The New Landmark of Thailand

…สิรินยา วัฒนสุขชัย

 

หลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ไม่นานรัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ผุดนโยบายปลุกกระแสความนิยม โดยหยิบเอาโครงการเก่าขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ เพื่อเตรียมมอบเป็นของขวัญด้วยความตั้งใจที่จะ “คืนความสุข” ให้กับประชาชนชาวไทย

ของขวัญที่รัฐบาล คสช. มุ่งหวังที่จะคืนความสุขให้กับประชาชนชิ้นนี้คือ “โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา” หรือที่เรียกว่า “The New Landmark of Thailand” โดยออกแบบให้เป็นทางคอนกรีตเลียบขนานสองริมฝั่งแม่น้ำ ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ รวมระยะทางตามแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกโดยประมาณ 140 กิโลเมตร

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วจนกระทั่งว่าประชาชนยังไม่ทันได้ทราบรายละเอียดข้อดีข้อเสียของโครงการแต่อย่างใด

 

—– เจ้าพระยาเป็นของทุกคน —–

โครงการนำร่องเฟสแรกจะเริ่มตั้งแต่สะพานพระราม 7 ถึงสะพานพระปิ่นเกล้า ออกแบบเป็นทางคอนกรีตฝั่งละ 7 กิโลเมตร รวม 14 กิโลเมตร โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ถนนเลียบแม่น้ำสายนี้จะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 3 เมตร กว้าง 19.5 เมตร ประกอบด้วย ทางเดินติดริมแม่น้ำกว้าง 7 เมตร สวนหย่อม 3 เมตร ทางจักรยานกว้าง 7 เมตร ทางเท้าและบันได 2.5 เมตร และกำหนดให้เป็นเขตปลอดรถยนต์ เพื่อกิจกรรมสันทนาการสำหรับชุมชน เช่น การออกกำลังกายและปั่นจักรยาน

ทว่าของขวัญที่รัฐบาล คสช. ได้เปิดไฟเขียวให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เริ่มดำเนินการไปอย่างไม่เป็นทางการเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2558 กลับกลายเป็นข้อถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหลากสาขา และประชาชนทั่วไป สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย ทั้งกระบวนการศึกษาและออกแบบโครงการที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส เนื่องจากโครงการนี้จะใช้งบประมาณที่คาดว่าจะสูงถึง 14,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบเวลาที่รีบเร่งเพียง 15 เดือน เพื่อให้ทันเวลาที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นต้นเรื่องโครงการต้องการจะเห็นการตอกเสาเข็มต้นแรกลงในแม่น้ำเจ้าพระยาภายในเดือนตุลาคม 2559

ทั้งนี้ โครงการทั้งหมด 140 กิโลเมตร อยู่ระหว่างการทำการศึกษา โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ยกเว้นอีก 57 กิโลเมตรในเขตกรุงเทพฯ เป็นความรับผิดชอบของ กทม.

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของกลุ่ม ‘Friends of the River’ ประกอบด้วย สถาปนิกร่วมร้อยคน และขยายตัวเป็นกลุ่มสมัชชาแม่น้ำที่มีองค์กรพัฒนาเอกชน ผู้ประกอบการ และองค์กรวิชาการ 61 แห่ง มองว่า รูปแบบของทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยามีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับการยกเอาทางด่วนคอนกรีตขนาดมหึมาไปตั้งริมสองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งในมุมมองทางสถาปัตกรรมอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ทัศนอุจาด’ ทำลายทัศนียภาพริมสองฝั่งแม่น้ำ

อีกทั้งกลุ่มนักประวัติศาสตร์ต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประวัติศาสตร์ของชุมชนเก่าแก่ริมสองฝั่งแม่น้ำที่อาจถูกลบเลือนไปหากมีไล่รื้อชุมชน อีกทั้งสถาปัตยกรรมเก่าแก่ บ้านเรือน และวัดวาอารามอาจถูกบดบังด้วยแท่งคอนกรีตขนาดยักษ์ตลอดเส้นทาง

ขณะที่นักสิ่งแวดล้อมมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับเสาตอม่อคอนกรีตกว่า 400 ต้น ที่จะถูกปักลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดปัญหาด้านชลศาสตร์และอุทกศาสตร์ ในขณะที่วิศวกรก็แสดงความเป็นห่วงว่า ขนาดความกว้างของแม่น้ำเจ้าพระยาที่หดแคบลง จะมีผลต่อความเร็วของกระแสน้ำ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกับการสัญจรทางน้ำ

ท่ามกลางเสียงคัดค้านและความเคลือบแคลงใจในโครงการที่รัฐบาล คสช. รีบเร่งดำเนินการเช่นนี้ ทำให้ กทม. ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการต้องตั้งทีมที่ปรึกษาเพื่อทำการศึกษาความคุ้มค่าการลงทุนของโครงการ โดยมีการลงนามสัญญาจ้างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นที่ปรึกษางานสำรวจ ออกแบบ และจัดทำแผนแม่บท พร้อมออกมาตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้นภายใต้แนวคิด “เจ้าพระยาเพื่อทุกคน” (Chao Phraya for All) มีจุดประสงค์ที่เน้นการอนุรักษ์-สืบสาน-สร้างสรรค์

ขอบข่ายการศึกษาที่สองสถาบันได้รับมอบหมายภายใต้งบประมาณ 120 ล้านบาท คาดว่าจะสิ้นสุดการศึกษาในระยะเวลา 7 เดือน หรือสิ้นเดือนกันยายน 2559 โดยจะทำการสำรวจพร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ก่อนจะมีการจ้างผู้รับเหมาและใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 18 เดือน ซึ่งคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2561

หลายคนตั้งข้อสังเกตตั้งแต่ในช่วงแรกว่า เพราะเหตุใดทางเลียบแม่น้ำจึงจำเป็นต้องมีความกว้างที่ยื่นลงไปในแม่น้ำถึงฝั่งละ 19.5 เมตร หากถนนที่ขนาบแม่น้ำสองฝั่งนี้จะถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อให้คนใช้ปั่นจักรยานหรือทำกิจกรรมสันทนาการเท่านั้น

หลังจากมีกระแสต่อต้านทางเลียบแม่น้ำแห่งนี้ทำให้ กทม. ออกมาอ้างว่ายังไม่ได้กำหนดแบบที่ชัดเจน เนื่องจากต้องรอผลการศึกษาจากหน่วยงานที่ปรึกษาก่อน จึงจะทำการออกแบบให้แล้วเสร็จ แต่เบื้องต้นได้มีการลดขนาดความกว้างลงถึง 2 ครั้ง จาก 19.5 เมตร ตามมติ ครม. เหลือเพียง 15 เมตร และ 12 เมตรในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะโครงการถนนเลียบแม่น้ำสายนี้เคยถูกปัดฝุ่นและพับเก็บเข้ากรุไปแล้วหลายครั้งในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจมาจากความงามของทางเดินริมน้ำในเมืองใหญ่ของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงโซล ลอนดอน ปารีส หรือนิวยอร์ก

แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากเมืองหลวงของไทยก็คือ ทางเดินเลียบแม่น้ำของอารยะประเทศเหล่านั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เมืองถูกสร้างเรียบร้อยแล้ว แต่ถูกวางแผนมาพร้อมกับผังเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงทางเลียบแม่น้ำตามเมืองใหญ่เหล่านี้ไม่ได้สร้างโดยฝังเสาตอม่อลงในแม่น้ำเช่นเดียวกับโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นในบ้านเรา

จริงอยู่ว่า การสร้างทางเลียบเจ้าพระยาโดยฝังตอม่อลงในแม่น้ำเจ้าพระยาจะช่วยให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นกว่า เนื่องจาก กทม. ไม่จำเป็นต้องเวนคืนที่ดินริมน้ำของเอกชนและหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อและประหยัดงบประมาณของรัฐในการก่อสร้าง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมานั้นอาจส่งผลกระทบในหลายมิติ

 

—– สถานที่ที่จะได้รับผลกระทบ —–

ศาสนสถาน 8 แห่ง

สถานที่สำคัญ 19 แห่ง

สถานที่ราชการ 8 แห่ง

โรงเรียน 8 แห่ง

ท่าเรือ 36 แห่ง

ชุมชนรุกล้ำ 29 แห่ง

 

—– ฝันไกลถึงมรดกโลก —–

หลังจากได้ทำการลงพื้นที่ศึกษาความคุ้มค่าการลงทุนและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทีมที่ปรึกษาโครงการ นำโดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า ได้ลงพื้นที่พบปะ 33 ชุมชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ โดยใช้เวลา 4 เดือนเศษ เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนและกลั่นกรองออกมาเป็น 12 แผนงาน โดยเป้าหมายของการศึกษาเพื่อพัฒนา อนุรักษ์ สืบสาน และสร้างสรรค์ ให้เป็นมรดกของชาติตามแนวทางมรดกโลก รวมถึงเป็นการฟื้นฟูสองฝั่งแม่น้ำ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางให้กับคนกรุงเทพฯ

ในขั้นตอนการศึกษา ทีมที่ปรึกษาได้เสนอให้ กทม. ผู้เป็นเจ้าของโครงการทางเลียบแม่น้ำ ให้เก็บรักษาบ้านเสาสูงริมน้ำในชุมชนมิตรคาม เขตสามเสน เพื่อเป็นการอนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งนั่นหมายถึง กทม. จะเป็นผู้ที่ต้องตัดสินใจว่าจะเก็บรักษาชุมชนดั้งเดิมนี้ไว้ตามที่ทีมที่ปรึกษาแนะนำหรือไม่

ผศ.ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี รองผู้จัดการและโฆษกโครงการ ยืนยันว่า หากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงการทางเลียบแม่น้ำ นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่นอกจากจะเป็นการฟื้นฟูพื้นที่ริมน้ำแล้ว ยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้กับประชาชนอีกด้วย

“ข้อดีของการสร้างทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาคือ สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อเวนคืนพื้นที่ และยังไม่ต้องประสบปัญหาความขัดแย้งกับชุมชนที่ต้องถูกเวนคืนที่ดินอีกด้วย”

 

—– 12 แผนงานโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โครงการนำร่อง 14 กิโลเมตร —–

1. โครงการพัฒนาพื้นที่ชุมชน

2. งานพัฒนาจุดหมายตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

3. การพัฒนาท่าเรือ

4. การพัฒนาเส้นทางการเข้าถึงพื้นที่

5. การจัดการทำทางเดินริมแม่น้ำ

6. การปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อน

7. พัฒนาศาลาท่าน้ำ

8. การจัดทำพื้นที่บริการสาธารณะ

9. พัฒนาพื้นที่ศาสนสถาน

10. ปรับปรุงพื้นที่แนวคูคลองประวัติศาสตร์

11. พัฒนาพื้นที่นันทนาการและสวนสาธารณะริมน้ำ

12. สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำ

 

—– ถามประชาชนบ้างหรือยัง —–

“ไม่เห็นมีใครเคยมาถามเลยว่า เราอยากได้อะไร” สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว พูดถึงของขวัญจากรัฐบาล คสช. ที่ “สั่ง” ให้สร้าง โดยมิได้เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ

หลังจากที่กลุ่มสถาปนิกกว่าร้อยคนได้รวมตัวกันเพื่อทักท้วงการออกแบบทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากมีการประเมินรูปลักษณ์ของสิ่งก่อสร้างดังกล่าวจากข้อมูลของมติ ครม. ว่า อาจก่อให้เกิดทัศนอุจาดของ “ทางด่วนคอนกรีต” ที่จะสร้างลงบนแม่น้ำที่เปรียบเป็นแหล่งวัฒนธรรมของประเทศ ในขณะที่นักวิชาการสาขาต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และนักสิ่งแวดล้อม ต่างเป็นห่วงกับโครงการนี้ไม่แพ้กัน

สรณรัชฎ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงนอกเหนือไปจากเรื่องงบประมาณมหาศาลคือ กระบวนการที่ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งย่อมไม่ส่งผลดีกับตัวโครงการ

“การเข้าถึงพื้นที่ริมน้ำ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นทางเลียบแม่น้ำตลอดทั้งสาย” สรณรัชฎ์ ออกความเห็น

ในขณะที่กรุงเทพฯ กำลังจะจมน้ำในอัตราที่เร็วกว่าที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ โครงสร้างแข็งขนาดใหญ่ เช่น ทางเดินริมน้ำที่รัฐคาดหวังจะใช้เป็นเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ไม่น่าจะเป็นทางออกที่ถูกต้องสำหรับเมืองหลวงในปัจจุบัน

โครงสร้างแข็งเช่นเขื่อนนั้นได้กลายเป็นสิ่งที่ล้าหลังไปเสียแล้ว เธอยกตัวอย่างประเทศเยอรมนีที่เคยมีน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2543 จนทำให้รัฐบาลต้องกลับมาทำการศึกษาเรื่องน้ำ และค้นพบว่าเขื่อนกั้นน้ำกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง จนเริ่มมีการรื้อทำลายทิ้งและไม่สร้างเพิ่มในที่สุด

อย่างไรก็ตาม สรณรัชฎ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไม่สามารถจัดการได้เป็นจุดเล็กๆ จุดเดียว แต่รัฐบาลควรจะแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการจัดทำแผนแม่บท เพื่อใช้มองภาพรวมและแก้ไขทั้งประเทศไปพร้อมกัน ซึ่งการแก้ปัญหาน้ำท่วมควรจะมีการออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ เช่น บางพื้นที่อาจต้องการแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำ ส่วนพื้นที่ราบลุ่ม เช่น ภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ต่ำกว่าจังหวัดใกล้เคียง ควรจะมีการนำวิถีคลองกลับคืนมา

“บรรพบุรุษของเราคิดไว้แล้วว่า บ้านเราต้องมีคลอง เพราะเมืองของเราตั้งอยู่บนฟลัดเวย์” สรณรัชฎ์ กล่าว

เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า โดยปกติแล้วการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) ต้องใช้เวลาศึกษาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตามฤดูกาล แต่โครงการการศึกษา Chao Phraya for All กลับใช้เวลาทั้งหมดเพียง 7 เดือน ซึ่งนับรวมตั้งแต่การศึกษาความคุ้มค่าการลงทุน การศึกษาผลกระทบวัฒนธรรมและวิถีชีวิต การศึกษา EIA รวมไปถึงการออกแบบแผนแม่บทที่จะใช้กำหนดทิศทางการพัฒนาสองริมฝั่งแม่น้ำ

“ระยะการศึกษาสั้นเกินไป ไม่น่าเชื่อถือ และไม่ครอบคลุมพอที่จะยึดถือเป็นหลักวิชาการได้”

อีกทั้งในทางเทคนิคแล้ว ควรมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาตามระยะทาง 57 กิโลเมตรของโครงการทั้งหมด ไม่ใช่ศึกษาเพียงแค่ระยะทาง 7 กิโลเมตรของโครงการนำร่อง เนื่องจากสิ่งก่อสร้างบนแม่น้ำจะต้องมีผลกระทบกับแม่น้ำทั้งสายอย่างแน่นอน

ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวด้วยความเป็นห่วงอีกว่า ทีมที่ปรึกษาอาจจะมีข้อมูลที่ไม่ทันสมัย เนื่องจากหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 เจ้าของพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยาทั้งสายไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐบาลหรือเอกชน ล้วนมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำหน้าพื้นที่ของตนเองเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดจากน้ำท่วมอีกในอนาคต ซึ่งสิ่งก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังนี้ย่อมมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม

อีกข้อกังวลของ ผศ.ดร.สิตางศุ์ คือขนาดและจำนวนของเสาตอม่อที่จะถูกใช้เป็นฐานของทางเลียบแม่น้ำแห่งนี้ อาจมีผลกับความจุของลำน้ำ และทำให้ความเร็วในการไหลของกระแสน้ำมีความเชี่ยวมากขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3

แม้ว่าขนาดและลักษณะของเสาตอม่อที่จะถูกสร้างลงไปบนแม่น้ำเจ้าพระยาจะยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน แต่จากการศึกษาคำนวณอย่างคร่าวๆ ถึงความเป็นไปได้ของขนาดเสาที่จะต้องใช้คือ ประมาณ 80 เซนติเมตร ผศ.ดร.สิตางศุ์ พบว่า จะทำให้กระแสน้ำในแม่น้ำไหลเร็วและแรงขึ้นจากเดิมอยู่ที่ประมาณ 0.7 เมตรต่อวินาทีในช่วงเวลาปกติ และ 1-1.4 เมตรต่อวินาทีในช่วงฝนตก ซึ่งตัวเลขนี้จะมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นหากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง

“เรือพายไม่น่าจะใช้งานได้อีกต่อไป” ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวอย่างเป็นห่วงถึงเรือขนาดเล็กกว่า 20 ที่นั่ง ที่แล่นในแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะหายไปจากสายน้ำแห่งนี้ เพราะเรือเหล่านี้มีขนาดเล็กเกินกว่าจะสามารถต้านกระแสน้ำที่เร็วและแรงขึ้น

ผศ.ดร.สิตางศุ์ อธิบายถึงธรรมชาติการไหลย้อนของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาว่า ในฤดูน้ำหลาก น้ำจากทางภาคเหนือที่ไหลลงสู่ทะเล จะสามารถไหลย้อนจากปากอ่าวป้อมพระจุลกลับขึ้นไปถึงอำเภอบางไทร จังหวัดอยุธยา คิดเป็นระยะทางประมาณ112 กิโลเมตร หากไม่มีการปิดประตูกั้นการเดินทางของน้ำ แต่หากความกว้างของแม่น้ำถูกทำให้แคบลงด้วยทางเลียบสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จะทำให้ความจุของแม่น้ำลดลง และส่งผลให้น้ำที่ไหลย้อนกลับมีแนวโน้มที่จะเอ่อล้นออกสองฝั่ง เนื่องจากช่วงแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯ นั้นมีพื้นที่ต่ำกว่าแม่น้ำในจังหวัดอื่นๆ

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเมืองทั่วโลกที่มุ่งเสริมสร้างเมืองให้น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับประชาชน นโยบายของรัฐบาล คสช. อาจเป็นความปรารถนาดีที่อยากให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการเพิ่มพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ทำกิจกรรมสันทนาการ ชมทัศนียภาพอันสวยงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเกิดความภาคภูมิใจใน The New Landmark of Thailand ขาดแต่เพียงว่า ก่อนที่จะคืนความสุขให้ประชาชนนั้น เคยถามประชาชนสักคำหรือไม่