เปิดเฟซบุ๊คค้าสัตว์ป่า จากพงพนาสู่ตลาดนัดออนไลน์

…อินทรชัย พาณิชกุล (เรื่อง/ภาพ)

 

“ขายลูกค่างแว่น อายุ 3 เดือน ไม่มีเวลาดูแลน้องช่วงนี้ ขอส่งต่อคนที่สนใจค่ะ 4,800 บาท”

“ลูกป้อน พญากระรอกดำ เพศผู้สวยๆ ราคาไม่แรง 14,500 บาท ส่งได้ทั่วไทย”

“เหยี่ยวขาว ราคา 3,000 ไม่รวมส่ง สนใจ inbox มา”

“ขายหนังเสือปลา สภาพสมบูรณ์ หัว ขา หางครบ 1,000 บาท เหมาะเอาไปตัดทำกระเป๋า ใส่ตู้โชว์”

“นางอายไทย ไม่เชื่อง ไม่กัด ไซส์ 5 เดือน เพศผู้ ราคาเบาๆ ทักมาได้เลยจ้า”

ฯลฯ

ข้อความโฆษณาประกาศขายสัตว์ป่าถูกโพสต์อย่างโจ๋งครึ่มบนเฟซบุ๊ค ไม่ต่างจากสเตตัสขายสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ

เมื่อลองเสิร์ชคำว่า “ซื้อขายสัตว์” ปรากฏกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มลับและกลุ่มสาธารณะเด้งขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 50 กลุ่ม ภาพที่เห็นสร้างความตกตะลึงจนแทบอ้าปากค้าง นั่นคือ การประกาศขายสัตว์ป่า สัตว์แปลกจากต่างประเทศ ตั้งแต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อย่างหมีควาย เสือปลา กระจง ชะมด นาก ลิงกัง ค่างแว่น ชะนีมือขาว นางอาย จนถึงสัตว์ตัวเล็กน่ารัก เช่น เหยี่ยวขาว นกเค้าแมว นกปรอดหัวโขนเต่าเหลือง นกยูงไทย พญากระรอกดำ งูเหลือมทอง ยันหอยมือเสือ

ความรู้สึกคล้ายก้าวเท้าเข้าไปในตลาดมืด ทุกชั่วโมงจะมีผู้เข้ามาโพสต์ภาพถ่าย คลิปวิดีโอโชว์ “สินค้ามีชีวิต” ดึงดูดความสนใจของคนรักสัตว์ ใครใคร่ซื้อ-ซื้อ ใครใคร่ขาย-ขาย ใครใคร่แลกเปลี่ยนก็ยื่นหมูยื่นแมว ต่อรองราคากันอย่างเสรี

ว่ากันว่า นี่คือตลาดใหม่ของการลักลอบซื้อขายสัตว์ป่าผิดกฎหมายที่น่าเป็นห่วงที่สุด และสืบสาวแกะรอยจับกุมผู้กระทำผิดได้ยากที่สุด

 —– ตลาดค้าสัตว์ป่าออนไลน์ —–

ข้อมูลจากกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ระบุว่า มูลค่าของธุรกิจลักลอบค้าสัตว์ป่าใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ในบรรดาธุรกิจผิดกฎหมาย รองจากการค้าอาวุธ ยาเสพติด และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ คาดการณ์ว่าแต่ละปีมีเงินสะพัดในธุรกิจลักลอบค้าสัตว์ป่าไม่ต่ำกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 570,000 ล้านบาท

ที่ผ่านมาประเทศไทยถูกมองว่าเป็น “ทางผ่าน” ของเส้นทางค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ไม่ว่าต้นทางจะมาจากภูมิภาคใดในโลก แทบทั้งหมดต้องผ่านมาเข้ายังสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนกระจายออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีประเทศจีนเป็นจุดหมายปลายทาง

“การลักลอบค้าสัตว์ป่าถือเป็นอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมที่ความเสี่ยงน้อย แต่ผลตอบแทนสูงมาก ยกตัวอย่างตัวนิ่ม ซื้อขายกันแถบชายแดนมาเลเซียกิโลละ 500 บาท พอส่งไปถึงปลายทางที่จีน ราคาพุ่งถึงกิโลละหมื่น

“ถ้าขนยาเสพติดมีโทษถึงประหารชีวิต แต่ขนสัตว์ป่าจำคุกแค่ 4 ปี ปรับ 40,000 บาท จึงคุ้มที่จะเสี่ยง แล้วรายได้พวกนี้ก็จะถูกนำเอาไปสนับสนุนอาชญากรรมอื่นๆ ต่อไป เช่น ยาเสพติด ค้าอาวุธเถื่อน จนถึงการก่อกบฏแบ่งแยกดินแดนในบางประเทศ” พ.ต.อ.ธีรุตม์เทวัญ มังคละวัชร์ ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ฉายภาพเส้นทางของขบวนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

ประเด็นที่สร้างความวิตกกังวลที่สุดในหมู่นักอนุรักษ์ขณะนี้คือ การลักลอบซื้อขายสัตว์ป่าทางเฟซบุ๊ค ซึ่งเป็นเครือข่ายโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก

พ.ต.อ.ธีรุตม์เทวัญ เปิดเผยว่า แม้การซื้อขายสัตว์ป่าทางเฟซบุ๊คจะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของวงจรการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย แต่ความน่ากลัวอยู่ตรงกระแสนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกว่าใครๆ ก็โพสต์ซื้อขายสัตว์ป่ากันได้อย่างเสรี

“สมัยก่อนการค้าสัตว์ป่าออนไลน์จะอยู่ตามเว็บบอร์ดขายสัตว์เลี้ยงชื่อดัง เช่น thaipetonline siamreptile siampet ช่วงแรกๆ ก็นำสัตว์เลี้ยง สัตว์สวยงาม มาเสนอซื้อขายกันปกติ แต่หลายครั้งมีคนนำสัตว์ผิดกฎหมายมามั่วขายด้วย พอเราแจ้งไปยังแอดมินเขาก็ลบทิ้ง พวกนี้เลยหนีไปอยู่เฟซบุ๊ค ตั้งกลุ่มซื้อขายกันอย่างโจ่งแจ้ง ผู้ให้บริการเฟซบุ๊คเองก็อยู่ต่างประเทศ การจะขอความร่วมมือ ขอข้อมูลอะไรก็ลำบาก ทำได้อย่างมากก็แค่รีพอร์ทให้ปิดเพจ แต่แป๊บเดียวเขาก็ตั้งกลุ่มขึ้นใหม่ได้อีก

สัตว์ที่ถูกนำมาโพสต์ขายมีอยู่ 3 กลุ่มหลักคือ 1. สัตว์ทั่วไปที่ไม่ผิดกฎหมาย เช่น หมา แมว ปลาสวยงาม 2. สัตว์แปลกจากต่างประเทศที่อยู่ในบัญชีคุ้มครองของไซเตส (อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ CITES) 3. สัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าสัตว์ที่นิยมเลี้ยงกันมากที่สุดคือนก เช่น นกปรอดหัวโขน นกแก้วโม่ง นกเงือก นกเค้าแมว เหยี่ยว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น นางอาย กระรอกบิน ค่าง นาก รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานอย่างงูเหลือม งูหลาม เต่าดาว

ไม่เฉพาะไทยเท่านั้นที่กำลังเผชิญกับปัญหาการลักลอบค้าขายสัตว์ป่าทางเฟซบุ๊ค เมื่่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา กลุ่ม Traffic.org ของอังกฤษที่ทำงานต่อต้านการซื้อขายสัตว์ป่าได้ออกมาเรียกร้องให้มาเลเซียตรวจสอบผู้ใช้เฟซบุ๊คอย่างเข้มงวด เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการจับกุมผู้ลักลอบขายสัตว์ป่าได้ 54 คน และช่วยเหลือสัตว์ป่าได้มากกว่า 57 ชนิด โดยเฉพาะสัตว์ป่าหายาก อย่างหมีหมา หมีขอ และชะนี เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่เจอปัญหานกหายากกว่า 13 ชนิด เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อาทิ เหยี่ยวชวา นกขุนทอง นกเงือก นกกะราง นกปรอด นกเหยี่ยว และนกกระตั้ว

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เชื่อว่า เมื่อสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นตลาดค้าสัตว์ป่า จะยิ่งกระตุ้นให้คนไทยหันมาเลี้ยงสัตว์ป่ามากขึ้น

“การซื้อขายแบบตัวต่อตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ค ยิ่งทำให้ปัญหาบานปลาย แนวทางการแก้ปัญหาเรื่องนี้ เบื้องต้นกลุ่มนักอนุรักษ์สัตว์ป่าได้แจ้งข้อมูล (report) ผู้ใช้เฟซบุ๊คที่ทำการซื้อขายสัตว์ป่าไปยังสำนักงานเฟซบุ๊ค ประจำประเทศไทย หลังจากนั้นกลุ่มค้าสัตว์ป่าบนเฟซบุ๊คก็เปลี่ยนจากการซื้อขายอย่างโจ่งแจ้งเป็นการตั้งกลุ่มปิด (closed group) โดยมักขายร่วมกับสัตว์ถูกกฎหมาย ทางผู้ดูแลเฟซบุ๊คจึงไม่เห็นว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่เหมือนการโพสต์ภาพหรือข้อความอนาจารที่ระบุความผิดได้ทันที จึงจำเป็นต้องเร่งทำความเข้าใจกับเฟซบุ๊คให้เข้าใจถึงประเด็นนี้

นพ.รังสฤษฎ์ บอกว่า ภายในเร็วๆ นี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจะหารือกับเอ็นจีโอที่ทำงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า เพื่อหาข้อสรุปและทำจดหมายอย่างเป็นทางการส่งถึงทีมบริหารเฟซบุ๊คในประเทศไทย เฟซบุ๊คเอเชีย และเฟซบุ๊คสำนักงานใหญ่ เพื่อให้ช่วยปิดช่องทางลักลอบค้าขายสัตว์ป่าผ่านทางเฟซบุ๊ค โดยเริ่มต้นจากการห้ามค้าขายสัตว์ที่อยู่ในบัญชีไซเตส

 —– สถิติคดีค้าสัตว์ป่า —–

รายงานสถิติคดีเกี่ยวกับสัตว์ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา พบว่า สถานการณ์การลักลอบค้าสัตว์ป่ายังคงน่าเป็นห่วง

ปี คดีลักลอบค้าสัตว์ป่า (คดี) จับผู้กระทำผิด (คน) ยึดของกลางสัตว์ป่า (ตัว) ยึดซากสัตว์ (ซาก)
2552 600 741 6,326 2,636
2553 589 726 11,414 2,853
2554 528 578 30,369 1,631
2555 668 702 14,690 3,298
2556 465 642 10,700 1,348
2557 493 ไม่ระบุ 8,194 5,163
2558 493 ไม่ระบุ 10,312 1,563


—– โพสต์รูปถ่ายไม่ใช่อาชญากรรม ต้องจับได้คาหนังคาเขา —–

แน่นอนว่า เมื่อรูปแบบการค้าขายสัตว์ป่าเปลี่ยนจากใส่กรงวางขายกันริมถนน มาเป็นการโพสต์รูปถ่ายสัตว์ป่าบนเฟซบุ๊ค การสืบสวน แกะรอย ติดตาม จับกุมตัวผู้กระทำผิดจึงยากลำบากมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

พ.ต.อ.มงคล พรานสูงเนิน ผู้กำกับการ 1 บก.ปทส. เล่าว่า พฤติการณ์ของพ่อค้าสัตว์ป่าออนไลน์มักใช้วิธีตั้งกลุ่มลับ ผู้ที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกต้องได้รับการอนุญาตก่อน การโพสต์ขายสัตว์ป่าผู้ขายจะใช้นามแฝง ใช้รูปที่ไม่แสดงตัวตนที่แท้จริง ก่อนเจรจาโอนเงินกันตัวต่อตัวผ่านทางกล่องข้อความ (inbox) แล้วจึงนัดแนะส่งของทางไปรษณีย์

“เราส่งเจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้าไปดูอยู่ตลอด เน้นจับตาเฉพาะรายใหญ่ที่เข้ามาโพสต์บ่อยๆ ซึ่งมีสัตว์หลายชนิดผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเรื่อยๆ และมีลูกค้ามายืนยันว่าได้รับของแล้ว แต่อุปสรรคก็คือ การโพสต์ขายสัตว์ป่าเป็นแค่ภาพถ่าย เราไม่รู้ว่าเขามีจริงไหม หรือแค่หลอกขาย บางตัวเป็นสัตว์ต่างประเทศอยู่ในบัญชีไซเตส ครอบครองได้ไม่ผิด ก็ต้องตรวจสอบอีกว่าเขาได้มาอย่างไร มีใบอนุญาตหรือไม่ ทำให้ยุ่งยากพอสมควร

“ที่สำคัญการโพสต์ค้าขายสัตว์ป่าทางอินเทอร์เน็ตไม่มีกฎหมายบังคับอย่างชัดเจน เราจึงใช้ได้แค่กฎหมาย พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ซึ่งต้องใช้วิธีการแบบดั้งเดิมคือ สืบจนรู้ตัวตนที่แท้จริงให้ได้ว่าเป็นใคร แล้วทำการล่อซื้อ จับให้ได้คาหนังคาเขาพร้อมของกลาง แบบนี้ถึงจะดำเนินคดีได้”

หลายปีที่ผ่านมา มีข่าวเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ลงพื้นที่กวดขับจับกุมผู้ลักลอบซื้อขายค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สกัดจับรถขนสัตว์ริมชายแดน บุกจัดระเบียบตลาดนัดสวนจตุจักรอันถือเป็นแหล่งค้าสัตว์หายากรายใหญ่ของประเทศ จนถึงได้รับการร้องเรียนว่ามีการนำสัตว์ป่ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ผ่านสายด่วน 1136 และแอพลิเคชัน LINE ที่ชื่อ @greencop

“สมัยก่อนตลาดนัดสวนจตุจักรถือเป็นแหล่งค้าสัตว์หายากที่ใหญ่ที่สุด นำมาวางขายกันทีเป็นร้อยๆ ตัว แบบนี้ง่ายต่อการจับกุม เพราะมีตัวสัตว์เป็นหลักฐานชัดเจน อย่างพวกที่นำนางอายมาเดินเร่ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป พวกนี้ไม่น่าห่วง เจอปุ๊บจับปั๊บ เพราะเป็นความผิดซึ่งหน้า แต่เดี๋ยวนี้วิธีการเปลี่ยนไป ไม่มีวางขายอีกแล้ว เพราะขบวนการเหล่านี้เปลี่ยนเป็นการโพสต์รูปภาพสัตว์ ทีนี้เลยจับกุมยากขึ้น”

ตำรวจมือปราบขบวนการค้าสัตว์ป่ารายนี้ บอกว่า ต้นตอของสัตว์ป่าที่ถูกนำมาขายผ่านทางเฟซบุ๊ค มีทั้งผู้ที่เลี้ยงไม่ไหว อยากจะขายต่อ และพ่อค้าคนกลางที่ใช้วิธีโพสต์รูปถ่ายล่อใจลูกค้า เมื่อมีออเดอร์สั่งเข้ามาก็จะไปจ้างวานชาวบ้านไปล่ามาจากป่าอีกทอดหนึ่ง โดยเฉพาะสัตว์ยอดนิยมอย่างนางอาย นากหญ้า และนกเงือกทางภาคใต้

“ขั้นตอนการทำงานของ บก.ปทส. คือ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนก็จะตรวจสอบว่าผู้ขายมีสัตว์จริงหรือไม่ สถานที่อยู่อาศัยอยู่ที่ไหน จนมั่นใจว่ามีสัตว์ตามที่เสนอขายจริง และเป็นสัตว์ที่ผิดกฎหมาย ก็จะขอหมายค้นเข้าทำการจับกุม

“หัวใจสำคัญคือ ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา และพิสูจน์ได้ว่ามีสัตว์ผิดกฎหมายอยู่จริง เพราะการดูจากรูปถ่ายมันพิสูจน์ยาก ยกตัวอย่างลิงลมแคระกับนางอาย เหมือนกันมากจนดูไม่ออก ต้องอาศัยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากกรมอุทยานฯ มาช่วย นอกจากนี้ยังต้องรู้กฎหมายว่าสัตว์ชนิดใดเป็นสัตว์คุ้มครอง หรือสัตว์ในบัญชีไซเตส ตัวไหนครอบครองได้ ตัวไหนห้ามซื้อขาย ห้ามนำเข้าส่งออก การจับกุมต้องระวังให้มาก ไม่เช่นนั้นอาจโดนฟ้องกลับได้”

ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ธีรุตม์เทวัญ ฝากทิ้งท้ายไปยังคนที่คิดอยากจะเลี้ยงสัตว์ป่าว่า ระวังจะติดคุกเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

“พวกพ่อค้าทั้งหลาย เวลามาโพสต์ขาย เขาปิดหน้า ปิดชื่อเสียงเรียงนาม แต่พวกเด็กวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา พวกนี้ไม่ค่อยระวังตัว บางคนเลี้ยงนางอาย นากหญ้า ตัวเล็กๆ มันน่ารัก แต่พอโตมาแล้วดุ เลี้ยงไม่ไหว ก็เอามาโพสต์ขาย บอกเบอร์โทรเสร็จสรรพ หารู้ไม่ว่าตัวเองกำลังเสี่ยงติดคุก พวกนี้น่าสงสาร หลายคนพลั้งเผลอเจอเราจับมาเยอะ โทษจำคุก 4 ปี ปรับ 40,000 บาท แม้สุดท้ายศาลอาจจะเมตตาให้รอลงอาญา แต่ต้องเสียประวัติถูกตีตราว่าเป็นอาชญากรไปตลอดชีวิต”

 

—– “บ้าเห่อ…ตามกระแส” ค่านิยมแย่ๆ ของคนชอบเลี้ยงสัตว์ป่า —–

“กรี๊ดดดด ตัวอะไร น่ารักอ่าาาา”

เสียงวี้ดว้ายดังลั่นมาจากหญิงสาววัยนักศึกษา

เธอไม่พูดเปล่า รีบสาวเท้าแหวกผู้คนในตลาดนัดคนเดินแห่งหนึ่งเข้าไปชื่นชมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเล็ก ตาโตกลมแป๋ว ขนฟูหนา – “นางอาย” นั่นเอง

เจ้าสัตว์ตัวน้อยท่าทางตื่นตัว เกาะแน่นบนไหล่ซ้ายของชายฉกรรจ์ร่างบึกบึน เขายิ้มโชว์ฟันขาว พลางเชื้อเชิญให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก สนนราคา 50 บาทต่อครั้ง

ใครจะเชื่อว่าเหตุการณ์นี้จุดประกายให้หลายคนเกิดไอเดียอยากจะหาสัตว์สุดแปลกมาเลี้ยงกับเขาบ้าง

“ทัศนคติคนไทยที่ชอบเลี้ยงสัตว์แปลก สัตว์หายาก ก็เหมือนกับที่เราชอบเปลี่ยนกระเป๋า เปลี่ยนกรอบมือถือ พูดง่ายๆ คือคนไทยชอบเห่อตามกระแสแฟชั่น อยากจะมีในสิ่งที่คนอื่นไม่มีเพื่อโอ้อวด ในต่างประเทศเขารักอะไรก็จะเลี้ยงอย่างเดียว รักงูก็เลี้ยงงู รักกระรอกก็เลี้ยงกระรอก และเลี้ยงดูแลอย่างดี ให้ความรักความเอาใจใส่ ประคบประหงม แต่บ้านเราเปลี่ยนมันทุกฤดูกาล ตัวไหนฮิต ตัวไหนเป็นพระเอกหนัง ดาราคนไหนเลี้ยงอะไร ก็ไปเสาะหามาเลี้ยง แล้วหลอกตัวเองว่าฉันเลี้ยงเพราะมันน่ารัก ใช่ มันน่ารัก แต่คุณไม่ได้รัก เพราะถ้ารักจริง คุณจะไม่เลี้ยงแบบที่ทำอยู่ คือหิ้วไปทุกหนทุกแห่ง ถ่ายรูปอัพขึ้นเฟซบุ๊ค นี่คือความแตกต่างของคำว่ารักกับเห่อ”

คำกล่าวของ โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการอนุรักษ์สัตว์มานานกว่า 30 ปี

เขาบอกว่า การลักลอบซื้อขายสัตว์ป่า สัตว์แปลกหายาก ผ่านทางเฟซบุ๊ค มีทั้งเรื่องจริงและไม่จริง

“เรื่องจริงคือ มีการอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ส่วนเรื่องไม่จริงคือ โหนกระแส หลอกลวงให้โอนเงิน หรือต้องการจะโปรโมทร้าน หมายถึงมีร้านขายสัตว์จริง แต่ไม่มีตัวที่ประกาศขาย อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดมันสะท้อนให้เห็นเรื่องหนึ่งที่ชัดเจนและเกิดขึ้นมานาน และยังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือ กระแสการเลี้ยงสัตว์ป่าในสังคมไทย

“สมัยก่อนคนนิยมเลี้ยงสัตว์ป่าไทย แต่เดี๋ยวนี้สัตว์ป่าของไทยเหลือน้อยลง มีการปราบปรามอย่างเข้มงวด ก็เลยหันไปเลี้ยงสัตว์ป่าจากต่างประเทศ ซึ่งกฎหมายไทยไม่คุ้มครอง หมายความว่าคุ้มครองไม่ให้มีการนำเข้ามา แต่ถ้าจับไม่ได้คาหนังคาเขา เขาก็อาศัยช่องโหว่ตรงนี้ เราถึงเจอตัวอะไรประหลาดๆ อยู่ตลอดเวลา

“สำหรับสัตว์ป่ายอดนิยม ถ้าเป็นสมัยก่อนสัตว์ป่าไทยจะเป็นชะนี เดี๋ยวนี้เป็นนางอาย กระรอกบิน โดยเฉพาะสัตว์ตัวเล็กๆ ซุกซ่อนง่ายๆ แต่ถ้าสัตว์ตัวโตๆ ก็จะเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลนิยมเลี้ยง เช่น สิงโต คนเลี้ยงจะต้องมีอิทธิพลพอที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าบุกเข้าไปตรวจในบ้าน ส่วนสัตว์ต่างประเทศจะเป็นพวกเต่า งู แมลงประหลาดๆ ยิ่งแปลกยิ่งหามาเลี้ยง”

เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้มีผู้นิยมเลี้ยงสัตว์แปลก สัตว์ป่าหายากมือใหม่ ไม่ต่างอะไรจากหมูสนาม

“เดี๋ยวนี้คนเลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ป่า อ่านหนังสือน้อยมาก ส่วนใหญ่ฟังเอาจากคนขาย คนขายก็ไม่มีความรู้ หรือรู้ไม่จริง เช่น นางอาย กระรอกบิน ต้องอยู่ในพื้นที่บริเวณกว้างๆ ไม่ใช่กรงเล็กๆ บนคอนโด หรือใส่กระเป๋า เอาเชือกผูกคอไปไหนมาไหน ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ หลายคนไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย บางคนเถียงว่าคนขายบอกเลี้ยงได้ แหม…คนขายที่ไหนจะบอกว่ามันผิดกฎหมาย พอไม่รู้หรือรู้ไม่จริง สุดท้ายเลยตกเป็นเหยื่อ

“ทุกวันนี้เท่าที่เห็น คดีค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ศาลสั่งให้ติดคุกทั้งนั้น แต่คนที่ติดคุกก็เป็นคนที่ครอบครองซึ่งเป็นคนธรรมดาๆ นี่แหละ ส่วนคนขายไม่เคยจับได้ ยิ่งถ้าเป็นคนใหญ่คนโตมีอิทธิพล คดีมักจะเงียบหายไปเลย ถ้าไปสืบดูมักจะแค่โดนโทษปรับ พวกนี้เขารู้ว่าถ้าโดนจับจะทำยังไงให้หนักเป็นเบา ส่วนคนซื้อคนครอบครองที่เป็นหมูสนาม ก็ตกเป็นเหยื่อของระบบไป”

เอ็นจีโอรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า ต้นตอของสัตว์ป่าสัตว์แปลกหายากเหล่านี้มาจาก 2 กลุ่มใหญ่

หนึ่ง-สวนสัตว์เอกชน ซึ่งมีใบอนุญาตนำเข้าถูกกฎหมาย แต่อาจแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เช่น แจ้งว่านำเข้าแค่ 2 ตัว เพื่อเพาะเลี้ยงในสวนสัตว์ แต่ความเป็นจริง พอให้กำเนิดลูกมา 10 ตัว กลับแจ้งจำนวนแค่ 5 ตัว ส่วนอีก 5 ตัว นำไปขายในตลาดมืด

สอง-ศูนย์เพาะเลี้ยงของหน่วยงานราชการ ที่มักได้ยินข่าวว่าสัตว์ของกลางหายอยู่เป็นประจำ เช่น เต่าดาว มูลค่าหลักแสนบาทที่เพิ่งหายไปเมื่อเดือนก่อน หรือสิงโตทั้งตัวหายไปก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

“ที่ผ่านมาเรามัวแต่เน้นที่การออกใบอนุญาต แต่ไม่มีการเข้าไปตรวจสอบว่า คุณขออนุญาตเพาะพันธุ์กี่ตัว แล้วที่หายไป หายไปไหน ถ้าตาย ตายกี่ตัว ที่สำคัญเวลาไปตรวจสอบ คุณต้องกล้าจับเขาด้วย ไม่ใช่กลัวเส้นสาย กลัวอิทธิพล เดี๋ยวนี้มีการนำสัตว์มาแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจเยอะมาก แม้กระทั่งผับยังมีการนำสัตว์มาให้อาหาร ตรงนี้ถือว่าผิดกฎหมายทารุณกรรมสัตว์ด้วย

“น่าตลกตรงที่ไม่เคยมีหน่วยงานใดเคยเข้าไปถามเลยว่า เอาสัตว์เหล่านี้มาจากไหน พอมีคนร้องเรียนถึงค่อยเข้าไปตรวจสอบ กฎหมายที่มีอยู่ยังขาดการบังคับใช้อย่างจริงจัง รัฐต้องเน้นเรื่องการกำกับดูแล ไม่ใช่แค่ออกใบอนุญาต”

ถามว่าการนำสัตว์ป่า สัตว์แปลกจากต่างประเทศ จากพื้นถิ่นอื่นมาเลี้ยง จะส่งผลกระทบเสียหายอย่างไรบ้าง

“ถ้าเป็นการลักลอบค้าสัตว์ป่าไทย ก็จะทำให้จำนวนสัตว์ป่าในเมืองไทยร่อยหรอลงไปอีก สถานการณ์จะรุนแรงขึ้น นายพรานจะแห่กันไปล่าสัตว์ เจ้าหน้าที่ราชการรับสินบนแลกกับการปล่อยสัตว์ป่าให้หลุดออกไปขาย ส่วนถ้าเป็นการนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศจะส่งผลต่อระบบนิเวศ อย่างกรณีปลาซัคเกอร์ ปลาปิรันย่า พวกนี้ถ้าหลุดออกไปแล้วรอดจะทำลายทุกอย่าง ถ้าเป็นงูที่ใหญ่กว่างูบ้านเรา ก็กินงูเราหมด ถ้าผสมพันธุ์กันได้ก็ผสมกันจนกลายเป็นสัตว์สายพันธุ์ใหม่

“ยกเว้นถ้าสัตว์โยกย้ายถิ่นฐานเอง จากแอฟริกามาอเมริกาเหนือ ข้ามไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การอพยพของสัตว์พวกนี้จะเป็นไปตามสภาพแวดล้อมเพื่อความอยู่รอด นี่คือวิวัฒนาการตามธรรมชาติ แต่ถ้าอยู่ๆ เรานำสัตว์จากมาดากัสการ์เข้ามาเมืองไทย แล้วบังคับให้เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง มันมีผลเสียต่อระบบนิเวศ ลองนึกภาพดูง่ายๆ ถ้าเรานำแมงมุมแม่ม่ายดำมาเลี้ยง แล้วเกิดผสมพันธุ์กับแมงมุมไทยจนกลายพันธุ์ อีกหน่อยแมงมุมที่เราคิดว่าไม่มีพิษก็จะกลายเป็นลูกครึ่งแมงมุมพิษ ซึ่งในอนาคตน่ากลัวว่า เราอาจได้เห็นคนป่วยด้วยโรคแปลกๆ ตายด้วยสาเหตุแปลกๆ มากขึ้น”

 —– ปลายทางอันน่าเศร้าของ “สัตว์ป่าของกลาง” —–

คำว่า “สัตว์ป่าของกลาง” หมายถึง สัตว์ป่าที่ถูกยึดได้จากขบวนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ถือเป็นของกลางในการพิจารณาคดีซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของรัฐจนกว่าคดีสิ้นสุด และหากไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้ สัตว์ของกลางเหล่านั้นก็จะถูกศาลตัดสินให้ตกเป็นสมบัติของรัฐ

แววตาของสัตว์ป่าเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเสือโคร่ง หมีควาย หมีหมา หมูป่า ลิงแสม เต่าบก จนถึงนกสวยงามชนิดต่างๆ แฝงไว้ด้วยความหงอยเหงาเศร้าซึม เรี่ยวแรงพละกำลังถดถอย ไร้ชีวิตชีวา เนื่องจากต้องถูกขังอยู่ในกรงแคบๆ เดือนแล้วปีเล่า โดยไม่รู้ว่าจะได้รับอิสรภาพเมื่อใด

ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลาง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 ทำหน้าที่คัดกรองโรคของสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ดูแลรักษาฟื้นฟูจนสุขภาพแข็งแรง ก่อนส่งต่อไปยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าทั้ง 25 แห่งทั่วประเทศ เพื่อพิจารณาปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

“ปัจจุบันมีสัตว์ป่าอยู่ในความดูแลกว่า 1,166 ตัว แบ่งเป็น ‘สัตว์ป่าของกลาง’ หมายถึง สัตว์ป่าที่ยึดได้จากขบวนการซื้อขายสัตว์ผิดกฎหมาย ถือเป็นของกลางในคดี ‘สัตว์ป่าบริจาค’ หมายถึง สัตว์ป่าที่มีการครอบครองอย่างถูกต้อง แต่เจ้าของเลี้ยงไม่ไหว เช่น บางคนเลี้ยงหมี เสือ งู ตอนเล็กๆ ก็น่ารัก พอโตมาตัวใหญ่ ดุ แถมสถานที่ไม่เอื้ออำนวย สุดท้ายไม่อยากเลี้ยงต่อ ก็เอามาบริจาค และ ‘สัตว์ป่าพลัดหลง’ คือ สัตว์ป่าที่พลัดหลงมาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ น้ำท่วม หลุดจากกรง หลุดจากป่า แล้วสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน เช่น ลิงลพบุรี งูเหลือม เมื่อคนประชาชนพบเข้าก็กลัวจะเป็นอันตราย จึงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ไปจับ”

ธงชัย เสี่ยงเทียนชัย หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลาง จังหวัดนครนายก เผยว่า สัตว์ของกลางถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในศูนย์ฯ โดยเฉพาะนกสวยงามสายพันธุ์ต่างๆ ซึ่งยึดได้คราวละร้อยตัวพันตัว เมื่อมาถึงมือเจ้าหน้าที่สภาพร่างกายจึงย่ำแย่ เจ็บป่วยเจียนตาย

“พวกนกตัวเล็กๆ ที่ถูกจับมาส่วนใหญ่มักไม่รอด เพราะอดข้าวอดน้ำ ถูกขังอย่างแออัดอยู่ในกรงแคบๆ กรงเดียวหลายสิบตัว หรือพวกเต่า งูสิง ตัวนิ่ม พวกนี้ถูกค้าเพื่อบริโภค ไหนๆ ก็จะเอาไปฆ่ากินอยู่แล้วเลยบรรทุกมาอย่างไม่ค่อยทะนุถนอม”

ในวันที่สถานการณ์ค้าสัตว์ป่ารุนแรง สัตว์ป่าของกลางที่ถูกยึดได้ก็เพิ่มจำนวนขึ้นทวีคูณ สวนทางกับจำนวนสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าที่มีอยู่เพียง 25 แห่งทั่วประเทศ จนเกิดปัญหาสัตว์ของกลางล้นกรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“วัตถุประสงค์ของศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลางเปรียบเสมือนโรงพยาบาล สัตว์ป่วยมาเรารักษาจนหาย แล้วส่งกลับบ้าน แต่นี่กลับกลายเป็นบ้านจัดสรร สัตว์ที่หายจากอาการบาดเจ็บไม่มีที่จะไป เพราะสถานีเพาะเลี้ยงเต็มทุกแห่ง สุดท้ายเราต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูต่อ ทั้งที่แออัดยัดเยียด ยิ่งสร้างกรงคอกใหม่ก็ยิ่งเต็ม

“ปัญหาคือ ระยะเวลาในการดูแลสัตว์ป่าของกลางที่นานเกินไปกว่าคดีจะสิ้นสุด จากลูกหมีก็โตเป็นหมีใหญ่เต็มวัย ปล่อยเข้าป่าก็ตาย เพราะสัญชาตญาณการล่าเหยื่อไม่มี ทั้งชีวิตอยู่แต่ในกรง รอคนมาป้อนอาหาร สุดท้ายก็ต้องเลี้ยงกันไปจนกว่าจะตาย”

ชะตากรรมของสัตว์ป่าผู้น่าสงสารเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับเหยื่อผู้บริสุทธิ์ ถูกพรากจากป่าเพื่อมาเป็นสัตว์เลี้ยงในกรงขัง หนำซ้ำเมื่อถูกจับ คดีสิ้นสุด แม้ผู้กระทำผิดได้รับโทษแล้ว แต่สัตว์ของกลางยังคงต้องอยู่ในกรงขังต่อไป ไม่มีทีท่าว่าจะได้รับอิสรภาพ

“อยากให้คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์ป่าได้มาดูชีวิตของสัตว์พวกนี้ว่าเป็นอยู่อย่างไร คุณแอบเลี้ยงไว้แล้วโดนจับ สัตว์เหล่านี้ก็ต้องกลายเป็นสัตว์ของกลาง หรือถ้าคุณเลี้ยงไม่ไหวก็ต้องกลายเป็นสัตว์บริจาค ค่านิยมการเลี้ยงสัตว์ป่าควรจะหมดไปเสียที การเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่เรื่องแปลก บรรพบุรุษเราก็เลี้ยงกันมาช้านาน ความรักสัตว์มันมีอยู่ในยีนของทุกคนอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ว่าสัตว์ชนิดไหนควรเลี้ยง ชนิดไหนไม่ควรเลี้ยง เป็นหน้าที่ของรัฐต้องไปบอกประชาชน เราต้องสู้กันแบบนั้น การทำให้คนตระหนัก มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ไปซื้อ ไม่ไปอุดหนุนสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ดีกว่ามาวิ่งไล่ปราบปรามจับกุมคนเข้าคุก”

ถึงนาทีนี้ สถานการณ์ซื้อขายสัตว์ป่าและสัตว์แปลกหายากทางเฟซบุ๊คยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทุกชั่วโมงยังคงมีคนเข้ามาโพสต์รูป “สินค้ามีชีวิต” กันอย่างคึกคัก ความน่ารักน่าชังของสัตว์เหล่านี้เองที่สั่นคลอนหัวใจใครหลายคนจนคิดอยากจะเสาะหามาเลี้ยงกับเขาบ้าง

โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่า ขาข้างหนึ่งกำลังก้าวเข้าไปในตะราง ในฐานะส่วนหนึ่งของขบวนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ส่วนขาอีกข้างก็ถีบส่งสัตว์ป่าเข้าสู่กรงที่ถูกขังลืม