ผันน้ำโขงไม่เกิดประโยชน์กับจังหวัดเลย ผู้ว่าฯ ดันสร้าง ‘ปตร.ศรีสองรัก’ แทน-คาดงบ 5 พันล.

ผวจ.เลย ยอมรับ โครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล ไม่เกิดประโยชน์กับคนในท้องถิ่นแต่จะช่วยให้อีสานเขียว ระบุคนเลยทั้งจังหวัดต้องการประตูระบายน้ำศรีสองรัก เหลือเพียง 300 ครัวเรือนที่ยังกังวล ยืนยันเป็นโครงการที่ดีแทบไม่มีผลกระทบหรือโทษ ตั้งเป้า 2 ปี ทำความเข้าใจ คาดหลังปี 2561 เริ่มดำเนินการได้

นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผวจ.เลย เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ทางจังหวัดยังไม่ได้รับข้อมูลหรือรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล จึงยังไม่ทราบว่าจะเกิดผลกระทบหรือไม่อย่างไร และยังไม่สามารถตอบได้ว่าเห็นด้วยหรือไม่จนกว่าจะได้เห็นรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จ.เลย จะไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ เพราะน้ำจากแม่น้ำโขงจะถูกผันไปยังอีสานกลาง และโดยปกติแล้วพื้นที่เกษตรกรรมใน จ.เลย ก็ไม่ได้ใช้น้ำจากแม่น้ำโขงแต่ใช้จากลุ่มน้ำเลย ส่วนแม่น้ำโขงจะเป็นเรื่องของการประมงและการคมนาคม

“ผมเชื่อว่าในชั่วอายุผมคงไม่เกิดโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล แน่ๆ เพราะมีเงื่อนไขเยอะ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณจำนวนมหาศาล และยังต้องพูดคุยกับอีกหลายประเทศ แต่ส่วนตัวก็อยากให้โครงการเกิดขึ้นเพราะจะทำให้ภาคอีสานเขียว”นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า หากมีการผันน้ำโขงจริงจะเกิดผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำคล้ายคลึงกับการสร้างเขื่อน ฉะนั้นโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก อ.เชียงคาน จึงเป็นสิ่งจำเป็น และจะทำให้ จ.เลย ได้รับประโยชน์ 100% จากการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเลยได้

“ประตูระบายน้ำศรีสองรักมีแต่ประโยชน์ แทบจะไม่มีผลกระทบหรือโทษเลย และจนถึงขณะนี้ชาวจังหวัดเลยเกือบทั้งหมดก็เห็นด้วย มีเพียง 300 ครัวเรือนที่ไม่ยอมรับเพราะกังวลว่าชุมชนจะถูกน้ำท่วม แต่ยืนยันว่าขณะนี้อีไอเอเสร็จแล้วและกรมโยธาธิกาก็สามารถชี้แจงข้อมูลได้ ส่วนชาวบ้านจะเชื่อหรือไม่นั้นคงบังคับกันไม่ได้”นายวิโรจน์ กล่าว

ผวจ.เลย กล่าวว่า อีกหนึ่งสาเหตุที่ชาวบ้านไม่อยากให้สร้างประตูระบายน้ำ เนื่องจากชาวบ้านอาจกังวลว่าจะต้องสูญเสียพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเขาเหล่านั้นเข้าไปบุกรุกหรือจับจองกันอย่างไม่ถูกกฎหมาย

“ถ้าชาวบ้านไม่ให้เข้าหมู่บ้านก็อาจต้องเปลี่ยนเส้นทางผันน้ำให้ห่างออกไป 2-3 กิโลเมตร ซึ่งทางกรมชลได้ศึกษาแนวทางไว้หมดแล้ว ส่วนตัวประเมินว่ายังมีโอกาส 50-50 ที่โครงการจะเกิดขึ้น จึงต้องเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชาวบ้านรับทราบ โดยคาดว่าตลอดระยะเวลา 2 ปี ไปจนถึงปี 2561 จะต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้านบริเวณปากแม่น้ำที่ยังกังวลว่าจะถูกน้ำท่วม หลังจากนั้นน่าจะเริ่มดำเนินโครงการได้”นายวิโรจน์ กล่าว

ทั้งนี้ จุดก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรักอยู่ที่บ้านคกมาด ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน ห่างจากปากแม่น้ำเลยซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขงเพียง 2.5 กิโลเมตร โดยประตูระบายน้ำจะมีความกว้าง 15 เมตร สูง 13.2 เมตร ซึ่งหลังจากก่อสร้างเสร็จแล้วก็จะมีการขุดลำน้ำเลยเป็นคลองชักน้ำ ความยาว 27.8 กิโลเมตร ก่อนจะถึงสถานีสูบน้ำซึ่งมีท่อส่งน้ำขนาด 10 เมตร จำนวน 24 ท่อ ทำหน้าที่สูบน้ำไปยังลำน้ำชีและมูล

นอกจากนี้ จากรายงานการศึกษาความเหมาะสมรูปแบบการพัฒนาโครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลยชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วงซึ่งบริษัทที่ปรึกษานำเสนอต่อกรมชลประทานเมื่อเดือน มี.ค.2559 ระบุว่า ได้จัดทำรายงานศึกษาวางโครงการ (Pre-Feasibility) แล้วเสร็จในเดือน ก.ย.2556 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ภัยแล้งและอุทกภัยใน จ.เลย โดยจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝนได้ 72,569 ไร่ และในฤดูแล้ง 27,642 ไร่ ครอบคลุม 7 ตำบล ของ อ.เชียงคาน รวม 44 หมู่บ้าน 9,287 ครอบครัว

อนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้รื้อฟื้นโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ที่ศึกษาความเป็นไปได้แล้วเสร็จไปตั้งแต่ปี 2535 ขึ้นมาใหม่ โดยเตรียมทุ่มงบ 2.689 ล้านล้านบาทเพื่อปรับปรุงแม่น้ำเลย ขุดคลองชักน้ำ เจาะอุโมงค์ 24 แถว รวมทั้งขุดคลองชลประทานทั้งสายหลักและสายย่อย เพื่อกระจายน้ำไปสู่ลุ่มน้ำชีและมูล

พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้สั่งการให้ กรมชลประทาน พิจารณาดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและสำรวจออกแบบโครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักเป็นการเร่งด่วน วางเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 4.98 ล้านไร่ กำหนดแผนพัฒนาโครงการเป็น 3 ระยะ รวมเวลา 42 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการแผนระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-2576) เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำด้วยการสูบน้ำจากแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ลงสู่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลตอนบน ครอบคลุมพื้นที่ 0.96 ล้านไร่ โดยใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 5,000 ล้านบาท