Tuesday, June 25, 2019
นอกจากจะเป็นปัญหาในระดับปัจเจกแล้ว “การบริโภคที่เกินความจำเป็น” กำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของมนุษยชาติด้วย นั่นเพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันโดยตรงกับการแย่งชิง-ครอบครองทรัพยากรอันมีจำกัด และเป็นหนึ่งในต้นทางที่นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลากหลายมิติ “การบริโภคที่ยั่งยืน” จึงถูกพูดถึงอย่างหนาหูมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยหวังว่าจะเป็น “ทางออก” ของสถานการณ์ที่ค่อนข้างขมึงเกลียว ที่จริงแล้วหัวใจของ “การบริโภคที่ยั่งยืน” ก็คือการสร้างสมดุลและความเอื้อเฟื้อ โดย “สมดุล” ในที่นี้หมายถึงสมดุลร่างกาย สมดุลชีวิต รวมไปถึงสมดุลทรัพยากร ซึ่งจะสืบเนื่องไปสู่การเอื้อเฟื้อและแบ่งปันสังคมรอบข้างต่อไป สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) มีโอกาสพูดคุยกับ วัลลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด บริษัทอินี่ เครือข่ายนวัตกรรมสากล จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม ผ่านหัวข้อ “ประชาธิปไตยทางอาหาร” ซึ่งสามารถสะท้อนภาพการบริโภคที่ยั่งยืนได้เป็นอย่างดี “วัลลภา” เริ่มพูดคุยด้วยเรื่องราวของสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของพลเมืองในระบบอาหาร โดยตั้งประเด็นจากการอ้างอิงคำพูดของ โคลิน กอนซาลเวส์ (Colin Gonsalves) เจ้าของรางวัล Right Livelihood...
ย้อนกลับไปราว 4 ปีที่แล้ว ประเทศไทยได้จัดส่ง "การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด" หรือ "NDC" ที่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ไปยังสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยระบุไว้ว่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 20% จากกรณีปกติ หรือเพิ่มเป็น 25% หากได้รับการสนับสนุนระหว่างประเทศ แม้ตามเป้าหมายแล้วจะยังคงเหลือเวลาอีกนับทศวรรษ แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็เริ่มที่จะโล่งใจได้มากขึ้น เมื่อตัวเลขข้อมูลล่าสุดจากผลการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2560 พบว่าประเทศไทยสามารถลดไปได้แล้วราว 13-14% ซึ่งก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องจากปี 2559 ที่ลดได้ราว 12% และด้วยอัตรานี้จะทำให้ในปี 2573 ไทยจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 28.2% ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผยว่าหนึ่งในสาเหตุที่ตัวเลขของการลดก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ เป็นเพราะศักยภาพของแต่ละภาคส่วนที่สามารถทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ จนทำให้ภาระของการเดินหน้าตามเป้าหมาย NDC นั้นดูจะไม่ลำบากมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพลังงาน...
“ต้นไม้มีความศักดิ์สิทธิอยู่ในตัว” คือคำกล่าวของ พระครูสุจิณนันทกิจ หรือ พระสมคิด จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน พระนักอนุรักษ์ ซึ่งพำนักอยู่ในเมืองน่านตลอดช่วงชีวิตในวัย 55 ปี พระสมคิด อธิบายว่า หากเราศึกษาสรรพคุณของต้นไม้บางต้น รากสามารถเป็นยา เปลือกสามารถเป็นสีย้อมผ้า ใบสามารถเป็นอาหาร ขณะที่ต้นไม้บางต้นคนโบราณจะสอนไว้ว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิอยู่ เมื่อเวลามีพระพุทธรูปที่หักหรือเสียผู้คนก็จะนำเอาไปฝากไว้ ส่วนคนอื่นก็จะไม่ไปแตะต้องต้นไม้ต้นนั้นเพราะเหมือนมีเทพรักษาแล้ว ผู้คนจะถือกันเช่นนี้ นอกจากนี้ ในบางวัฒนธรรม เมื่อผู้หญิงคลอดลูกออกมาก็จะนำเอารกมาฝังไว้กับต้นไม้ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของบุคคลนั้น และเป็นบุคคลเดียวที่จะสามารถแตะต้องต้นไม้ต้นนี้ได้ สิ่งเหล่านี้คือความศักดิ์สิทธิที่อยู่บนฐานความเชื่อ ทว่า ความศักดิ์สิทธิเหล่านี้กลับถูกล้มล้างด้วยระบบอำนาจและทุน ที่ยิ่งชัดเจนมากขึ้นด้วยนโยบายการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจในระยะหลัง “เมื่อก่อนโยมพ่อโยมแม่ของอาตมาได้ดูแลรักษาพื้นที่แห่งนี้ไว้ แต่วันดีคืนดีกลับมีคนถือกระดาษมา 1 แผ่น อ้างว่าป่าตรงนี้ได้รับการสัมปทานจากรัฐบาล ดังนั้นหน้าที่เดียวที่คุณทำได้คือรับจ้าง พระอาจารย์จึงจะชี้ให้เห็นว่า เมื่อไรก็ตามที่นายรัฐกับนายทุนสมสู่กันขึ้น ก็จะทำให้เกิดความฉิบหายวอดวายในบ้านเมือง วันนี้เราจึงต้องสร้างอำนาจใหม่ที่ขนานกันไป...
คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการประกอบกิจการบางประเภท ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2559 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากเครือข่ายภาคประชาชนว่า เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบกิจการโรงไฟฟ้าเท่านั้น นั่นเพราะ คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ได้ยกเว้นการใช้กฎหมายผังเมืองใน 5 กิจการ ได้แก่ 1.โรงไฟฟ้า 2.โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติ ส่งหรือจำหน่วยก๊าซ 3.โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) 4.โรงงานคัดแยกและฝังกลบ 5.โรงงานเพื่อการรีไซเคิล ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ตีความว่า หัวใจสำคัญของคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป็นการปลดผังเมืองเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์จากคำสั่งฉบับดังกล่าวมากที่สุดคือ “โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน” “ถามว่าปลดผังเมืองสำหรับโรงไฟฟ้าทุกประเภทใช่หรือไม่ คำตอบก็คือใช่ แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วประโยชน์สูงสุดอยู่กับใคร คำตอบก็คืออยู่กับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน” ทวารัฐ อธิบายว่า...
การพัฒนาโดยมุ่งเน้นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นเป้าหมายสูงสุด นำมาซึ่งมาตรการกระตุ้นการลงทุนอย่างเข้มข้น และนำไปสู่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน บอกว่า ทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยที่เร่งส่งเสริมการลงทุนนั้น เป็นไปในลักษณะเดียวกับประเทศเกาหลี เมื่อ15 ปีที่แล้ว หรือประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 30 ปืที่แล้ว นั่นคือช่วงที่ประเทศอยู่ระหว่างการไต่เส้นเคิฟตัวเอสขึ้นมา จึงต้องการให้เกิดการลงทุน ต้องการสร้างจีดีพี ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจโต พลังงานก็จะต้องโตตาม ยกตัวอย่างประเทศเกาหลี ซึ่งนำประเทศไทยอยู่ประมาณ 10-15 ปี ขณะนั้นเขาคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงและจัดสมดุลพลังงานเช่นกัน แต่โชคไม่ดีที่เกาหลีมีฐานทรัพยากรน้อยกว่าไทยมาก ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแก๊ส เขาจึงต้องจัดสมดุลด้วยนิวเคลียร์ส่วนหนึ่ง ถ่านหินส่วนหนึ่ง แก๊สแอลเอ็นจีส่วนหนึ่ง แล้วค่อยเอาพลังงานทดแทนมาเติมทีหลัง “ขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างแบนแล้วคือเริ่มนิ่ง ประเทศเกาหลีก็เข้าสู่โค้งความนิ่งเช่นกัน แต่ประเทศไทยยังไม่ถึงจุดนั้น” ทวารัฐ อธิบายว่า ประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นได้เข้าสู่การพัฒนาเต็มรูปแบบ และถูกจำกัดเพดานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศแล้ว...
หากเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 (พีดีพี 2015) ภายใน 20 ปีนี้ ประเทศไทยจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 31 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 9 แห่ง ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เริ่มต้นฉายภาพสถานการณ์พลังงานของประเทศไทยว่า ปัจจุบันกระทรวงพลังงานมีแผนการพัฒนาใน 5 ด้าน ซึ่งทั้งหมดมุ่งตอบโจทย์การจัดสมดุลด้านพลังงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสมดุลระหว่างพลังงานกระแสหลักกับพลังงานทดแทน พลังงานฟอสซิลและนอล-ฟอสซิล ทวารัฐ อธิบายว่า ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องการพลังงานทดแทนเข้ามาเสริมระบบมากขึ้น แต่ก็ต้องมีพลังงานหลักสำหรับค้ำระบบอยู่ด้วย นั่นทำให้กระทรวงพลังงานต้องจัดสมดุลพลังงานใหม่ เพราะหากใช้พลังงานจากฟอสซิลเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากใช้พลังงานทดแทน 100% ก็จะไม่ตอบโจทย์ความมั่นคง ดังนั้นแผนพลังงานของประเทศไทยจึงต้องยึดหลักผสมผสาน “การจัดสมดุลด้านไฟฟ้าก็คือการจัดสัดส่วนเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความเสี่ยงเยอะเนื่องจากใช้แก๊สมาก จากนี้ก็จะต้องกระจายความเสี่ยงไปใช้ตัวอื่น เช่น ถ่านหิน ซึ่งก็เข้าใจว่าถ่านหินมีประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นก็ต้องคัดเลือกเทคโนโลยีที่ทำให้ถ่านหินไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือถ้ากระทบก็ต้องกระทบน้อยที่สุด นั่นเพราะถ่านหินจะตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงที่สุด …” “… การจัดสมดุลใหม่จะให้ลงตัวทุกอย่างในทุกวินาทีในทุกพื้นที่ก็คงทำไม่ได้ นั่นจึงมีบางพื้นที่ที่ภาครัฐต้องขอให้มีการเสียสละ แต่การเสียสละนั้นๆ...
ครูใหญ่โฮงเฮียนแม่น้ำของเผยเขตเศรษฐกิจพิเศษสร้างมาให้นายทุน โต้หม่อมอุ๋ยท่องเที่ยวไทยไม่หมดมุกหากเห็นหัวคนท้องถิ่น “สิ่งที่ถูกพูดออกมาอาจจะมีนัยยะ ระหว่างการที่จะต้องเลือกว่าเราจะเอาวิถีชีวิตกับการท่องเที่ยว หรือว่าจะเอาอุตสาหกรรมกับการค้าและเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถบ่งบอกได้อย่างดีว่าผู้นำของเราคิดอะไรอยู่ ซึ่งยุคของรัฐบาลทหารนั้นมีปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมมาโดยตลอด” ประโยคดังกล่าวคือส่วนหนึ่งของความคิดเห็นจาก ครูตี๋ - นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ผู้นำเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ต่อคำพูดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้กล่าวในงานเดินหน้าประเทศไทยเดินหน้าท่องเที่ยวไทย ว่าการท่องเที่ยวไทยเริ่มหมดมุกของ sun sand sea และควรหาเรื่องราวของประวัติศาสตร์มาขายแทน สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมได้มีโอกาสพูดคุยกับ ครูตี๋ ผู้ก่อตั้ง “โฮงเฮียนแม่น้ำของ” สถาบันองค์ความรู้ท้องถิ่นที่สร้างกระบวนทัศน์การเรียนรู้ร่วมกันของคน ด้วยพื้นฐานของธรรมชาติและความเป็นมนุษย์ บนพื้นที่ริมแม่น้ำโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ที่เคยเปี่ยมไปด้วยความงดงาม ความอุดมสมบูรณ์อันดั้งเดิม ก่อนที่จะถูกสั่นคลอนตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากผลกระทบภายนอกประเทศ ทั้งการสร้างเขื่อนหลายสิบแห่ง การระเบิดเกาะแก่งเพื่อเปิดเส้นทางเรือ ตลอดจนภายในประเทศ กับการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษที่พร้อมจะเดินหน้าในเร็ววัน ครูใหญ่รายนี้เริ่มต้นโดยการเล่าย้อนให้ฟังว่า หากจะพูดถึงเรื่องการพัฒนาของประเทศไทยนั้น จะต้องพูดโยงไปถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่...
เมื่อเอ่ยถึงปัญหาเขาหัวโล้น เชื่อได้ว่า “น่าน” ย่อมเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ถูกสายตาจับจ้อง หรือตีตราว่าเป็นผู้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กินเวลามายาวนาน ตั้งแต่การทำลายป่าไปจนถึงหมอกควัน โดยทั้งหมดมีเกษตรกรตกเป็นจำเลย โจทย์ดังกล่าวกลายเป็นความท้าทายให้โครงการพัฒนาต่างๆ พุ่งเป้าเข้ามายังพื้นที่ตอนเหนือของประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลอดช่วงปีที่ผ่านมา มีการผุดโครงการอันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความสนใจที่ล้นหลาม หรือที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลหลักพันล้าน เพื่อหวังคืนพื้นที่สีเขียวให้กับจังหวัดแสนเนิบนาบแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม มุมมองจากสายตานักอนุรักษ์เจ้าของพื้นที่อย่าง พระครูสุจิณนันทกิจ หรือ พระสมคิด จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน หนึ่งในพระนักพัฒนาผู้คร่ำหวอดในพื้นที่ ตลอดช่วงชีวิตวัย 55 ปี และเห็นแนวทางการแก้ปัญหามานักต่อนักจากหลากองค์กรหลายโครงการ กลับมีความคิดที่ต่างออกไป กล่าวคือ รู้สึกไม่เห็นด้วยกับโครงการปลูกป่าที่เข้ามา ----- "ปลูก" ไม่สำคัญเท่า "ปล่อย" และ "ปาก" ----- พระอาจารย์ กล่าวว่า จ.น่าน มีโครงการปลูกป่าเข้ามาในแต่ละปี...
โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์ 4.0” ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หมายมั่นปั้นมือสานฝันต่อยอดความสำเร็จจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ประกอบด้วยการพัฒนาโครงสร้างต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาคพื้นดิน ทางน้ำ หรือทางอากาศ แม้จะถูกนับว่าเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของกิจกรรมทั้งหมดภายใต้โครงการ EEC แต่โครงการ "สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก" กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม พร้อมกับงบประมาณที่ต้องใช้ลงทุนอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน เมื่อวันที่ 23-24 ก.พ.2561 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ โดยสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้ร่วมพูดคุยกับ พล.ร.ต.ลือชัย ศรีเอี่ยมกูล ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อให้เห็นภาพถึงสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานรายนี้ เริ่มเล่าย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้นของสนามบินอู่ตะเภาว่า เดิมทีสนามบินแห่งนี้เป็นของทหารเรือที่ใช้ในด้านความมั่นคง มีฝูงบินของทหารเรือ 9...
เมื่อพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่มักมาคู่กันราวเงาตามตัว คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน หรือสิทธิด้านใดด้านหนึ่งไม่มากก็น้อย ชาวบ้านที่เคยประสบกับปัญหาจึงมักคุ้นหน้าค่าตา กับหมอผู้เป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา และหนึ่งใน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม.   นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชน ที่กำลังจะหมดวาระลงหลังดำรงตำแหน่งมากว่า 6 ปี นับตั้งแต่ มิ.ย. 2552 แม้จะปฏิบัติหน้าที่เกินกำหนดเนื่องจากปัญหาการสรรหากรรมการชุดใหม่ แต่ในขณะนี้ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติครบ 7 คน เหลือเพียงประชุมเพื่อเลือกตั้งประธาน พร้อมเสนอให้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ก่อนที่กรรมการสิทธิฯ มากประสบการณ์รายนี้จะหมดวาระลง ทางสำนักข่าวสิ่งแวดล้อมจึงได้ร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์บนเส้นทางพิทักษ์สิทธิคนเล็กคนน้อย ภาพรวมของสถานการณ์ร้องเรียนสิทธิเหล่านี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน เป็นอย่างไรบ้าง? ตลอดช่วงเวลา 6 ปีที่ดำรงตำแหน่ง ผมรับผิดชอบเป็นอนุกรรมการใน 3 ส่วนหลักคือ 1. สิทธิชุมชน เป็นสิทธิในเรื่องการจัดการการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมปัญหาในเรื่องป่า...
- Advertisement -

Recent Stories

Recent Media

- Sponsored -