ส่องโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ‘เทพา’ แตกแยกร้าวลึก – กฟผ.ลุยสร้างตามแผน

 … วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร

 

โครงการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 (พีดีพี 2015) ตามเป้าหมายของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ที่ต้องการสร้างความมั่นคงให้กับระบบการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ ภาคใต้ ซึ่งมักถูกระบุว่าเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงต่อไฟฟ้าดับสูง

ความต้องการไฟฟ้าของภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี ตามข้อมูลของหน่วยงานรัฐนั้น คือต้นทางที่นำไปสู่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า 2 แห่ง ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จ.กระบี่ ขนาด 880 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์

ว่ากันเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าเทพา ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เลือกพื้นที่ราวๆ 2,900 ไร่ ในหมู่ 4 ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา เป็นพื้นที่ก่อสร้างโครงการ พร้อมด้วยท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินที่ยื่นจากชายฝั่งลงสู่ทะเลยาว 3 กิโลเมตร

 

โรงไฟฟ้ากับความแตกแยกในชุมชน

ความขัดแย้งในพื้นที่ก่อกำเนิดขึ้นครั้งแรก ในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public scoping) หรือเวที ค.1 เมื่อเดือน พ.ย.2557 การจัดเวทีที่รวบรัด ไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านรับทราบหรือเข้าร่วม นำมาซึ่งความไม่ไว้วางใจต่อภาครัฐและหน่วยงานต้นเรื่องอย่าง กฟผ.

มากไปกว่านั้น ในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในการทบทวนร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Review) หรือเวที ค.3 เมื่อเดือน ก.ค.2558 ความขัดแย้งขยายวงไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างชาวบ้านกับราชการ เมื่อ ธำรงค์ เจริญกุล ผวจ.สงขลา ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ออกคำสั่งห้ามบุคคลและกลุ่มบุคคลเข้าไปชุมนุมเคลื่อนไหวหรือดำเนินการใดๆ อันอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ เว้นแต่ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตหรือผู้ที่ได้รับคำสั่งจากพนักงานเจ้าหน้าที่

พูดให้ชัดก็คือ ห้ามกลุ่มคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าเทพาเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.3

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า โครงการแห่งนี้กำลังผลักให้ชาวบ้านซึ่งเคยกลมเกลียวสามัคคีแบ่งออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย

จากการลงพื้นที่ อ.เทพา จ.สงขลา ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ระหว่างวันที่ 27-29 ส.ค.2559 พบว่าบรรยากาศการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มคัดค้านมีให้เห็นตลอดทั่วทั้งชุมชน บ้านแต่ละหลังปักธงแสดงจุดยืนของตัวเอง ซีกหนึ่งยึดกุมสัญลักษณ์ธง สีชมพู แสดงออกถึงการสนับสนุนโครงการ อีกซีกใช้สัญลักษณ์ธง สีเขียว ประกาศคัดค้านถ่านหินด้วยชีวิต

พณวรรธน์ พงศ์ประยูร ประธานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต แกนนำกลุ่มสนับสนุนโรงไฟฟ้าเทพา บอกว่า คนในพื้นที่ต้องการโรงไฟฟ้าเทพาและวิงวอนขอให้รัฐดำเนินโครงการโดยเร็ว เพราะมีประโยชน์ สร้างอาชีพให้กับชุมชน ส่วนตัวเชื่อว่าหากโครงการนี้เกิดขึ้นจะสร้างความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างแน่นอน

แตกต่างโดยสิ้นเชิงจาก ดิเรก เหมนคร แกนนำเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เชื่อว่า โครงการโรงไฟฟ้าเทพาอาจเป็นตัวซ้ำเติมและโหมแรงไฟให้กับความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหนึ่งเพราะความไม่จริงใจและพยายามรวบรัดขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นให้ผ่าน โดยไม่ฟังเสียงรอบด้าน

ขอบเขตของการศึกษาผลกระทบจำกัดอยู่ในวงรัศมีเพียง 5 กิโลเมตร แต่ข้อเท็จจริงคือผลกระทบไปได้ไกลอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องมลพิษ ดิเรก ยกตัวอย่างช่องโหว่ในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)

 

หวั่นทำลายศรัทธา-สุมไฟใต้

นอกจากความอุดมสมบูรณ์ที่กำลังจะถูกทำลายลง ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำเทพาขนาด 150 กิโลเมตร ซึ่งตลอดทั้งสายต้นน้ำถึงปลายน้ำยังคงบริสุทธิ์ไม่มีโรงงานหรืออุตสาหกรรม หรือแหล่งอาหารทรัพยากรทางทะเลที่สร้างรายได้ให้กับชาวประมงถึงวันละ 400-500 บาท ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงแล้ว

โรงไฟฟ้าเทพายังสร้างความขับข้องใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะการก่อสร้างทับพื้นที่สำคัญทางจิตวิญญาณ ได้แก่ มัสยิด กุโบร์ (สุสาน) และ ปอเนาะ (โรงเรียน) ซึ่งตามหลักของชาวมุสลิมแล้ว ไม่สามารถรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายได้

ที่สำคัญคือทั้ง 3 สถานที่ ชาวมุสลิมจะร่วมกันสร้างขึ้นด้วยกำลังทรัพย์ของตัวเอง ไม่พึ่งพารัฐบาล และไม่หวังผลตอบแทน

อย่างไรก็ตาม กฟผ.ได้พยายามแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการเว้นพื้นที่มัสยิด กุโบร์ และปอเนาะ ออกจากพื้นที่โครงการ แต่ในข้อเท็จจริงก็คือสถานที่สำคัญทางจิตวิญญาณเหล่านี้ก็อยู่ประชิด และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ทั้งนี้ ตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลามซึ่งบรรจุอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอาน การสร้างสถานที่ทั้ง 3 และบริจาคให้กับพระเจ้า หรือที่เรียกว่า “วากัฟ” นั้น หมายความว่าผู้สร้างได้ยกสถานที่ดังกล่าวให้แก่พระเจ้าเพื่อหวังผลบุญแห่งความดี ดังนั้นเมื่อเจ้าของสถานที่กลายเป็นพระเจ้า ทรัพย์สินนั้นจึงไม่สามารถซื้อขาย ไม่สามารถถ่ายโอนเป็นมรดกตกทอด และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้

อีกหนึ่งท่าทีสำคัญซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ต้องจับตา ถูกส่งผ่านคลิปวิดีโอเนื่องในวันอีดิ้ลฟิตรี ปรากฏถ้อยแถลงของ อาวัง ยาบะ ประธานกลุ่มมาราปาตานี หนึ่งในสมาชิกกลุ่มขบวนการชาตินิยมมลายูปาตานี ที่ได้แสดงความกังวลต่อการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าเทพา

เขา ระบุว่า รู้สึกเสียใจและรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์ความเดือดร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประชาชนใน อ.เทพา หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

 

ผู้ว่าฯ กฟผ.ยืนยัน เดินหน้าตามแผน

กรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. ชี้แจงกับสำนักข่าวสิ่งแวดล้อมว่า ปัจจุบันภาคใต้มีปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงไฟฟ้า หากไม่ได้รับไฟฟ้าจากส่วนกลางหรือโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา ขัดข้อง ก็จะไม่มีไฟฟ้าเพียงพอต่อการใช้งานโดยทันที กระทรวงพลังงานจึงมีนโยบายสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพาอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ผู้บริหาร กฟผ.ได้ร่วมกับปลัดกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ อ.เทพา จ.สงขลา และได้รับทราบว่าโรงไฟฟ้าเป็นความต้องการของชุมชน และชาวบ้านมีความกังวลใจว่าจะไม่มีการสนับสนุนต่อ เนื่องจากทั้ง กฟผ.และกระทรวงพลังงาน เปลี่ยนผู้บริหารใหม่ทั้งคู่

“เราก็ได้ให้ความมั่นใจและยืนยันกับทางชุมชนไปว่าโครงการดังกล่าวเป็นความจำเป็นของประเทศชาติที่ต้องใช้และต้องสร้าง เขาก็ดีใจกันเพราะกลัวว่าเราจะไม่เอา ดังนั้นสรุปแล้วขณะนี้โรงไฟฟ้าเทพายังไม่มีการปรับแผนใดๆ” กรศิษฏ์ กล่าว

ในส่วนของข้อกังวลเรื่องความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ กรศิษฏ์ ยอมรับว่า ถ้าเป็นความขัดแย้งทางด้านการเมืองนั้นเกินกำลังศักยภาพที่ กฟผ.จะเข้าไปดูแล เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าเทพาเป็นนโยบายของภาครัฐ กฟผ.เป็นเพียงผู้ดำเนินโครงการ ฉะนั้นสุดท้ายแล้วการจะตัดสินใจว่าสร้างหรือไม่จึงเป็นส่วนของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงในการหารือจัดการ

“เราแค่สร้างโรงไฟฟ้าและทำให้ชุมชนรอบข้างได้ประโยชน์ แต่จะทำอะไรก็ต้องฟังเสียงชุมชนในท้องถิ่น ซึ่งทุกคนมีสิทธิมีเสียง แต่ถ้าว่ากันตามตรงก็ต้องดูปัจจัยว่าการคัดค้านเกิดจากอะไร เช่น บางชุมชนต่อต้าน ส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มเอ็นจีโอ บางส่วนเพราะเรื่องผลประโยชน์ หรือบางส่วนก็คัดค้านไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ไม่อยากให้สร้างก็ต้องหาประเด็นและแนวร่วมในการต่อสู้ จึงเชื่อว่าเป็นไปได้ที่อาจมีความพยายามโยงเรื่องนี้ไปสู่ความขัดแย้งทางด้านการเมือง” ผู้ว่าการ กฟผ.ระบุ

สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ปัจจุบัน กฟผ.ปิดการขายเอกสารประกวดราคาด้านเทคนิคและราคาไปแล้ว โดยมีผู้สนใจซื้อซองในส่วนโรงไฟฟ้า 8 ราย ส่วนการก่อสร้างท่าเรือและสายพานลำเลียงถ่านหิน 12 ราย โดยจะเปิดให้ยื่นซองในส่วนโรงไฟฟ้า วันที่ 19 ต.ค.2559 และส่วนท่าเรือและสายพานลำเลียงถ่านหิน วันที่ 26 ต.ค.2559 จากนั้นจะพิจารณาคัดเลือกผู้รับเหมาภายใน 6 เดือน

อนึ่ง การจัดประมูลของ กฟผ.ในครั้งนี้ ได้ดำเนินการคู่ขนานกับการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและสามารถเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้า (SCOD) ได้ทันกำหนดในปี 2564 ของเครื่องที่ 1 ขนาด 1,100 เมกะวัตต์ และในปี 2567 ของเครื่องที่ 2 อีกขนาด 1,100 เมกะวัตต์

            //////////////