คนแปลกหน้าของทะเลอันดามัน

…ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล (เรื่อง/ภาพ)

 

เรือลำน้อยลอยเด่น แต่งแต้มผืนทะเลเป็นจุดจุด

อันดามันยามคลื่นลมสงบช่างงดงาม

ผมชอบขึ้นไปนั่งอ้อยอิ่งบนเนินเขาทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต มองดูเกาะสิเหร่ชุมชนชาวเลเล็กๆ ที่ขนาบด้วยผืนดินและแผ่นฟ้า

ฝั่งหนึ่งประชิดป่าชายเลนแน่นหนา อีกฝั่งติดเนินเขาลูกย่อมที่เหยียดยื่นลงไปในผืนทะเล

บนผิวน้ำมักมีเรือยอร์ชสีขาวปะปนอยู่กับเรือประมงพื้นบ้านสีคล้ำเข้ม บางลำตีเส้นลงบนผืนทะเล คล้ายภาพวาดของจิตรกร

ไม่เพียงแค่เกาะภูเก็ตหรอกที่ธรรมชาติประทานความงามนี้ให้ ทั่วทั้งอันดามันต่างก็งดงามเกินบรรยาย

เกาะแก่งน้อยใหญ่มีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี แต่คงมีน้อยคนนักจะรู้หรือสนใจว่า พื้นที่แถบนี้เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลที่มีภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างจากเรา

บรรพบุรุษของพวกเขา มอแกน มอแกลน อูรักลาโว้ย เคยร่อนเร่อยู่ตามเกาะแก่งและหน้าหาด

กระทั่งถึงวันที่ดินแดนอันเงียบสงบและงดงามราวสรวงสวรรค์เผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว หลายพื้นที่มีการประกาศเขตหวงห้าม รวมถึงได้รับผลกระทบจากการพัฒนาสังคมสมัยใหม่

หลายต่อหลายปีผ่านไป หลังจากที่ได้ออกเดินทางไปในจังหวัดแถบอันดามัน

ผมพอจะเข้าใจว่า ทำไมทะเลอันดามันที่ “เรา” ในฐานะผู้มาเยือนมองเห็นว่างดงาม จึงรุ่มร้อนราวเพลิงเผาสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล

 

@เกาะสุรินทร์_ก่าบางกับต้นไม้ที่ไม่มีสิทธิ์

“บ้านอยู่บนน้ำ เวลาเดินทางก็อยู่ในเรือ”

สุริยันต์ กล้าทะเล ชาวมอแกนเกาะสุรินทร์ เล่าก่อนออกเดินทางตามหาไม้มาต่อเรือที่เรียกว่า “ก่าบาง”

ทายาทมอแกนผู้เกิดในเรือประจำเผ่าขณะลอยลำอยู่แถวเกาะพระทอง เมื่อโตขึ้นก็เข้าเรียนหนังสือบนฝั่งจังหวัดพังงา แล้วทำงานให้กับบริษัทเรือนำเที่ยวจังหวัดภูเก็ต

ทุกปีเมื่อถึงช่วงโลว์ซีซัน สุริยันต์จะกลับบ้าน แวะไปเยี่ยมพ่อของเขาที่เคยสร้างก่าบาง แต่ตอนหลังได้แต่ประดิษฐ์เรือจำลองลำเล็กๆ ขายให้กับนักท่องเที่ยว

มาระยะหลังสุริยันต์มักได้ยินพ่อเอ่ยถึงก่าบางด้วยน้ำเสียงต่างออกไป

“เหมือนพ่อกลัวว่าก่าบางจะสูญหาย ในอนาคตลูกหลานชาวมอแกนจะไม่รู้จักก่าบาง”

ริมชายฝั่งอันเงียบสงบของทะเลอันดามัน ครอบครัวมอแกนต่างเคยใช้ชีวิตอยู่ในก่าบาง พเนจรไปตามเกาะแก่งและหน้าหาด ถึงช่วงมรสุมก็ปลูกเพิงพักบนฝั่ง

ตัวสุริยันต์เองนั้นเกิดแถวเกาะพระทอง ส่วนพี่ชายคลอดแถวหมู่เกาะมะริด ทุกคนใช้ชีวิตในก่าบางจนถึงวันที่เรือลำนั้นของพ่อผุพัง ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีโอกาสสร้างก่าบางลำใหม่

“พ่อบอกว่าไม่มีไม้” สุริยันต์เล่า

ความจริงแล้วป่าไม้หลังหมู่บ้านยังอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น แต่ชาวมอแกนไม่ได้รับการอนุญาตให้ตัด

กฎเกณฑ์ด้านการอนุรักษ์คงความศักดิ์สิทธิ์เหนือทุกตารางเมตรในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์

“มันเป็นความคิดและความฝันของพ่อ”

สุริยันต์บอกหลังตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า จะออกตามหาไม้มาต่อเรือก่าบาง

แต่ผู้เป็นพ่อกลับสั่นสะท้านในหัวใจ เพราะการเดินทางตามหาไม้ของลูกชายจำเป็นต้องเข้าไปในเขตประเทศพม่า เมื่อวันนี้การนั่งเรือข้ามพรมแดนประเทศถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

“ความฝันของพ่อจะเป็นจริงหรือไม่ก็ต้องคอยดู ผมเป็นเพียงผู้สานต่อเท่านั้น”

แล้วสุริยันต์ก็ขับเรือออกจากเกาะสุรินทร์ มุ่งขึ้นเหนือไปทางหมู่เกาะมะริด ประเทศพม่า มีกรังและเดือน สองสามีภรรยาที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตคู่ติดเรือไปด้วย

กรังเป็นมอแกนจากฝั่งพม่า กำลังหาทางพาเดือนคนรักไปให้ญาติรู้จักอยู่แล้ว

กลางเวิ้งน้ำที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ขณะที่ชาวมอแกนทั้งสามคนกำลังนั่งเรือฝ่าคลื่นลมข้ามไป ในหัวสุริยันต์ยังวนเวียนอยู่กับคำกล่าวของพ่อ

“ก่าบางคือบ้านของในสมัยก่อนของชาวมอแกน บ้านของเราอยู่บนน้ำ เวลาเดินทางก็ไปในเรือ พวกเราล่องไปเรื่อยในทะเลอันดามัน”

ทั้งๆ ที่บนเกาะสุรินทร์ก็มีต้นไม้ ภูเขาหลังหมู่บ้านหนาแน่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่มากเกินพอที่จะต่อเรือ แต่ข้อบังคับของทางอุทยานแห่งชาติไม่อนุญาต

พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หมวด 3 การคุ้มครองและดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติ มาตรา 16 ระบุว่า ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใด (1) ยึดถือหรือครอบครองที่ดิน รวมตลอดถึงก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า (2) เก็บหา นำออกไป ทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ ยางไม้ น้ำมันยาง น้ำมันสน แร่หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น

ไม่ว่าชาวมอแกนหรือใครก็ไม่มีสิทธิ์

ทั้งสามจึงต้องเข้าไปในเขตพม่า

ไป…เพื่อหาไม้มาทำก่าบาง

ไป…เพื่อฟื้นภูมิปัญญาชาวมอแกน

ไป…เพื่อเห็นความเป็นอยู่ของพี่น้องมอแกนอีกฟากฝั่งทะเลหนึ่ง

….

ชีวิตชาวมอแกนผูกพันกับก่าบาง เรือไม้โบราณนี้เป็นทั้งเรือทั้งบ้าน ชาวมอแกนเคยอาศัยในก่าบาง จะขึ้นฝั่งก็เฉพาะหน้ามรสุม

รูปลักษณ์ภายนอกของก่าบาง คือเรือลำใหญ่ที่มีความยาวเทียบเท่าความสูงของต้นไม้ เพราะส่วนของ “มาด” หรือแกนกลางเรือ ขุดขึ้นจากต้นไม้ใหญ่ทั้งต้น

พื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของก่าบาง คือบ้านที่มีหลังคา ซึ่งสามารถถอดพับเก็บได้ บนเรือมีข้าวของเครื่องใช้ ทั้งจาน ชาม ข้าวสาร เตาถ่าน และมีชานบ้านอยู่ด้านหน้าเรือ

เอกลักษณ์สำคัญของก่าบาง คือหยักหรือ “ง่าม” บริเวณส่วนหัวและท้าย เมื่อมองจากด้านข้างเข้าไป ง่ามเรือมีลักษณะคล้ายปากแสยะยิ้ม ใช้สำหรับปีนขึ้นจากน้ำ หลังจากงมหาอาหารกลางทะเล

การปีนจากทะเลสู่ขึ้นก่าบางจึงทำได้ง่าย ไม่โคลงเคลงเท่าปีนขึ้นทางกราบ

กราบทั้งสองข้างของก่าบางจะถูกเสริมให้สูงและกว้างออกด้วยไม้ระกำ ชาวมอแกนจึงเรียกก่าบางอีกชื่อหนึ่งว่า “ก่าบางกอมัน” แปลว่า เรือไม้ระกำ นั่นเอง

หนังสือ ความรู้พื้นบ้านกับการสร้างเรือมอแกน กล่าวถึงการสร้างก่าบางไว้เอาไว้อย่างละเอียด เป็นเรือที่ประกอบขึ้นด้วยวัตถุดิบหลากหลาย ต่างจากเรือหัวโทงซึ่งส่วนใหญ่ทำจากไม้กระดาน ในขณะที่ก่าบางกอมันต้องใช้วัตถุดิบอย่างน้อยถึง 8 ชนิด ได้แก่ ไม้เนื้อแข็ง ไม้ไผ่ ไม้ระกำ แก่นต้นหมาก ต้นคล้า ใบเตยหนาม และหวาย ซึ่งสามารถหาได้จากป่าบนภูเขา

เมื่อถึงเวลาสร้างก่าบาง ชาวมอแกนจะชวนกันเข้าป่า เลือกชนิดและลักษณะของต้นไม้ที่ต้องเหนียว ต้องนวล และตรงเหมือนแท่งเทียน นอกจากนี้ยังมี “ความเชื่อ” เรื่องเทคนิคการเลือกไม้

ยกตัวอย่างการเลือกไม้มาทำมาด ไม่นิยมใช้ไม้ตะเคียนทอง เพราะแต่ละต้นมีอายุมาก ชาวมอแกนเชื่อว่าในเนื้อไม้จะมีวิญญาณตามธรรมชาติสิงสถิต

ชาวมอแกนจะเลือกต้นไม้ที่ไม่มีตา เนื่องจากมีความเชื่อว่าถ้านำต้นไม้ที่มีตาหรือผิวตะปุ่มตะป่ำ เจ้าของเรือและสมาชิกจะเป็นโรคผิวหนัง

ความเชื่อนี้อาจอธิบายได้อย่างมีเหตุผลว่า ตุ่มหรือ “ตาไม้” เป็นส่วนของเนื้อไม้ที่มีความแข็ง หากนำมาใช้ทำก่าบางจะมีอุปสรรค

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า หากต้นไม้ใหญ่มีต้นไม้เล็กขึ้นอยู่ตรงโคน ก็จะไม่ตัดต้นไม้นั้นมาสร้างเรือ เพราะเชื่อว่าส่วนของต้นไม้ที่ถูกตัดจะยังผูกพันเป็นส่วนหนึ่งของตอไม้ หากตอไม้ถูกรากหรือลำต้นของต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้ๆ ทิ่มแทง ชาวมอแกนก็จะได้รับบาดเจ็บตาม

ความเชื่อส่วนใหญ่ในเรื่องการหาไม้มาทำก่าบางอธิบายขยายความได้ในแง่ของการเคารพนบนอบต่อธรรมชาติ พิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบ ไม่ให้สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงและสูญเปล่า

การสร้างก่าบางยังมีรายละเอียดวิธีการซึ่งอธิบายอย่างย่อได้ว่า เริ่มจากการทำมาดเรือ นิยมใช้ไม้ขนุนปาน ไม้เสียดช่อ ไม้ขันทอง หรือไม้ตะเคียนทราย ชาวมอแกนจะใช้ขวานขุดเอาเนื้อไม้ด้านในออกทำเป็นท้องเรือ แล้วชักไม้ทำมาดเรือลงจากภูเขา นำกลับไปยังหน้าหมู่บ้าน

ที่หน้าหาด ชาวมอแกนจะแต่งมาดเรือให้มีความหนาและสุมไฟเบิกกราบเรือให้กว้างด้วยไม้คานงัด จับเวลาโดยนำใบของต้นหยีทะเลมาสุมไฟ เมื่อใบเริ่มเหี่ยวก็ถือว่าได้เวลาที่เหมาะสม

ขั้นตอนนี้นายช่างใหญ่จะนั่งตรงหัวเรือ สังเกตและสั่งการเบิกกราบเรือทั้งสองด้านให้เท่ากัน

จากนั้นตกแต่งหัวเรือและท้ายเรือให้เป็นง่ามเว้า ตามเอกลักษณ์สำคัญของเรือมอแกน

ทำมาดเรือเสร็จจึงเริ่มทำส่วนตัวเรือโดยนำไม้ระกำมาเสริมกราบให้กว้าง นำไม้ตระกูลหมากมาตอกยึดกับมาดเรือ แล้วร้อยไม้ระกำซ้อนขึ้นไปเป็นแผง

จากนั้นทำกงเรือด้วยปอทะเล เสริมความแข็งแรงโดยไม้กระดาน เว้นช่องใต้ท้องเรือสำหรับบรรทุกสิ่งของเครื่องใช้ ปูพื้นเรือด้วยฟากไม้ไผ่จนเต็มพื้นท้องเรือ

ในขั้นตอนท้ายๆ คือการประกอบฝาขัดแตะทางด้านข้างเรือเพื่อทำผนัง มุงหลังคาด้วยใบเตยหนาม ติดตั้งใบเรือ

จะเห็นว่าก่าบางหรือเรือมอแกนถูกสร้างจากไม้ในธรรมชาตินานาชนิด ด้วยศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์

ชาวมอแกนค้นหาวัตถุดิบจากป่า แต่นานแล้วที่พวกเขาไม่มีสิทธิ์เก็บหาของป่ามาสร้างเรือ

ชาวมอแกนทั้งสามคนออกเดินทางไปตามเกาะแก่ง เมื่อกรังและเดือนได้พบญาติ สุริยันต์ก็แยกตัวออกมาตามหาไม้

แต่เกาะแล้วเกาะเล่าผ่านไปก็ยังไม่ได้ไม้มาสร้างเรือ

หนหนึ่งสุริยันต์ได้พบกับครอบครัวชาวมอแกนที่อาศัยในก่าบาง แต่ขาดแรงงานที่จะช่วยเรื่องการตัดไม้

ต่อมาเจอหญิงชราที่อาศัยในเรือฉ่าปัน ซึ่งเป็นเรือไม้ขนาดเล็ก เธอเล่าว่าหากินในป่าโกงกางมานานแล้ว แต่เมื่อลองสอบถามเรื่องการตัดไม้ ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ได้ เพราะมีทหารพม่าคอยเฝ้ายามแน่นหนา

ในแถบอันดามันของประเทศพม่า ชาวมอแกนก็เป็นชนกลุ่มน้อยไม่ต่างจากประเทศไทย

หลายวันผ่านไป สุริยันต์ยอมรับว่าคงไม่สามารถตัดไม้มาสร้างก่าบางได้ตามความฝันของพ่อ จึงตัดสินใจเดินทางกลับเกาะสุรินทร์

บนภูเขาหลังหมู่บ้านชาวมอแกนที่อ่าวบอน สุริยันต์เข้าป่าสำรวจก็พบต้นไม้ใหญ่ได้ไม่ยาก ทายาทมอแกนตบมือฉาดลงบนโคนต้น พ้ออย่างคนหมดแรงว่า “ทำไมถึงตัดไม้ไม่ได้”

“ต้นไม้ที่อยู่หลังบ้านแค่ 50 เมตร ทำไมถึงไม่อนุญาตให้ตัดมาทำเรือ”

รูน่าร์ ยาร์เล วีก (Runar Jarle Wiik) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่อง No word for worryหรือ มอแกน ชีวิตที่ไม่มีคำว่ากังวล ติดตามถ่ายทอดชีวิตชาวมอแกนที่ออกดั้นด้นตามหาไม้มาทำก่าบาง ให้ความเห็นว่า “มนุษย์ในยุคสมัยใหม่ต้องเรียนรู้จากโลกของกลุ่มมอแกน ผู้ที่ไม่ได้มีวิถีบริโภคทรัพยากรมากมาย แต่มีภูมิปัญญาที่ทำให้อาศัยอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน น่าเสียดายหากวิถีวัฒนธรรมของมอแกนจะสูญหายไป”

หลายปีที่ผ่านมา ข้อบังคับเรื่องการห้ามตัดไม้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทำให้ชาวมอแกนไม่สามารถสร้างก่าบางจากภูมิปัญญาของตนเอง แม้สร้างเรือที่ทำจากไม้กระดานก็ยังต้องหาซื้อไม้

ตะวัน กล้าทะเล พี่ชายของสุริยันต์ ซึ่งมีฐานะเป็นผู้นำชาวมอแกนอ่าวบอน เกาะสุรินทร์ ให้ความเห็นหลังการกลับมาของน้องชายว่า “มีคนบอกว่าชาวมอแกนหากินไปเพียงวันๆ ไม่วาดหวังถึงอนาคต ไม่มีความกังวลใดๆ”

ตะวันเว้นวรรคชั่วอึดใจ “แต่เรามีความกลัว เรากลัวว่าวันหนึ่งความรู้เรื่องการสร้างก่าบางจะสูญหาย กลัวว่าจะไม่มีใครสืบทอดการทำก่าบาง”

บางทีการอนุญาตให้ชาวมอแกนตัดไม้เท่าที่จำเป็นในเขตอุยานแห่งชาติมาต่อเรือก่าบางอาจช่วยต่อลมหายใจ

แต่ถ้าหากไม่ และปล่อยให้วันสุดท้ายเดินทางมาถึง ถึงเวลานั้นจะมีไม้ ก็คงไม่มีประโยชน์อันใดอีกแล้ว

 

@บางสัก_“ปาดังก่อมะเฒ่านึ่ง” และหม้อข้าวของชาวมอแกลน

ปลายปี 2547 คลื่นยักษ์สึนามิโถมตัวเข้าหาฝั่ง นอกจากจะทำให้บ้านเรือนตามชายฝั่งพังยับ ยังกวาดเอา “ความไร้ตัวตน” ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลจมหายไปกับกระแสน้ำ

เหตุการณ์ครั้งนั้นเปิดโลกทัศน์ของชาวไทยและชาวต่างชาติให้รู้จักกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ผู้มีสติปัญญาเอาตัวรอดจากคลื่นที่มีความสูงร่วม 10 เมตร โดยการทำตามคำบอกเล่าบรรพบุรุษว่า เมื่อเห็นน้ำทะเลลดลงอย่างผิดปกติให้รีบวิ่งขึ้นที่สูง หรือเมื่อเกิด “คลื่น 7 ลูก จะเป็นคลื่นใหญ่”

ภายหลังจากบ้านเรือนพังเสียหาย ชายหาดราบคาบลงด้วยแรงคลื่น ทะเลกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง แทนที่สถานการณ์จะคลี่คลาย หลายพื้นที่ริมชายฝั่งกลับถูกซ้ำเติมด้วยการออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ทำกินของชาวเล ไม่เว้นแม้แต่หาดทราย ป่าชายเลน แหล่งน้ำสาธารณะ

จนถึงบัดนี้คลื่นสงบแล้ว แต่พายุยังโหมอยู่ในใจ

“ฉันเข้าไปวางอวนในขุมเขียว มันมายึดข้าวห่อฉัน เอาหมากพลูของฉันไปหมด แล้วไล่ฉันอย่างกับหมูกับหมา ฉันว่าจะไม่ถอย แต่มันปล่อยหมาออกมาไล่กัด ฉันเลยต้องหนี”

กล้วย หาญทะเล ชาวมอแกลนอายุ 50 ปี เล่าผ่านเสียงคลื่นกระทบฝั่ง

เธอเพิ่งเสร็จจากการวางอวนจับปลาในขุมเขียว นำมาปรุงกินเป็นอาหาร ก่อไฟหุงข้าวบนชายหาดข้างบ่อน้ำใสสีคล้ายมรกต

“ขุมเขียว” หรือที่ชาวมอแกลนบ้านบางสัก จังหวัดพังงา เรียกในภาษาประจำเผ่ามอแกลนว่า “ปาดังก่อมะเฒ่านึ่ง” เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำติดชายทะเลอันดามัน

คำว่า “ปาดัง” ในภาษามอแกลนมีความหมายว่าท้องทุ่ง ส่วน “ก่อมะ” หมายถึงพื้นที่ชุ่มน้ำ

พื้นที่แถบนี้แม้เป็นดินทรายก็ตาม แต่เหมาะแก่การปลูกข้าวไร่

ชาวมอแกลนมีภูมิปัญญาเรื่องการปลูกข้าวไร่โดยใช้แรงงานคนมานาน พึ่งพาน้ำฝนตามฤดูกาล จึงผูกพันกับที่และอยู่ติดฝั่งมากกว่าชาวมอแกน

แต่แล้วหลังสึนามิกลับมีผู้อ้างสิทธิ์เหนือขุมเขียว มีการนำท่อคอนกรีตมาวางกีดขวางทางเข้า รวมถึงขับไล่ชาวมอแกลนออกจากพื้นที่

“เขาเดินมายิงตรงนี้”

กล้วยละล่ำละลักเล่าเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป วาดมือชี้ยังหาดทรายสีขาวโพลน

วันก่อนเธอกับเพื่อนชาวมอแกลนเพิ่งเข้ามาตักทรายไปร่อนแร่ขายเป็นรายได้เสริม แล้วถูกคนแปลกหน้ายิงปืนไล่

ในอดีตพื้นที่นี้เป็นขุมเหมืองกว้างใหญ่ ก่อนที่จะหมดสัมปทานไปเมื่อปี 2529

เหลือทิ้งไว้แต่ทรายกองพูนที่มีแร่ดีบุกหลงเหลือปะปนในเม็ดทราย ให้ชาวมอแกลนได้ตักทรายไปร่อนหาแร่เป็นรายได้เสริม

“เราเคยจับปลา หากินกันมาแต่ปู่ย่า ถึงหน้ามรสุมก็เอาเรือเข้ามาจอดในขุมเขียว พอคลื่นลมสงบก็ขับเรือออกไปหาปลาในทะเล แล้วทำไมวันนี้ถึงมีคนมาขับไล่เรา”

กล้วยกล่าวอย่างไม่เข้าใจ เหตุใดหาดทราย ป่าชายเลน ถึงมีเจ้าของ

ทรัพยากรทั้งหลายไม่ควรมีใครเป็นผู้ครอบครองมิใช่หรือ

คลื่นถั่งโถมเข้าหาฝั่ง แล้วซึมหายไปในเม็ดทราย คือคำตอบ

ข้อมูลจากหนังสือ ประวัติชุมชนและเส้นทางเรียนรู้วัฒนธรรม บ้านบางสัก ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนบางสัก โดยแบ่งออกเป็น 5 ช่วงด้วยกัน

เริ่มจากช่วงแรก ชาวมอแกลนอาศัยอยู่กลางธรรมชาติ ชุกชุมด้วยสัตว์ป่า โรคระบาด ตอนนั้นบ้านบางสักมีสภาพเป็นป่าทึบ การทำมาหากินของชาวมอแกลนคือปลูกข้าวไร่ ตกปลา เก็บกุ้ง เก็บหอย

ต่อมาเริ่มมีการเข้ามาของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีการจับจองพื้นที่โดยคนต่างถิ่น สภาพแวดล้อมของบ้านบางสักเปลี่ยนแปลงไปมาก คือมีการเปิดหน้าดิน ขุดและดูดทรายขึ้นมากองทับถมเป็นเนินสูง พืชพันธุ์แปรสภาพจากต้นไม้ริมชายหาด ป่าโกงกาง พื้นที่ชุ่มน้ำ เหลือแค่ไม่กี่ชนิดที่เติบโตดีในดินทราย พื้นที่ทำนาทำไร่ลดลงไปในช่วงนี้ ขณะที่ความเป็นอยู่ของชาวมอแกลน เมื่อเจ้าของเหมืองบอกให้ย้ายออก ชาวมอแกลนก็ยอมย้ายแต่โดยดี บางคนหลบหนีเข้าไปอยู่ในป่าลึก เพราะไม่อยากมีปัญหา

ช่วงต่อมาเป็นการรุกคืบของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มีการทำฟาร์มกุ้ง สร้างที่พัก รีสอร์ทที่เกิดขึ้นแห่งแรกชื่อว่า “ทับตะวัน” ทำให้พื้นที่นี้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “หาดทับตะวัน”

ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์สึนามิ จังหวัดพังงาได้รับความเสียหายรุนแรง โรงเรียนบางสักพังทลายเหลือเพียงเสาธง หลังคลื่นสงบลงความช่วยเหลือก็หลั่งไหลเข้ามา ทั้งเรื่องอาหาร น้ำ การสร้างบ้านทดแทนหลังที่ได้รับความเสียหาย แต่เกือบทั้งหมดไม่ได้สร้างในพื้นที่เดิมที่ชาวมอแกลนเคยอยู่อาศัย

ช่วงสุดท้ายนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา คือรุกคืบของธุรกิจท่องเที่ยวระลอกสอง กิจการโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร เพิ่มจำนวนจนเบียดประชิดกับบ้านของชาวมอแกลน

เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในพื้นที่ขุมเขียว ชุมชนบางสัก สะท้อนบทเรียนหลายอย่างที่มีต่อสังคมไทย

ทางด้านธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากฝีมือมนุษย์และภัยธรรมชาติ แต่ระบบนิเวศก็ยังยืนหยัด ยืดหยุ่น และฟื้นตัวได้

ในแง่โครงสร้างทางกฎหมาย สะท้อนให้เห็นความลักลั่นของระบบสัมปทานเหมืองหลังหมดอายุประทานบัตรกับการคืนพื้นที่ หากพื้นที่อยู่ในป่าควรตกอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ หากอยู่ในเขตชายฝั่งควรตกอยู่ในความดูแลของกรมทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง หรือกรมเจ้าท่า แต่ในหลายกรณีกลับพบว่า การจัดการที่ดินหลังหมดอายุประทานบัตรเอื้อให้เจ้าของเหมืองถือกรรมสิทธิ์

ในแง่ของสังคมวัฒนธรรม ขุมเขียวสะท้อนให้เห็นการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะหล่อเลี้ยงผู้คน มีผู้คนจากหลายชุมชนเข้ามาในขุมเขียว แต่เมื่อเริ่มมีกฎหมายกรรมสิทธิ์ที่ดินก็เกิดการแก่งแย่งกีดกัน ถึงขั้นนำท่อซีเมนต์มาวางกันพื้นที่ เรียกเก็บค่าจอดเรือ จนพื้นที่สาธารณะแทบจะถูกครอบครองไปเกือบหมด

คมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นักวิชาการที่สนใจประเด็นชนกลุ่มน้อย ให้ความเห็นว่า ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล สะท้อนปัญหาของคนด้อยโอกาสในประเทศไทย

“ปัญหาคือการตรากฎหมายมาจากกระบวนการที่มีวิธีคิดแบบคนเมือง ยกตัวอย่างเมื่อพูดถึงที่ดินในเมือง มันไม่มีเรื่องของโฉนดชุมชน คนเมืองมีแต่ระบบจัดสรรที่ดินส่วนกลางในลักษณะอาคารชุด แต่ในชนบทมันยังมีที่ดินสาธารณะ พื้นที่ที่มีการดูแลร่วมกันโดยไม่ต้องระบุว่าใครเป็นเจ้าของ ทุกคนคือผู้ใช้ประโยชน์ทรัพยากรร่วมกัน จึงเป็นผู้ที่จะช่วยกันอนุรักษ์และพัฒนา”

หลังมื้ออาหารข้างขุมเขียว กล้วยเดินนำหน้าเพื่อนชาวมอแกลนตรงเข้าตักทรายมาร่อนแร่ด้วยวิธีแบบพื้นบ้าน ซึ่งปกติจะทำเฉพาะฤดูมรสุม เพราะคลื่นลมแรงจะกวาดทรายบริเวณหน้าชายหาดกลับลงไปในทะเล ขณะเดียวกันก็กวนเอาเศษแร่ที่หลับใหลจากพื้นทะเลขึ้นมาบนชายหาด

กลุ่มหญิงชาวมอแกลนเริ่มต้นงานด้วยการกวาดแร่ โดยใช้ไม้ไผ่หรือแกลลอนผ่าซีกตักทรายขึ้นมาใส่บนรางไม้กระดาน แล้วราดน้ำเพื่อแยกทรายที่มีน้ำหนักต่างจากแร่ออกไปส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงนำมาร่อนในน้ำทะเลด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า “เลียง” ภาชนะกลมแบนคล้ายกระทะทำมาจากไม้

งานร่อนแร่ใช้เวลามาก เพราะเป็นงานละเอียด ในขั้นตอนสุดท้ายยังต้องนำกลับไปทำต่อที่บ้าน แต่ก็ช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

ก่อนนี้การร่อนแร่ของชาวมอแกลนไม่ต้องขออนุญาต แต่ทุกวันนี้ต้องมีใบอนุญาตร่อนแร่จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งจะให้โควตากับ “เถ้าแก่” ชาวมอแกลนต้องจ่ายค่าใบอนุญาตให้เถ้าแก่ราคา 500 บาทต่อปี โดยมีการรับซื้อแร่ตะกั่วจากมอแกลนในราคากิโลกรัมละ 230 บาท

ในวันที่ “ปาดังก่อมะเฒ่านึ่ง” ที่ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของชาวมอแกลนกลายเป็นเขตหวงห้าม ขณะที่หาดทรายวันนี้กำลังมีผู้อ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของ ชีวิตชาวมอแกลนที่มีระบบคิด “ไม่ยึดติดกับการครอบครอง” จะเดินไปสู่หนทางใด

 

@ราไวย์_กลั้นลมหายใจใต้ทะเลลึก

ท้องทะเลคงสีฟ้าครามเข้ม แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินสดใส เรือหัวโทงลำใหญ่แล่นออกจากหาดราไวย์อย่างช้าๆ

เกลี้ยง หาญวารี ทายาทอูรักลาโว้ยแห่งหาดราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ทำประมงพื้นบ้านอยู่แถบนี้มาตั้งแต่ยังเด็ก

“พ่อของผมหาปลาเก่งและเป็นคนสอนให้รู้จักการดำน้ำ เมื่อพ่อเห็นว่าผมดำน้ำได้นานก็พาไปจับปลารอบเกาะ ออกทะเลครั้งหนึ่งนานสี่ห้าวันจึงได้กลับบ้าน”

เกลี้ยงเล่าว่า เมื่อถึงบ้านต้องรีบนอนพักเอาแรง เพื่อจะออกไปจับปลาต่อ

“บางครั้งเราไปกันถึงเกาะพีพี เรามีญาติอยู่ที่นั่น เรามักจะนอนค้างกันบนชายหาด บางครั้งก็บนเรือ” ชาวอูรักลาโว้ยหนุ่มสื่อสารด้วยสำเนียงคนถิ่นใต้

“เมื่อพ่อเห็นว่าได้ปลามากพอเมื่อไหร่ ก็จะขับเรือกลับบ้าน”

การทำประมงเพื่อดำรงชีพของชาวอูรักลาโว้ยสมัยก่อนเป็นไปอย่างอิสระเสรี แต่วันนี้พื้นที่ตามแนวชายฝั่งมีผู้ประกาศตนเป็นเจ้าของ มีสิ่งปลูกสร้างเพื่อการท่องเที่ยว ทั้งรีสอร์ท โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงพื้นที่ประกาศเขตอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งไม่อนุญาตให้ชาวเลรุกล้ำเข้าไป

ผลพวงของความเปลี่ยนแปลง ทำให้พวกเขาต้องออกหากินในพื้นที่อันไกลขึ้น

“เราทิ้งเครื่องมือจับปลาไว้ในทะเล บางครั้งมันอยู่ใกล้กับแหล่งดำน้ำดูปะการังที่เมื่อก่อนเคยเป็นแหล่งทำมาหากินของพวกเรา พอนักท่องเที่ยวเห็นเข้าก็คิดว่าเราทำลายสิ่งแวดล้อม ตัดอวนจับปลาของเราหมดเพื่อปล่อยปลา เราต้องเสียเงิน เสียเวลา ต้องหนีไปวางอวนหาปลาในทะเลที่อยู่ไกลออกไป”

ในอดีตชาวอูรักราโว้ยเคยหากินริมฝั่งได้ แต่เมื่อความเจริญเข้ามา พื้นที่ที่เคยงมหอย จับปลา ถูกกันไว้ให้กับอุตสากรรมการท่องเที่ยว ชาวอูรักราโว้ยต้องออกไปหากินห่างฝั่งไกลถึง 3-4 กิโลเมตร ต้องดำน้ำลึก 40-50 เมตร ซึ่งใช่ว่าจะหาปลาได้มากขึ้น เพราะในเขตน้ำลึกมีออกซิเจนน้อย ปลาก็น้อย

ข้อมูลจากหนังสือ อีกัดราโวจ โดยสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รายงานว่า ชาวอูรักลาโว้ย หาดราไวย์ เคยมีพื้นที่ใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลทั่วอันดามันมากถึง 25 แหล่ง เช่น หน้าเกาะเฮ เกาะพยาม หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะเภตรา แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2 แหล่งเท่านั้น คือที่หาดราไวย์และเกาะราชา ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะถูกคุกคามด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

เรือหัวโทงของเกลี้ยงเงียบเสียงเมื่อถึงกลางทะเลกว้าง จากตรงนี้มองเห็นบ้านบนฝั่งเป็นเพียงจุดเล็กๆ

สนิท เพื่อนของเกลี้ยง ชาวอูรักลาโว้ยอีกคนหนึ่งเตรียมดำน้ำ

ทุกวันนี้เมื่อไม่สามารถจับสัตว์น้ำในเขตน้ำตื้น ชาวอูรักลาโว้ยจึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยหาปลาในเขตน้ำลึก ด้วยการใช้หน้ากากและเครื่องปั๊มลม

ในขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวชมปะการังน้ำลึกโดยสวมชุดประดาน้ำพร้อมสะพายถังออกซิเจนบนบ่า ชาวเลอูรักลาโว้ยดำจับสัตว์น้ำด้วยการกลั้นหายใจ หรือไม่ก็ใช้เครื่องช่วยหายใจที่ประดิษฐ์ขึ้นเองอย่างง่ายๆ โดยตั้งเครื่องปั๊มลมไว้บนเรือ เปิดเครื่องอัดอากาศเข้าไปตามสายยาง ปลายสายต่อเข้ากับหน้ากาก และสวมเข็มขัดที่มีก้อนตะกั่วถ่วงไม่ให้ตัวลอย

การทำอย่างนี้ช่วยให้ดำน้ำได้นานขึ้น แต่กรณีที่ต้องดำน้ำลึกมากกว่า 40 เมตร ก็ทำให้เกิดโรคน้ำหนีบ อาการเบื้องต้นของโรคนี้คือชา ปวดเมื่อยตามแขนขา ถ้ารุนแรงคือพิการตั้งแต่ช่วงเอวลงไป บางรายขึ้นจากน้ำได้ไม่นานก็เสียชีวิต

กลอย บางจาก ชาวอูรักลาโว้ยอีกคนที่ป่วยด้วยโรคน้ำหนีบ เคยเป็นนักดำน้ำที่กลั้นหายใจได้อึดที่สุด

จนเมื่อหลายปีก่อน ขณะดำน้ำลงไปจับปลา กลอยเกิดอาการมึนวูบ และป่วยด้วยโรคน้ำหนีบจนไม่สามารถดำน้ำจับปลาได้อีกต่อไป

คณะแพทย์และพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ งานเวชศาสตร์ใต้น้ำ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ให้ข้อมูลว่า เมื่อปี 2555-2556 สถิติผู้ป่วยโรคน้ำหนีบที่มาพบแพทย์โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตมีทั้งหมด 28 ราย โดยเป็นผู้ป่วยที่มาจากจังหวัดสตูล พังงา กระบี่ ภูเก็ต ปี 2555 มีผู้เสียชีวิตที่เกาะหลีแป๊ะ จังหวัดสตูล คณะแพทย์ให้คำแนะนำเพื่อป้องกันโรคน้ำหนีบว่า หลังการดำน้ำลึกต้องไม่ว่ายขึ้นพรวดเดียวถึงผิวน้ำ โดยให้หยุดพักเมื่อถึงครึ่งทาง จากนั้นจึงค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมายังผิวน้ำ เพื่อให้ร่างกายได้สมดุลกับแรงดันภายนอกและมีเวลาในการขับก๊าซไนโตรเจนออกจากร่างกาย

กลอย ไม่ปฏิเสธข้อมูลเชิงวิชาการของแพทย์สมัยใหม่ แต่เขาสงสัยว่าถึงแม้จะมีวิธีป้องกัน ชาวอูรักลาโว้ยก็ถูกบีบบังคับให้ต้องดำน้ำลึกอยู่ดี

“พวกเราควรจะมีสิทธิ์ดำน้ำตื้นอย่างที่เคยเป็นมาก่อนไม่ใช่หรือ” พรานทะเลที่ชั่วชีวิตไม่อาจดำน้ำลึกได้อีก กล่าวอย่างท้อแท้และสิ้นหวัง

“เวลาเราเอาลอบหรือไซไปวางตรงน้ำตื้น พวกนักท่องเที่ยวก็คิดว่าเราทรมานสัตว์ แอบใช้มีดตัดหรือทำลาย พอเราออกไปหากินไกลฝั่ง เรืออวนลากอวนรุนลำใหญ่ก็กวาดเอาเครื่องมือหากินของเราไปหมด ทุกที่ที่มีเรือประมงลำใหญ่เข้ามา เรารู้แล้วว่าพรุ่งนี้ปลาฝูงนี้หมดแน่”

ทุกวันนี้ยังมีชาวอูรักลาโว้ยจากหาดราไวย์และพื้นที่ต่างๆ ถูกจับกุมข้อหาลักลอบดำน้ำและจับสัตว์น้ำในเขตอุทยานแห่งชาติ

“ชาวบ้านทำมาหากินกันมาตั้งนาน ทำไมต้องมากั้นเขตหวงห้าม ไม่ให้พวกเราทำมาหากิน ดูอย่างเกาะหนู เกาะแมว เกาะเฮ ที่กลายเป็นเขตรักษาพืชพันธุ์ คิดจะเก็บไว้ให้นักท่องเที่ยวดูปะการัง แล้วดูสิ แต่ก่อนเกาะเฮเคยมีปะการังสวยมาก ตอนนี้ไม่มีเหลือ” เกลี้ยงพูดอย่างเจ็บช้ำและตั้งคำถาม

“วิถีของเราไม่ใช่หรือที่รักษาปะการังเอาไว้ ชาวเลรู้ว่าปะการังอยู่ตรงไหน ตรงนั้นจะไม่เข้าไป ไม่เหยียบ จะว่ายข้าม เราจะลงไปตรงทรายขาวที่เป็นทรายใต้น้ำ”

ถึงแม้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 จะเห็นชอบในหลักการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ให้กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลสามารถประกอบอาชีพประมง หาทรัพยากรตามเกาะต่างๆ และเสนอผ่อนปรนพิเศษในการประกอบอาชีพประมงที่ใช้อุปกรณ์ดั้งเดิม สามารถเข้าไปทำมาหากินในพื้นที่อุทยานและเขตอนุรักษ์อื่นๆ ได้ ต่อมามีการเสนอรายชื่อเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่ชาวเลใช้ประโยชน์อยู่ในวิถีประจำวัน 17 ชนิด เช่น ลอบ ไซ เหล็กยิงปลา หน้ากาก ปั๊มลม ตีนกบ เบ็ดตกหมึก เฌอ ชนาง ฉมวก ขวานหาเพรียง ฯลฯ

ทว่ามติคณะรัฐมนตรีไม่มีผลในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ยังคงยึดกฎหมายอุทยานแห่งชาติในการทำหน้าที่ ทุกวันนี้ยังคงมีชาวเลถูกจับถูกยึดเรือ

….

ที่ความลึก 40 เมตรใต้ทะเล เรามองเห็นอะไร

สำหรับนักท่องเที่ยวอาจเห็นปะการังและชีวิตหลากสีสันใต้ท้องทะเล

แต่สำหรับชาวอูรักลาโว้ย เห็นจะมีก็แต่ความมืดมิด

 

@ประเทศไทย_ขอบฟ้า ขอบฝั่ง ความหวังของชาวเล

ทะเลอันดามันเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงโด่งดังติดอันดับโลกด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

เกาะแก่ง หน้าหาด ตั้งแต่จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สตูล ทำหน้าที่รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลในแต่ละปี แต่คงมีน้อยคนจะรับรู้หรือสนใจว่าพื้นที่แถบนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมต่างจากเรา

กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล

บรรพบุรุษของพวกเขาคือ มอแกน มอแกลน อูรักลาโว้ย มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับท้องทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันตกมาช้านาน

เมื่อเราเดินทางไปท่องเที่ยวภูเก็ตหรือจังหวัดต่างๆ บางชายหาดเราอาจเดินปะปนกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล บางครั้งพวกเขาอาจขับเรือท่องเที่ยวให้กับเรา บางครั้งเขามาในฐานะคนขายของที่ระลึก

พวกเขาคือคนกลุ่มหนึ่งซึ่งหาทางปรับตัวเข้ากับสังคมสมัยใหม่

ขณะที่มีชาวเลอีกจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในสถานะผู้ถูกคุกคามทางสังคมและวัฒนธรรม

ในวันที่อันดามันไม่เหมือนเดิม วันที่หน้าหาด เกาะแก่ง ทรัพยากรธรรมชาติ ยังมีคำถามว่ากำลังได้รับการ “อนุรักษ์” หรือ “เก็บรักษา” ไว้เพื่อใคร

ยุคสมัยที่ผู้คนให้ความสนใจการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว น่าสนใจว่า “วันนี้” และ “อนาคต” จะยังมีพื้นที่เหลือพอให้กับกลุ่มชนเผ่าดั้งเดิมอย่างกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอีกหรือไม่