ชนพื้นเมืองแอมะซอน ชนะคดีประวัติศาสตร์เหนือกลุ่มทุนน้ำมัน

ชนเผ่าวาโอรานี่ (Waorani) ที่อาศัยอยู่ในเขตป่าแอมะซอนของประเทศเอกวาดอร์ ได้สร้างประวัติศาสตร์หลังศาลจังหวัดปาสตาซ่า (Pastaza) ตัดสินให้พวกเขาชนะคดีกรณีพิพาทกับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่หลายแห่งที่เข้ามาสำรวจการขุดเจาะน้ำมันในถิ่นอาศัยของพวกเขา คำตัดสินของศาลในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ชนพื้นเมืองสามารถเอาชนะบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ต้องการรุกพื้นที่ป่าได้ โดยศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองพื้นที่ราว 180,000 เอเคอร์ จากการบุกรุกของกลุ่มทุน อ้างอิงจากรัฐธรรมนูธของประเทศเอกวาดอร์ที่เขียนเอาไว้ว่าชนพื้นเมืองมีสิทธิที่จะครอบครองผืนดินของบรรพบุรุษของพวกเขา โดยรัฐต้องให้การคุ้มครอง ถึงแม้ว่าทรัพยากรใต้ดินทั้งหมดจะเป็นของรัฐบาลกลางก็ตาม นอกจากนี้ การพิจารณาคดียังพิจารณาตามแนวทางคำตัดสินคดีด้านสิทธิมนุษยชนหลายคดีในทวีปอเมริกา ที่ให้ความคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมือง “คำตัดสินของศาลในคดีนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันจะถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีพิพาทระหว่างชนเผ่าแอมะซอนอื่นกับกับกลุ่มทุนเอกชนที่ต้องการเข้าแสวงหาประโยชน์ในถิ่นอาศัยของพวกเขา” ลิน่า มาเรีย เอสปิโนซ่า ทนายฝ่ายโจทย์ ระบุ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเอกวาดอร์ได้จัดสรรพื้นที่ในเขตแอมะซอนออกเป็นหลายแปลงเพื่อเปิดให้ให้เอกชนเข้ามาประมูลเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือผืนดินของชาววาโอรานี่ ในปี 2012 รัฐบาลได้บรรลุข้อตกลงกับชนเผ่าวาโอรานี่ ในการอนุญาตให้บริษัทน้ำมันเอกชนสามารถเข้ามาขุดเจาะสำรวจแหล่งน้ำมันใต้ดินในเขตปูโยได้ แต่ภายหลังชนเผ่ากลุ่มนี้พบว่าพวกเขาไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นความจริงจากรัฐบาลและบริษัทเอกชนทั้งหมด โดยกิจกรรมการขุดเจาะได้ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของพวกเขา ทำให้การฟ้องร้องเกิดขึ้น หลังทราบคำพิพากษา ชาววาโอรานี่อาศัยอยู่ในพื้นที่กว่า 4,800 คนได้รวมตัวกันเดินขบวนฉลองชัยชนะบทถนนในเมืองปูโย บางส่วนต้องเดินทางมาจากพื้นที่ๆไม่มีถนนตัดผ่าน ต้องพายเรือแคนูหรือนั่งเครื่องบินเล็กมา เนมอนเต้ เนนกิโม่ ผู้นำชนเผ่าวาโอรานี่ กล่าวว่า คำตัดสินนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถละเมิดสิทธิ์ในการใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีตามวิถีดั้งเดิมของพวกเขาได้ และมันยังช่วยให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยขึ้น “ผืนดินเป็นของพวกเรา พวกเรามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับมัน ตอนนี้เราเลือกที่จะกันไม่ให้พวกบริษัทน้ำมันเข้ามาทำลายวัฒนธรรมและทรัพยากรป่าไม้ของพวกเรา” เนมอนเต้ กล่าว ข้อมูลจาก The World Resources […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

18/05/2019

150 ปีประวัติศาสตร์มลภาวะและปัญหาโลกร้อน…นับถอยหลังจุดจบมนุษยชาติ

“โฮโม เซเปียนส์” ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 200,000 ปีมาแล้ว พัฒนาจนกลายเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์แบบเราๆ เมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว เริ่มแสดงภูมิปัญญาด้วยการเริ่มปฏิวัติเกษตรกรรมเมื่อราว 7,000-10,000 ปีที่แล้ว ก่อกำเนิดอารยธรรมแรกของโลกแถบเมโสโปเตเมีย เมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นมนุษยชาติก็ใช้ชีวิตอยู่ในยุคเกษตรกรรมเรื่อยมา จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ครั้งแรก) ระหว่างปี ค.ศ.1760-1820 ซึ่งมนุษย์เริ่มใช้พลังงานฟอสซิล เช่น ถ่านหิน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการผลิตแบบมหาศาลด้วยโรงงาน และการขนส่งมวลชนที่ใช้พลังไอน้ำ การเผาผลาญเพื่อการเกษตรที่มีวงจำกัด กลายเป็นการเผาผลาญที่ไร้ขีดจำกัดเพื่อผลิตสินค้าและบริการ นี่คือจุดเริ่มต้นของลัทธิบริโภคนิยมที่จะผลักดันการผลิต และการผลิตผลักดันการเผาผลาญพลังงาน และการเผาผลาญพลังงานผลักดันการสร้างมลภาวะ ในปริมาณมหาศาลแบบที่มนุษยชาติไม่เคยประสบมาก่อน นับตั้งแต่การถือกำเนิดของโฮโม เซเปียนส์ ในปี ค.ศ.1850-1890 หรือหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมผ่านพ้นมาได้ระยะหนึ่ง และโลกเข้าสุ่ยุคโมเดิร์นที่การผลาญพลังงานเริ่มจะถีบตัวเพิ่มขึ้นมา ตอนนั้นอุณหภูมิค่ากลางของโลกอยู่ที่ 13 องศาเซลเซียสเท่านั้น 1859 แม้จะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการเผาผลาญพลังงานและสร้างมลภาวะ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มตระหนักแล้วว่า การปล่อยก๊าซจะส่งผลกระทบต่อโลก เช่น John Tyndall นักฟิสิกส์ชาวไอริช ที่ระบุไว้ในปี ค.ศ.1859 ว่าก๊าซบางประเภทที่ปล่อยออกมา ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก นั่นเป็นข้อสันนิษฐานเมื่อ 150 […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

15/05/2019

หาสูตรใหม่คำนวณค่าน้ำประปา ‘กทม.’ หวังคนเมืองตระหนัก-ใช้ประหยัด

เมื่อทรัพยากรน้ำนั้นมีจำกัด และอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต โดยเฉพาะกับสังคมเมืองที่มีการขยายตัว ซึ่งส่งผลให้ความต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้น ขณะที่น้ำเป็นทรัพยากรหล่อเลี้ยงทุกสิ่ง นอกจากภาคเกษตรที่ต้องการมากที่สุดแล้ว น้ำยังเป็นที่ต้องการของทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคครัวเรือน นั่นอาจคาดเดาได้ไม่ยากว่าสถานการณ์น้ำของประเทศไทย จะเกิดความผันผวนและมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการขาดแคลนในอนาคต อย่างไรก็ตามหากพูดถึงเรื่อง “น้ำ” ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองมักมองว่าแหล่งน้ำของตนแหล่งเดียวที่มีอยู่คือ “น้ำประปา” ที่ไม่ว่าเปิดก๊อกมาเมื่อไรก็เจอ จนอาจคิดไปว่าประเทศนี้มีน้ำมากมายให้สามารถใช้ได้ไม่หมด บดบังความจริงที่ว่าภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศขณะนี้ ทำให้ฤดูกาลต่างๆ คลาดเคลื่อน ฝนฟ้าก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล แล้วจะมีน้ำจากที่ใดมาให้เรากักเก็บเพื่อใช้ดื่มกิน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรราว 66 ล้านคน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 8 ล้านคน และเมืองได้ขยายไปยังพื้นที่รอบนอกเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาถึงความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่เพิ่มมากขึ้น และยังไม่รวมประชากรแฝง เป็นคำถามว่าการบริหารจัดการที่มีอยู่เพียงพอแล้วหรือยัง โจทย์ดังกล่าวเป็นที่มาของโครงการวิจัยเรื่อง “แนวโน้มประชากรและความต้องการน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โครงการวิจัยนี้พบว่า ด้วยพื้นที่เมืองที่มีจำกัดและราคาที่ดินที่ค่อนข้างสูง ทำให้รูปแบบของที่พักอาศัยเปลี่ยนไปจากบ้านเป็นหลัง กลายเป็นคอนโดมิเนียหรืออาคารสูง บางแห่งสูง 10 ชั้น บางแห่งสูง 40-50 ชั้น ทำให้การใช้น้ำประปาเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนห้องหรือยูนิต แต่พบว่าแนวทางในการคำนวณค่าน้ำประปาที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นการคำนวณด้วยอัตราคงที่ […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

14/05/2019

เมื่อแผ่นน้ำแข็ง (ละลาย) ลนก้น จุดเปลี่ยนอากาศโลกสุดขั้ว

สำหรับประเทศเขตร้อน ข่าวการแตกตัวของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ขั้วโลกดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว แม้แต่คนในเขตหนาวยังอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเมื่อเปลี่ยนฤดู แผ่นน้ำแข็งจะแตกออกทุกปี สิ่งที่พวกเขาไม่ตระหนักก็คือ แผ่นน้ำแข็งยักษ์ไม่ได้แตกตามฤดูกาลอีกต่อไป และที่สำคัญการแตกของแผ่นน้ำแข็งตามปกติจะไม่มีขนาดใหญ่โตเท่ากับรัฐๆ หนึ่งอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า น้ำแข็งในแถบขั้วโลกมีชื่อเรียกต่างๆ กัน โดยหลักคือ พืดน้ำแข็ง (Ice sheet) และหิ้งน้ำแข็ง (Ice shelf) Ice sheet หรือ พืดน้ำแข็ง เป็นมวลของธารน้ำแข็งที่ปกคลุมภูมิประเทศโดยรอบและมีขนาดมากกว่า 50,000 ตารางกิโลเมตร สามารถพบได้เพียงในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา [1] Ice shelf หรือ หิ้งน้ำแข็ง เป็นแผ่นน้ำแข็งมีความหนา ลอยตัวเหนือมหาสมุทร ซึ่งก่อตัวเป็นธารน้ำแข็งหรือพืดน้ำแข็งที่ไหลลงสู่ชายฝั่งและบนพื้นผิวมหาสมุทร พบได้ในทวีปแอนตาร์กติกา, กรีนแลนด์, แคนาดา และรัสเซียอาร์กติกเท่านั้น [2] นอกจากนี้ ยังมีศัพท์เทคนิคที่ใช้เรียกน้ำแข็งอีกจำนวนหนึ่ง แต่ปรากฎการณ์อันตรายที่น่าจับตา กำลังเกิดขึ้นกับพืดน้ำแข็งและหิ้งน้ำแข็งเป็นหลัก และการแตกตัวแต่ละครั้งมักถูกนำไปเทียบกับขนาดของรัฐต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2017 ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดลูกหนึ่งหลุดออกมาจากหิ้งน้ำแข็ง Larsen C มีขนาดถึง 2,200 ตารางไมล์ หรือมีขนาดเกือบสองเท่าของพื้นที่รัฐเดลาแวร์สหรัฐอเมริกา […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

11/05/2019

เทียบท่าทีรักษ์โลกคำต่อคำ: ความกังวลของสีจิ้นผิง-กับการหลอกตัวเองของทรัมป์

นับตั้งแต่ก่อนได้รับเลือกมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการให้สหรัฐรับรองสัตยาบันความตกลงปารีสเพื่อแก้ปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศโลก และยังกล่าวหาว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องโกหก ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหนือความคาดหมายนัก เพราะที่ผ่านมาทรัมป์มักจะโจมตีสื่อที่รายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น Fake News หรือพวกแพร่ข่าวปลอม แต่ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่เรื่องที่ Fake กันง่ายๆ และทรัมป์ไม่ใช่คนโง่ เพียงแต่เขามีวาระซ่อนเร้นในทางเศรษฐกิจ เพราะมีสัญญาที่จะกระตุ้นเขตแถบสนิม (Rust belt) ของสหรัฐ ที่เคยเฟื่องฟูด้วยอุตสาหกรรมหนักให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง หลังจากที่ตกต่ำจนถูกเรียกว่าเป็นเขตสนิมเกาะ แต่การฟื้นฟูอุตสาหกรรมจะต้องทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ดังนั้น การลงนามให้สัตยาบันใดๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมมลภาวะจึงเป็นสิ่งที่ทรัมป์พยายามหลีกเลี่ยง เพราะเท่ากับบ่อนทำลายฐานเสียงของเขา ตรงกันข้ามกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแห่งประเทศจีน ที่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แสดงจุดยืนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า จีนจะต้องไม่ยอมทำลายสิ่งแวดล้อมโดยแลกกับความเจริญทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้เป็นที่น่าสนใจมาก เพราะจีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ และยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลกรองจากสหรัฐ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า หากจีนปล่อยก๊าซมลพิษน้อยลงก็อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง แน่นอนว่า เรื่องนี้ต้องกระทบต่อปากท้องของคนในประเทศ แต่ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2019 สีจิ้นผิง กลับเร่งแสดงวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างถี่ยิบ นัยหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการที่จีนประกาศจุดยืนเป็นผู้นำการผลักดันความตกลงปารีสแทนสหรัฐ อีกนัยหนึ่งเป็นการช่วงชิงโอกาสในการนำของจีนโดยไม่ต้องสูญเสียอะไรมากนัก เพราะจีนต้องการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพื่อประคองไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่ และภาวะตกกระทบรุนแรงหากเกิดวิกฤตที่ไม่คาดฝัน ต่อไปนี้จะเป็นการเปรียบเทียบจุดยืนของผู้นำมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดด้านเศรษฐกิจและสร้างมลภาวะมากที่สุด ทรัมป์ “แนวคิดของภาวะโลกร้อนถูกสร้างขึ้นมาโดยชาวจีน […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

06/05/2019

ร่วมพลิกโฉมเกาะลิบง ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม สู่ความพร้อมปกป้อง ‘พะยูน’ ที่ยั่งยืน

จังหวัดตรังถือได้ว่าเป็นเสมือนเมืองหลวงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมใต้น้ำที่หายากอย่าง พะยูน ด้วยในแง่ของจำนวนประชากรที่พบ รวมไปถึงความเหนียวแน่นผูกพันที่ผสานรวมกันกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเกาะลิบง เกาะขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของจังหวัด ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อสำหรับใครก็ตามที่ต้องการมาเยี่ยมชมสัตว์ทะเลหายากชนิดนี้ ชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉายภาพสถานการณ์ที่ผ่านมาว่า จากการสำรวจในช่วงปี 2554 พบพะยูนในทะเลตรังประมาณ 120 ตัว โดยมีอัตราการตายที่สูงประมาณปีละ 10 ตัว ขณะที่ปีถัดมาก็เริ่มมีอัตราการตายเพิ่มขึ้นเป็น 11-12 ตัว ซึ่งอัตราการตายที่สูงกว่าการเกิดเช่นนี้ คือความเสี่ยงที่อาจทำให้สัตว์สูญพันธุ์ได้ จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดความพยายามในการหาสาเหตุการตายของพะยูน จนได้ทราบว่าภัยคุกคามหลักของพะยูนนั้นแท้จริงแล้วมาจากเครื่องมือประมงของชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอวนประมง ที่มักจะทำให้ตัวพะยูนเข้าไปติดพันจนไม่สามารถลอยขึ้นมาหายใจได้และจมน้ำตายในที่สุด ซึ่งไม่เฉพาะกับพะยูนเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายกับสัตว์ทะเลหายากอย่างเต่าทะเลหรือโลมาอีกด้วย ด้วยเหตุนั้นจึงทำให้ในภายหลังได้มีการสร้างเครือข่ายรอบพื้นที่ เพื่อรณรงค์ในการกั้นเขตแนวหญ้าทะเล พร้อมสร้างกติกาชุมชนไม่ให้มีการวางเครื่องมือประมงทุกชนิดที่เป็นอันตรายกับสัตว์ทะเลหายาก แม้ระยะแรกจะมีผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมืออยู่บ้าง แต่เมื่อมีการยึดอวนและเรียกตัวเข้ามาตักเตือนมากขึ้น ระยะหลังจึงมีการวางอวนน้อยลงมาก จนพะยูนมีการตายน้อยลง และมีอัตราการเกิดที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกปี จนการสำรวจในปี 2561 จึงพบว่าจำนวนประชากรพะยูนมีมากกว่า 210 ตัว พร้อมอัตราการตายปีละไม่เกิน 5 ตัว ซึ่งในอัตรานี้จะทำให้พะยูนรอดพ้นจากการสูญพันธุ์ เพราะมีอัตราการเกิดที่สูงกว่า นั่นทำให้ได้รู้ว่าการอนุรักษ์นั้นเดินมาถูกทาง นำมาสู่แผนงานล่าสุดที่หัวหน้าเขตฯ รายนี้เปิดเผยว่า […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

02/05/2019

ลอนดอนมาราธอน ปิ๊งไอเดียแจก ‘แคปซูลน้ำ’ ทำจากสาหร่าย หวังลดปริมาณขยะพลาสติก

หากกล่าวถึงงานวิ่งมาราธอนทั่วไป ภาพที่เรามักจะได้เห็นหลังจากที่การแข่งขันสิ้นสุดลงคือทะเลขยะพลาสติกที่มีจำนวนมหาศาล ทั้งแก้วและขวดน้ำพลาสติก แต่ภาพดังกล่าวไม่ได้ปรากฎขึ้นในงาน London Marathon 2019 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ในงาน London Marathon ปีนี้ แทนที่ผู้ร่วมวิ่งกว่า 41,000 คนจะได้รับน้ำดื่มที่บรรจุอยู่ในขวด หรือแก้วพลาสติกจากทุกสถานีดื่มน้ำเหมือนเช่นเคย ในบางสถานีพวกเขากลับได้รับน้ำดื่มที่บรรจุในถุงทรงลูกบอลที่ผลิตมาจากสาหร่ายแทน เจ้าลูกบอลสาหร่ายที่มีน้ำอยู่ภายในนี้รู้จักกันในชื่อ Ooho พวกมันถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัทสตาร์ตอัพในอังกฤษชื่อ Skipping Rocks Lab โดยการนำก้อนสาหร่ายมาผลิตเนื้อเยื่อที่เอามาทำเป็นถุง ซึ่งถุงที่ว่านี้สามารถบรรจุของเหลวได้หลายชนิดทั้งน้ำดื่มและเกลือแร่สำหรับนักกีฬา ขณะที่พวกมันยังถูกออกแบบให้ย่อยสลายได้เองภายใน 6 สัปดาห์หากทิ้งไว้เฉยๆ สาเหตุที่ Ooho ถูกนำมาใช้ในงาน London Marathon เนื่องจากผู้จัดงานต้องการทำให้งานปีนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น น้ำดื่มและเครื่องดื่มที่ให้พลังงานทั้งหมดถูกแจกจ่ายในบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ที่จุดเติมน้ำดื่มเพื่อลดขยะจากขวดพลาสติก โดยตั้งเป้าลดจำนวนขยะจากขวดน้ำพลาสติกจาก 920,000 ใบในปีก่อนหน้าให้เหลือ 704,000 ขวดในปีนี้ นอกจากการนำแคปซูลหยดน้ำมาใช้แล้วทีมผู้จัดงานยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อลดขยะพลาสติกอีก เช่น ปรับลดจำนวนสถานีน้ำดื่มจาก 26 เป็น 19 จุด ทดลองใช้เข็มขัดห้อยกระบอกน้ำที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลสำหรับนักวิ่งให้พกน้ำดื่มได้ระหว่างวิ่ง “เราต้องการที่จะเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงและการทดลองต่างๆ ในปีนี้จะทำให้เราก้าวไปสู่เป้าหมายการเป็นงานวิ่งมาราธอนที่ปราศจากขยะโดยสิ้นเชิงได้ในอนาคต” ฮิวจ์ […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

30/04/2019

เมื่อจักรวรรดิ (เพนกวิน) ถึงกาลอวสาน

ใน “สตาร์วอร์ส” ฝ่ายจักรวรรดิคือกลุ่มที่ชั่วร้าย ส่วนฝ่ายเจไดคือผู้กอบกู้ความสมดุลของจักรวาล แต่สำหรับ “จักรวรรดิเพนกวิน” พวกมันคือฝ่ายไร้เดียงสา ส่วนมนุษย์คือผู้ทำลายสมดุลอย่างเลวร้าย ในตอนนี้มีข่าวไม่สู้ดีนักเกี่ยวกับเพนกวินจักรพรรดิ (Emperor penguin) เมื่องานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Antarctic Science รายงานว่า จักรวรรดิ หรือนิคม (colonies) ของเพนกวินจักรพรรดิกลุ่มใหญ่ที่สุดกำลังล่มสลาย จำนวนประชากรกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้จักรวรรดิตกอยู่ในความเสี่ยงที่เผชิญกับหายนะ สาเหตุที่ประชากรเพนกวินลดลง เพราะความล้มเหลวในการสืบพันธุ์ และความล้มเหลวจากการสืบพันธุ์เกิดขึ้นเพราะไม่มีแหล่งให้พวกมันสืบพันธุ์ นักวิจัยที่พบวี่แววของความล่มสลายนี้ คือ Peter Fretwell กับ Philip Trathan คาดว่า ปัญหาเริ่มต้นขึ้นในปี 2015 หลังจากปรากฎการณ์เอลนินโญที่เลวร้ายที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มส่งผลกระทบต่อแผ่นน้ำแข็งเกาะยึด หรือ Fast ice ที่เป็นส่วนขยายของแผ่นน้ำแข็งต่อเนื่องจากแผ่นดินแถบฮาลเลย์เบย์ของทวีปแอนตาร์กติกา โดยระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปี เพนกวินจะอาศัยแผ่นน้ำแข็งเกาะยึดเป็นแหล่งผสมพันธุ์ฟักไข่และดูแลลูกของพวกมัน [1] แต่ในปี 2016 แผ่นน้ำแข็งที่เคยเหนียวแน่นและแข็งแกร่ง เริ่มแตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัดผิดปกติ ลูกเพนกวินที่ถูกฟักและเติบโตบนแผ่นน้ำแข็งยังไม่ทันมีขนขึ้นเต็มตัวพอที่จะช่วยพยุงร่างของพวกมันเวลาว่ายน้ำ เมื่อแผ่นน้ำแข็งแตกและจมลงสู่ทะเล ทำให้ลูกเพนกวินนับพันๆ ตัวต้องจมน้ำตาย โดยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นถิ่นที่อยู่ของเพนกวินจักรพรรดิในสัดส่วนถึง 9% ของประชากรทั้งหมดทั่วโลก […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

30/04/2019

เงินก็ได้-ป่าก็มี ส่องกระแส ‘Restoration economy’ ธุรกิจการปลูกป่า

Forest company คือธุรกิจเอกชนหรือองค์กรเอกชนหวังผลกำไรที่มุ่งปลูกป่าด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เพื่อพลิกฟื้นผืนป่าให้กับโลก พร้อมๆ กับสร้างรายได้ให้กับเจ้าของ “ผืนโลก” เพราะโลกของเราไม่ใช่ดินแดนที่ว่างเปล่าไร้การจับจองอีกต่อ แต่จะทำอย่างไรให้ผู้ที่มีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดิน ตระหนักว่าพวกเขาสามารถสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ไปพร้อมๆ กับสร้างความรุ่มรวยให้กับสิ่งแวดล้อมได้ในเวลาเดียวกัน Forest company เป็นกระแสที่กำลังติดลมบน เป็นการใช้ประโยชน์จากการทำป่าไม้ที่วิน-วินด้วยกันทุกฝ่าย ไม่เหมือนกับการทำป่าแบบเดิม (Deforestation) ที่ทำลายป่ามากกว่าปลูกใหม่ แต่นี่คือการปลูกใหม่แล้วใช้ประโยชน์เท่าที่จำเป็นจากป่า (Reforestation) และไม่ใช่แค่การปลูกป่าแบบปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ระบบเศรษฐกิจยังได้อานิสงส์ไปด้วย โดยรายงานจาก World Resources Institute (WRI) และ Nature Conservancy (TNC) พบว่าธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภค การจัดการโครงการ และภาคป่าไม้เชิงพาณิชย์ ต่างก็ทำเงินจากการปลูกต้นไม้โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าต่อปี และแนวโน้มนี้กำลังไปได้ด้วย เพราะรูปแบบธุรกิจใหม่กำลังเกิดขึ้น เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้า และรัฐบาลกำลังแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่จะสนับสนุน [1] [2] ธุรกิจนี้เรียกว่า การฟื้นฟู (Restoration) หรือเศรษฐกิจการฟื้นฟู (Restoration economy) รายงานของ WRI และ TNC นิยามว่า […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

23/04/2019

‘โลกกำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุด’ บทรณรงค์ผ่าน Earth Day 2019

ด้วยมนุษย์คือผู้ทำลายล้างโลก จึงมีวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day โดยปีนี้มีการรณรงค์ภายใต้ธีม Protect Our Species เพื่อย้ำเตือนว่าโลกกำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุด อันเป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น กิจกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตัดไม้ทำลายป่า การขยายที่อยู่อาศัย การทำลายระบบนิเวศ ฯลฯ ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่ต้องทนร้อนจนแทบบ้า แต่ความร้อนที่แสนสาหัส ความแห้งแล้งที่ยาวนาน และสภาพอากาศที่ผันผวนเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด กำลังทำให้สปีชีส์ต่างๆ ล้มหายตายจากไปทีละรายสองราย หรือไม่ก็ต้องปรับตัวกันอย่างขนานใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ได้ประมาณการว่าสปีชีส์ส่วนใหญ่บนโลกนี้ (รวมถึงพืช) จะต้อง “เคลื่อนย้าย” ให้ไกลขึ้นกว่า 1,000 เมตรต่อปี เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ในเขตภูมิอากาศที่พวกมันสามารถเอาชีวิตรอดได้ เช่น สัตว์เขตหนาวจะต้องขยับตัวเองหนีสภาพอากาศร้อนจัดในเขตอพยพเดิมร่นเข้ามาในเขตที่เคยหนาวจัดมาก่อนในอดีต หรือสัตว์ที่เคยอยู่ในเขตชายเลน จะต้องย้ายถิ่นของพวกมันขยับเข้ามาจากการถูกน้ำทะเลเอ่อท้น ปัญหาก็คือพื้นที่ชายฝั่งตอนในถูกมนุษย์จับจองเอาไว้หมดแล้ว แล้วสัตว์จะไปอยู่ที่ไหน? แน่นอนว่า หลายสปีชีส์จะไม่สามารถย้ายถิ่นได้เร็วพอที่จะไล่ตามการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ทัน และ WWF ชี้ว่า จากข้อมูลล่าสุดเท่าที่มี สปีชีส์เหล่านี้จะต้องสูญพันธุ์อย่างแน่นอน [1] ในรายงานปี 2017 ของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ทำการประเมินสัตว์และพืช 98,500  สปีชีส์ ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 25,062สปีชีส์ที่อยู่ในอันตรายจากการสูญพันธุ์ หรือคิดเป็น 27% ที่ผ่านการสำรวจ […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

22/04/2019
1 2 3 4 5 48