กฟผ.-กปภ.ประสานเสียงหนุน ‘ผันน้ำโขง’ เชื่อแก้ภัยแล้งอีสาน ช่วย 2.6 ล้านครัวเรือน

รองอธิบดีชลประทาน ยืนยัน ผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล เป็นไปได้สูง ขณะที่ กฟผ.-กปภ. เห็นพ้องสนับสนุนโครงการ เชื่อแก้ภัยแล้งอีสานได้

นายสมเกียรติ ประจำวงศ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในงานอภิปรายเรื่อง “ผันโขง ลงพอง ตามมุมมองอาจารย์บุญรอด” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองศตวรรษา ชาตกาล ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2559 ตอนหนึ่งว่า 1 ใน 6 ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2558-2569 คือการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตร/อุตสาหกรรม) ซึ่งทางเลือกหนึ่งคือการพัฒนาระบบผันน้ำหรือระบบเชื่อมโยงแหล่งน้ำทั้งภายในและภายนอกเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ที่มีศักยภาพในการกักเก็บน้ำน้อย

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่าเขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนลำปาวมีช่องว่างพอที่จำนำน้ำมาเติม จึงริเริ่มโครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล เมื่อปี 2535 ซึ่งก็ได้ปรับปรุงระบบชลประทานของเขื่อนลำปาวเสร็จไปแล้ว ส่วนโครงการโขง-เลย-ชี-มูล ที่จะปรับวิธีส่งน้ำมาเป็นการใช้แรงโน้มถ่วงโดยเริ่มสูบน้ำจากปากแม่น้ำเลยนั้น เริ่มปี 2551-2559 ขณะนี้อยู่ในการพัฒนาระยะที่ 1 ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้

นายธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมด 3,426.26 เมกะวัตต์ เป็นส่วนของภาคอีสาน 744.26 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 21% โดยเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนอุบลรัตน์ ปัจจุบันมีความจุ 2,431 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามีความแกว่งอย่างมาก มีน้ำไหลเข้าสูงสุดอยู่ที่ 5,893 ล้าน ลบ.ม. และต่ำสุดที่ 557 ล้าน ลบ.ม.

“หากมีการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างได้จะสามารถส่งเสริมการทำเกษตรได้ตลอดปี ในพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 2.6 แสนไร่ เพิ่มรายได้เฉลี่ยของเกษตรกร 1,200 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งเพิ่มศักยภาพและความมั่นคงในการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นเรื่องรอง ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับโครงการผันน้ำโขงในภาคอีสาน” นายธนรัชต์ กล่าว

นายจำเนียร เรืองจันทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรน้ำ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กล่าวว่า ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำดิบของ กปภ.จะเพิ่มขึ้นจากปีละ 1,700 ล้าน ลบ.ม. เป็น 3,300 ล้าน ลบ.ม. ในจำนวนนี้เป็นส่วนของลุ่มน้ำโขงอีสานและลุ่มน้ำชี 418 ล้าน ลบ.ม.

นายจำเนียร กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ ทำให้ กปภ.ต้องมีการลดแรงดันหรือลดอัตราการจ่ายน้ำ รวมถึงจ่ายน้ำเป็นเวลาหรือแบ่งโซนจ่ายน้ำ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำชีที่ปริมาณน้ำประปามีปัญหา กปภ.จึงมีแผนโครงการที่จะต้องจัดหาแหล่งน้ำให้มีความยั่งยืน ไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นถ้ามีการผันโขงลงพองสำเร็จ กปภ.อาจไม่ต้องหาแหล่งน้ำเพิ่ม โครงการนี้จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีและไม่มีข้อเสียสำหรับ กปภ.

นายสมศักดิ์ คุณเงิน ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ภาคอีสานมีพื้นที่ 105.5 ล้านไร่ หรือ 1 ใน 3 ของประเทศ โดยเป็นพื้นที่ถือครองทางการเกษตร 57.9 ล้านไร่ แต่ในจำนวนนี้เป็นเกษตรชลประทานเพียง 7 ล้านไร่ ที่เหลืออีกกว่า 50 ล้านไร่คือเกษตรน้ำฝน ซึ่งยังต้องประสบกับสภาวะภัยแล้งซ้ำซาก ด้วยเหตุผลทั้งลักษณะภูมิศาสตร์ ปริมาณน้ำฝนที่ไม่ตกตามฤดูกาล และเขตชลประทานที่น้อย ส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อภาคการผลิตและการดำรงชีวิตอยู่รอด

“การผันโขงลงพองคือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ในการสร้างธนาคารน้ำแห่งอีสาน เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ อาหาร และพลังงาน ให้ทั้งคนเมือง คนชนบท โดยเฉพาะครอบครัวเกษตรกรภาคอีสานที่เป็นครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ กว่า 2.6 ล้านครัวเรือน จาก 5.7 ล้านครัวเรือน” นายสมศักดิ์ กล่าว

น.ส.นวลละออ วงศ์พินิจวโรดม ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการลุ่มน้ำโขง กรมทรัพยากรน้ำ (ทน.) กล่าวว่า หนึ่งในบทบัญญัติตามพันธะกรณีของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) คือเรื่องแนวทางการใช้น้ำที่กำหนดว่าหากมีการผันน้ำภายในลุ่มน้ำในช่วงฤดูน้ำมาก สามารถดำเนินการได้โดยให้แจ้งต่อคณะกรรมการรับทราบในเวลาที่เหมาะสม แต่หากเป็นการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหรือในฤดูน้ำแล้ง จะต้องทำการปรึกษาหารือล่วงหน้าก่อนดำเนินโครงการภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งโครงการผันน้ำโขงไปใช้ในภาคอีสานของประเทศไทยก็จำเป็นต้องทำตามระเบียบดังกล่าวด้วย

อนึ่ง ลำน้ำพองมีต้นกำเนิดจากภูกระดึง และเทือกเขาสันปันน้ำของลุ่มน้ำป่าสักกับลุ่มน้ำชี ไหลผ่าน อ.ภูกระดึง จ.เลย อ.อุบลรัตน์ และอ.เมือง จ.ขอนแก่น และบรรจบกับแม่น้ำชีที่บริเวณ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ทั้งนี้สามารถแบ่งลำน้ำพองออกเป็น 2 ตอน คือลำน้ำพองตอนบนซึ่งอยู่เหนือเขื่อนอุบลรัตน์ และลำน้ำพองตอนล่างคือช่วงที่อยู่ท้ายเขื่อนอุบลรัตน์