Sunday, March 24, 2019
นับเป็นความพยายามของประเทศจีนอีกครั้งที่จะการดำเนินโครงการ “ปรับปรุงร่องน้ำ” ในแม่น้ำโขง โดยเมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา “สำนักข่าวซินหัว” ได้รายงานความคืบหน้าว่า ประเทศจีนจะร่วมมือกับ 5 ประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง เพื่อพัฒนาช่องทางการจัดส่งหลักในเส้นทางแม่น้ำล้านช้าง (แม่น้ำโขง) “เร็วๆ นี้จะมีการขุดลอกเพื่อเปิดทางให้เรือระวางน้ำหนัก 500 ตัน สามารถเดินทางในแม่น้ำโขงได้ตลอดทั้งปี” รายงานข่าวสำนักข่าวซินหัว ระบุ วรศักดิ์ มหัทธโนบล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา อธิบายว่า ที่ผ่านมาจีนต้องการใช้แม่น้ำโขงในการคมนาคม แต่มีอุปสรรคเรื่องเกาะแก่ง เป็นเหตุให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตัน แล่นได้เพียงปีละ 6 เดือน ในช่วงฤดูน้ำหลากหรือฤดูฝนเท่านั้น หากต้องการให้เรือแล่นได้ตลอดทั้งปี คือ 12 เดือน ในทางวิชาการก็คือต้อง “ปรับปรุงร่องน้ำ” ซึ่งคำนี้ครอบคลุมการดำเนินการหลายอย่างในแม่น้ำ...
การพัฒนาโดยมุ่งเน้นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นเป้าหมายสูงสุด นำมาซึ่งมาตรการกระตุ้นการลงทุนอย่างเข้มข้น และนำไปสู่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน บอกว่า ทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยที่เร่งส่งเสริมการลงทุนนั้น เป็นไปในลักษณะเดียวกับประเทศเกาหลี เมื่อ15 ปีที่แล้ว หรือประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 30 ปืที่แล้ว นั่นคือช่วงที่ประเทศอยู่ระหว่างการไต่เส้นเคิฟตัวเอสขึ้นมา จึงต้องการให้เกิดการลงทุน ต้องการสร้างจีดีพี ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจโต พลังงานก็จะต้องโตตาม ยกตัวอย่างประเทศเกาหลี ซึ่งนำประเทศไทยอยู่ประมาณ 10-15 ปี ขณะนั้นเขาคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงและจัดสมดุลพลังงานเช่นกัน แต่โชคไม่ดีที่เกาหลีมีฐานทรัพยากรน้อยกว่าไทยมาก ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแก๊ส เขาจึงต้องจัดสมดุลด้วยนิวเคลียร์ส่วนหนึ่ง ถ่านหินส่วนหนึ่ง แก๊สแอลเอ็นจีส่วนหนึ่ง แล้วค่อยเอาพลังงานทดแทนมาเติมทีหลัง “ขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างแบนแล้วคือเริ่มนิ่ง ประเทศเกาหลีก็เข้าสู่โค้งความนิ่งเช่นกัน แต่ประเทศไทยยังไม่ถึงจุดนั้น” ทวารัฐ อธิบายว่า ประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นได้เข้าสู่การพัฒนาเต็มรูปแบบ และถูกจำกัดเพดานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศแล้ว...
คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการประกอบกิจการบางประเภท ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2559 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากเครือข่ายภาคประชาชนว่า เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบกิจการโรงไฟฟ้าเท่านั้น นั่นเพราะ คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ได้ยกเว้นการใช้กฎหมายผังเมืองใน 5 กิจการ ได้แก่ 1.โรงไฟฟ้า 2.โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติ ส่งหรือจำหน่วยก๊าซ 3.โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) 4.โรงงานคัดแยกและฝังกลบ 5.โรงงานเพื่อการรีไซเคิล ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ตีความว่า หัวใจสำคัญของคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป็นการปลดผังเมืองเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์จากคำสั่งฉบับดังกล่าวมากที่สุดคือ “โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน” “ถามว่าปลดผังเมืองสำหรับโรงไฟฟ้าทุกประเภทใช่หรือไม่ คำตอบก็คือใช่ แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วประโยชน์สูงสุดอยู่กับใคร คำตอบก็คืออยู่กับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน” ทวารัฐ อธิบายว่า...
หากเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 (พีดีพี 2015) ภายใน 20 ปีนี้ ประเทศไทยจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 31 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 9 แห่ง ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เริ่มต้นฉายภาพสถานการณ์พลังงานของประเทศไทยว่า ปัจจุบันกระทรวงพลังงานมีแผนการพัฒนาใน 5 ด้าน ซึ่งทั้งหมดมุ่งตอบโจทย์การจัดสมดุลด้านพลังงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสมดุลระหว่างพลังงานกระแสหลักกับพลังงานทดแทน พลังงานฟอสซิลและนอล-ฟอสซิล ทวารัฐ อธิบายว่า ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องการพลังงานทดแทนเข้ามาเสริมระบบมากขึ้น แต่ก็ต้องมีพลังงานหลักสำหรับค้ำระบบอยู่ด้วย นั่นทำให้กระทรวงพลังงานต้องจัดสมดุลพลังงานใหม่ เพราะหากใช้พลังงานจากฟอสซิลเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากใช้พลังงานทดแทน 100% ก็จะไม่ตอบโจทย์ความมั่นคง ดังนั้นแผนพลังงานของประเทศไทยจึงต้องยึดหลักผสมผสาน “การจัดสมดุลด้านไฟฟ้าก็คือการจัดสัดส่วนเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความเสี่ยงเยอะเนื่องจากใช้แก๊สมาก จากนี้ก็จะต้องกระจายความเสี่ยงไปใช้ตัวอื่น เช่น ถ่านหิน ซึ่งก็เข้าใจว่าถ่านหินมีประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นก็ต้องคัดเลือกเทคโนโลยีที่ทำให้ถ่านหินไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือถ้ากระทบก็ต้องกระทบน้อยที่สุด นั่นเพราะถ่านหินจะตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงที่สุด …” “… การจัดสมดุลใหม่จะให้ลงตัวทุกอย่างในทุกวินาทีในทุกพื้นที่ก็คงทำไม่ได้ นั่นจึงมีบางพื้นที่ที่ภาครัฐต้องขอให้มีการเสียสละ แต่การเสียสละนั้นๆ...
เมื่อพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่มักมาคู่กันราวเงาตามตัว คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน หรือสิทธิด้านใดด้านหนึ่งไม่มากก็น้อย ชาวบ้านที่เคยประสบกับปัญหาจึงมักคุ้นหน้าค่าตา กับหมอผู้เป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา และหนึ่งใน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม.   นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชน ที่กำลังจะหมดวาระลงหลังดำรงตำแหน่งมากว่า 6 ปี นับตั้งแต่ มิ.ย. 2552 แม้จะปฏิบัติหน้าที่เกินกำหนดเนื่องจากปัญหาการสรรหากรรมการชุดใหม่ แต่ในขณะนี้ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติครบ 7 คน เหลือเพียงประชุมเพื่อเลือกตั้งประธาน พร้อมเสนอให้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ก่อนที่กรรมการสิทธิฯ มากประสบการณ์รายนี้จะหมดวาระลง ทางสำนักข่าวสิ่งแวดล้อมจึงได้ร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์บนเส้นทางพิทักษ์สิทธิคนเล็กคนน้อย ภาพรวมของสถานการณ์ร้องเรียนสิทธิเหล่านี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน เป็นอย่างไรบ้าง? ตลอดช่วงเวลา 6 ปีที่ดำรงตำแหน่ง ผมรับผิดชอบเป็นอนุกรรมการใน 3 ส่วนหลักคือ 1. สิทธิชุมชน เป็นสิทธิในเรื่องการจัดการการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมปัญหาในเรื่องป่า...
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหม่ของ “มูลนิธิสืบนาคะเสถียร” ในวาระครบรอบ 25 ปี พร้อมคณะกรรมการชุดเก่าที่ได้หมดวาระลง อีกบทบาทที่น่าสนใจคือเลขาธิการคนใหม่ของมูลนิธิสืบฯ “ภานุเดช เกิดมะลิ” เพราะด้วยประสบการณ์ทำงานกับมูลนิธิฯมายาวนานถึง 16 ปี ที่นับได้ว่ายาวนานเป็นรองเพียงอดีตประธานอย่าง “รตยา จันทรเทียร” เท่านั้น จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “ศศิน เฉลิมลาภ” ประธานคนใหม่ มองว่าสามารถเชื่อมต่อทั้งในเรื่องของงานและแนวคิดได้เป็นอย่างดี ทางสำนักข่าวสิ่งแวดล้อมจึงได้ร่วมพูดคุยเพื่อที่ได้รู้จักตัวตนของเขากันให้มากขึ้น เส้นทางของ “ภานุเดช ” หรือ “บอย”  หลังจบการศึกษาจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว ภานุเดชก็คลุกคลีกับการทำงานด้านพัฒนาสังคมและมูลนิธิมาโดยตลอด ก่อนที่จะก้าวเข้ามาสู่มูลนิธิสืบฯ ด้วยการใช้เวลาว่างเป็นอาสาสมัคร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 อยู่ราว 2 ปีจึงก้าวเข้ามาทำงานเต็มตัว เมื่อทางมูลนิธิสืบฯเปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่เพิ่ม ซึ่งเขายอมรับว่ารูปแบบการทำงานคงจะไม่เหมือนกับ "ศศิน...
ครูใหญ่โฮงเฮียนแม่น้ำของเผยเขตเศรษฐกิจพิเศษสร้างมาให้นายทุน โต้หม่อมอุ๋ยท่องเที่ยวไทยไม่หมดมุกหากเห็นหัวคนท้องถิ่น “สิ่งที่ถูกพูดออกมาอาจจะมีนัยยะ ระหว่างการที่จะต้องเลือกว่าเราจะเอาวิถีชีวิตกับการท่องเที่ยว หรือว่าจะเอาอุตสาหกรรมกับการค้าและเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถบ่งบอกได้อย่างดีว่าผู้นำของเราคิดอะไรอยู่ ซึ่งยุคของรัฐบาลทหารนั้นมีปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมมาโดยตลอด” ประโยคดังกล่าวคือส่วนหนึ่งของความคิดเห็นจาก ครูตี๋ - นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ผู้นำเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ต่อคำพูดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้กล่าวในงานเดินหน้าประเทศไทยเดินหน้าท่องเที่ยวไทย ว่าการท่องเที่ยวไทยเริ่มหมดมุกของ sun sand sea และควรหาเรื่องราวของประวัติศาสตร์มาขายแทน สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมได้มีโอกาสพูดคุยกับ ครูตี๋ ผู้ก่อตั้ง “โฮงเฮียนแม่น้ำของ” สถาบันองค์ความรู้ท้องถิ่นที่สร้างกระบวนทัศน์การเรียนรู้ร่วมกันของคน ด้วยพื้นฐานของธรรมชาติและความเป็นมนุษย์ บนพื้นที่ริมแม่น้ำโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ที่เคยเปี่ยมไปด้วยความงดงาม ความอุดมสมบูรณ์อันดั้งเดิม ก่อนที่จะถูกสั่นคลอนตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากผลกระทบภายนอกประเทศ ทั้งการสร้างเขื่อนหลายสิบแห่ง การระเบิดเกาะแก่งเพื่อเปิดเส้นทางเรือ ตลอดจนภายในประเทศ กับการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษที่พร้อมจะเดินหน้าในเร็ววัน ครูใหญ่รายนี้เริ่มต้นโดยการเล่าย้อนให้ฟังว่า หากจะพูดถึงเรื่องการพัฒนาของประเทศไทยนั้น จะต้องพูดโยงไปถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่...
- Advertisement -

Recent Stories

Recent Media

- Sponsored -