสามารถจัดการตรงนี้ได้ก็จะแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารไปได้มาก

เขากล่าวอีกว่า เมื่อพูดถึงพื้นที่การเกษตรในโลกส่วนใหญ่ ผู้คนมักนึกถึงเรื่องของอาหาร แต่ความเป็นจริงแล้วฟาร์มอันดับหนึ่งที่ป้อนอาหารให้กับคนบนโลกไม่ใช่ฟาร์มขนาดใหญ่ ขณะที่ฟาร์มขนาดใหญ่มักเป็นพื้นที่เกษตรอุตสาหกรรมที่ผลิตพืชเพื่อพลังงาน ไม่ใช่พืชอาหารคน ดังนั้น หากเปลี่ยนพื้นที่เกษตรอุตสาหกรรมมาผลิตอาหารให้กับคนบนโลกก็นับว่าเหลือเฟือ

นอกจากนี้ ในการพัฒนาสายพันธุ์พืชเพื่อให้มีผลผลิตที่มากขึ้นหรือมีคุณภาพที่ดีขึ้น ความเป็นจริงแล้วยังมีทางเลือกอื่นที่ไม่จำเป็นต้องใช้ GMO เช่น เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ที่ชาญฉลาด (Marker Assisted Selection: MAS) หรือในเรื่องการแก้ปัญหาโรคพืชก็สามารถทำได้โดยการปลูกเว้นช่วงกับพืชชนิดอื่น แทนการคิดแบบอุตสาหกรรมว่าจะต้องปลูกพืชชนิดเดียวกันหมด เหล่านี้แสดงให้เห็นว่ายังมีทางเลือกอื่นอีกมาก

เอ็นจีโอรายนี้กล่าวว่า ในสถานการณ์ปกติหากนับกันไร่ต่อไร่แล้ว ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์นั้นใกล้เคียงกับ GMO แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ ผลผลิตไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ต้องการพืชชนิดเดิมๆ ในจำนวนเท่าเดิม เพราะเกษตรอินทรีย์ต้องอาศัยฤดูกาล แต่หากเรารู้จักการกินอาหารตามฤดูกาล นอกจากจะมีประโยชน์แล้วยังจะทำให้อาหารเพียงพอในทุกฤดู

“ทุกวันนี้เรากินผักกันอยู่ไม่กี่อย่าง พอไปเจอผักอื่นก็กินไม่เป็น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าเรากินกันให้เป็นเราก็จะมีอาหารอย่างเหลือเฟือ เกษตรกรที่ปลูกอินทรีย์ก็สามารถขายได้ นอกจากนี้สินค้าเกษตรอินทรีย์บางชนิดกลับถูกตีเป็นสินค้าเกรดล่าง เช่น มังคุด เนื่องจากมีลักษณะภายนอกไม่สวย แต่หารู้ไม่ว่ามังคุดที่ดีจะต้องขี้เหร่” วัชรพล กล่าว

 

: คำตอบอาจอยู่ที่ทางเลือก

มุมมองของ เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ความมั่นคงทางอาหารจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประเทศมีปริมาณอาหารสำรอง สามารถผลิตเองได้อย่างเพียงพอโดยมีการนำเข้าที่ต่ำ สำหรับประเทศไทยที่มีมายาคติว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ความเป็นจริงคือไทยต้องมีการนำเข้าสินค้าทางการเกษตรจำนวนมาก

เขาตั้งคำถามว่า แม้ปัจจุบันเราจะสามารถนำเข้าหรือเจรจาการค้าได้ไม่ยาก แต่เราไม่อาจรู้ได้ว่าสถานการณ์โลกในวันหน้าจะเป็นอย่างไร หากมีปัญหาในกระบวนการนำเข้า การสั่งซื้อต่างๆ หรือแม้แต่มีการเปลี่ยนแปลงราคาเกิดขึ้น เราจะมีความพร้อมเพียงใดในการรับมือ ดังนั้น อะไรที่เรานำเข้าอยู่ต้องพยายามหาทางปลูกเองในประเทศ โดยใช้โอกาสของการเป็นประเทศเกษตรกรรม

เจษฎา ระบุว่า GMO เป็นเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์พืชที่ทำให้พืชมีความสามารถสูงกว่าเดิม และสามารถแก้ไขปัญหาหลายอย่างที่ไม่เคยแก้ไขได้ในอดีต แต่ปัญหาอย่างหนึ่งของ GMO คือ ผู้คนยังคงหวาดกลัวกันไปไกลเกินกว่าที่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะมี

“คือยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดเลยที่บอกว่ามีอันตราย และเป็นเรื่องน่าแปลกใจว่า ถ้าเรากลัวกันขนาดนั้นเหตุใดจึงยอมบริโภคมาเป็นสิบปี แต่เรากลับบอกว่าห้ามปลูกเอง ให้ซื้อได้อย่างเดียว ถ้าต่อต้านจริงก็ควรต้องห้ามการบริโภคด้วย”

เขากล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นเรื่องสิทธิบัตร แน่นอนว่าเมื่อเป็นสิ่งประดิษฐ์ ผู้ผลิตย่อมสามารถอ้างความเป็นเจ้าของและมีสิทธิที่จะหากำไร แต่หากเป็นการพัฒนาโดยภาครัฐนั้นสามารถการันตีได้ว่าจะเป็นการแจกฟรีหรือคิดในราคาที่ถูก แต่สุดท้ายอำนาจการตัดสินใจก็เป็นเรื่องของเกษตรกรว่าจะเลือกสิ่งใด

“สถานการณ์ในบ้านเราถูกสร้างภาพเหมือนกับต้องเลือกทางใดทางหนึ่งเท่านั้น แต่ความจริงแล้วเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ GMO ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนเกษตรอินทรีย์ แต่ถูกทำมาเพื่อทดแทนเกษตรเคมี ซึ่งในหลายประเทศมองเป็นทางเลือกของเกษตรกรที่จะเลือกปลูกอะไรก็ได้ หรือผู้บริโภคที่จะเลือกซื้ออะไรก็ได้” นักวิชาการรายนี้ กล่าว

 

: คำตอบอาจอยู่ที่ความหลากหลาย

“คนบางกลุ่มอาจคิดว่าสิ่งนี้คือเทคโนโลยี ฉะนั้น การนำเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาจึงเป็นโอกาส หรือเป็นภารกิจที่ต้องทำ แต่ก็ต้องถูกตั้งคำถามด้วยว่า ในเมื่อเทคโนโลยีมีหลายแบบ แล้วเราจะเลือกเทคโนโลยีแบบที่มันเสี่ยง หรือเทคโนโลยีแบบอื่นที่ไม่เสี่ยง” วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ให้ความเห็น

“ถ้าคิดว่าความมั่งคงทางอาหารคือสิ่งที่จะได้จาก GMO แต่จนขณะนี้ก็พิสูจน์แล้วว่ายังไม่ตอบโจทย์ ขณะเดียวกัน มันยังมาพร้อมกับระบบสิทธิบัตรซึ่งเป็นระบบที่ทำให้เกิดการผูกขาด และเปิดช่องให้บริษัทเข้ามายึดครองทรัพยากรชีวภาพของประเทศ การกระจายอาหารอยู่ในมือเพียงไม่กี่บริษัท ยิ่งตอกย้ำว่านำไปสู่ความไม่มั่นคง”

เขากล่าวว่า ความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่เรื่องทางกายภาพ แต่คือพลังหรืออำนาจของประชาชนส่วนใหญ่ที่มีเหนือระบบอาหาร หมายถึง การที่เรามีอำนาจในการควบคุมเมล็ดพันธุ์ ควบคุมแบบแผนการผลิตตามที่ต้องการ สามารถตรวจสอบระบบอาหารและเลือกวิธีการบริโภคของเราเองได้ ดังนั้น เมื่อพูดถึงความมั่นคงทางอาหารหลายคนจึงใช้คำว่า “ประชาธิปไตยทางอาหาร” แต่เมื่อเอานิยามนี้มาเทียบเคียงกับสิ่งที่ GMO ได้เสนอให้ ล้วนแล้วแต่ขัดแย้งกับหลักการนี้ทั้งสิ้น

“GMO ไม่เกื้อกูลให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งความต้องการทางอาหารของมนุษย์ต้องยืนอยู่บนความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากมนุษย์ไม่ได้ประกอบขึ้นมาจากอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ร่างกายมนุษย์ที่สมบูรณ์ต้องมาจากอาหารที่หลากหลาย แต่ระบบการผลิตแบบ GMO จะนำไปสู่การผลิตเชิงเดี่ยวที่ยิ่งเรียวเล็กลงไปทุกที” เขากล่าวเสริม

สำหรับแนวทางที่ถูกต้อง วิฑูรย์เสนอว่า “เกษตรกรรมยั่งยืน” ควรเป็นคำตอบหนึ่ง เพราะเป็นระบบการผลิตที่ยั่งยืนและสามารถตอบสนองต่อปัญหาของระบบอาหารที่โลกกำลังเผชิญหน้าได้ในทุกมิติ ซึ่งขณะนี้เราบริโภคอาหารที่มีหลากหลายน้อยลง มีโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการใช้สารเคมี และโภชนาการอาหารที่มาจากการผลิตพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งไม่ได้เกื้อกูลต่อความแข็งแรงของชีวิต ดังนั้น ระบบการผลิตที่จะนำไปสู่เป้าหมายของความมั่นคงทางอาหารต้องเป็นระบบการเกษตรที่ยืนอยู่บนความหลากหลายทางชีวภาพ

“แน่นอนว่าเกษตรอินทรีย์ก็เป็นรูปแบบหนึ่ง แต่ก็ยังมีอีกหลากหลายรูปแบบที่สามารถจะพัฒนาได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบเกษตรผสมผสาน วนเกษตร เป็นต้น เราจะไปคาดหวังให้บรรษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมาพัฒนาระบบเกษตรกรรมแบบนี้ให้นั้นไม่มีทาง เพราะเขาก็ไม่ได้มีความรู้แบบนี้ เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบเกษตรกรรมเหล่านี้ขึ้นมาแทน”

แม้วันนี้จะยังไม่มีคำตอบใดเป็นที่ยอมรับอย่างถึงที่สุด และยังไม่สามารถหาข้อยุติจากความขัดแย้งที่ดำเนินมาเนิ่นนานหลายทศวรรษ แต่หากวันใดที่เทคโนโลยีชีวภาพนี้ได้กลับเข้ามาให้เราได้ตัดสินใจอีกครั้ง ถึงเวลานั้นพวกเราทุกคนอาจต้องตอบคำถามด้วยตัวเองว่า เราพร้อมจะรับ GMO จริงหรือไม่