Tuesday, June 25, 2019

รัฐบาลหวังสูง-ภูมิภาคหวังรวย ‘จีน’ กับการต่อสู้กับตัวเองเพื่อแก้โลกร้อน

จีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก แต่เมื่อวัดจากปริมาณการปล่อยต่อหัวแล้ว จีนกลับอยู่ในอันดับที่ 55 นี่คือความลักลั่นอย่างหนึ่งของโลก เพราะจำนวนประชากรที่มากมายมหาศาลของจีน มีส่วนช่วยหารสัดส่วนการสร้างมลภาวะ แต่เราจะปล่อยให้ความยอกย้อนทางสถิติแบบนี้หลอกเอาไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จีนและประชากรจีนมีส่วนรับผิดชอบกับการปัญหาโลกร้อนที่เลวร้ายลง แต่จีนไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ ตรงกันข้ามจีนพยายามอย่างมากที่จะแก้ไขเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวจากการให้สัตยาบันความตกลงปารีส จีนก็เข้ามาพยุงสถานการณ์เพื่อไม่ให้การรณรงค์ขาดประเทศมหาอำนาจที่เป็นหัวเรือใหญ่ จนทำให้การประชุม COP24 กลับมามีความหวังอีกครั้ง  ความขัดข้องประการหนึ่งของการปรับใช้ความตกลงปารีส คือความไม่สมดุลระหว่างเจตนารมณ์ที่จะแก้ปัญหา กับความเสียดายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะถูกบั่นทอนลงเพราะข้อตกลงแก้โลกร้อน ความไม่สมดุลนี้ สะท้อนให้เห็นในผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวอย่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ในระหว่างการประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศที่ปารีส จีนและอินเดียยืนยันว่าประเทศที่พัฒนาแล้วควรลดการปล่อยคาร์บอนลงมากกว่าจีนและอินเดีย และให้คำมั่นสัญญาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพราะจีนกังวลว่าข้อตกลงใดๆ อาจจะขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของพวกจีนลดลง เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว กระนั้นก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้วประเทศที่พัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนาก็ตกลงกันได้ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วสัญญาว่าจะหารือเกี่ยวกับแผนงานเพื่อเพิ่มงบประมาณแก้ปัญหาโลกร้อนเป็น 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปีภายในปี 2020 เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาในการบรรเทาและปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แสดงให้เห็นว่าการแสดงท่าทีของจีนได้รับการตอบรับ และการมีปากมีเสียงของจีนเป็นที่รับรู้กันในประชาคมโลก อาจกล่าวได้ว่า จีนคือตัวอย่างที่ประเทศกำลังพัฒนาควรปฏิบัติ ในการรักษาโลกไปพร้อมๆ กับช่วยตัวเองในช่วงที่กำลังตั้งไข่ทางเศรษฐกิจ เพราะจีนยังคงสนับสนุนหลักการความรับผิดชอบร่วมกัน แต่มีความแตกต่างทางเนื้อหา (common but differentiated...

‘อีโคสคูล’ สร้างการเรียนรู้ สู่การอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

การปลูกจิตสำนึก คือสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากต่อคนรุ่นใหม่ในโลกที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติที่ค่อยๆ ลดหายไป โครงการโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา หรือ อีโคสคูล เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างจิตสำนึกรักธรรมชาติ รักบ้านเกิดให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงสภาพแวดล้อมที่ตนเองอาศัยอยู่ และทำให้พวกเขาเหล่านั้นรู้สึกรักและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติที่ตนมีภายในชุมชน หรือในสังคม โครงการอีโคสคูล เริ่มต้นจากการรวบรวมประสบการณ์การทำงานของบุคลากรหลักของศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาระดับจังหวัด ที่ต้องการจะเห็นการพัฒนากระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education) ในโรงเรียน ที่ตอบสนองต่อเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) โดยที่โรงเรียนสามารถดำเนินการได้อย่างกลมกลืนไปกับการเรียนรู้ด้านต่างๆ ทั้งในโรงเรียน บ้าน หรือในสังคมภายนอกได้ ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของทางโครงการ คือการสร้างพลเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยลักษณะของพลเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องประกอบไปด้วยการรู้จักและเข้าใจชุมชนอย่างถ่องแท้ เป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารสภาพปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสม่ำเสมอ สามารถคาดการณ์ถึงแนวโน้มสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของชุมชน รู้จักแนวทางป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมนั้นๆ ได้ ขณะเดียวกันยังต้องมีจิตสำนึกรักบ้านเกิด กล้าแสดงออกถึงความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่เพิกเฉยต่อความไม่ยุติธรรม มีวินัยเคารพกฎติกาของสังคม มีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อส่วนรวมต่างๆ เมื่อมีโอกาส รวมถึงมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความเป็นผู้นำในกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะเจ้าของโครงการอีโคสคูล...

คิดจะเผาต้องเผาแบบรักษ์โลก วิธีช่วยลดหมอกควันจากไฟป่า

การทำเกษตรโดยเผาป่า หรือ Slash-and-burn เป็นวิธีการทำกสิกรรมที่เก่าแก่อยู่คู่มนุษย์มานานนับหมื่นปี แต่มันเป็นมรดกโบราณที่มนุษยชาติไม่ควรรักษาไว้ มันคือมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรกำจัดให้เหลือน้อยที่สุด (หากยังหยุดไม่ได้ 100%) เหตุผลนั้นชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว นั่นคือการเผาป่าทำการเกษตร ก่อให้เกิดไฟป่าที่ควบคุมไม่ได้ และควันไฟที่กลายเป็นฝุ่นหมอกปกคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง อย่างที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในภาคเหนือของไทยจนกระทั่งปัจจุบัน แต่ที่เกิดขึ้นบ่อยกว่า จนกลายเป็นปรากฎการณ์ระดับโลก นั่นคือหมอกควันเผาป่าในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งทำให้เกิดหมอกควันคลุมพื้นที่ส่วนหมู่เกาะและคาบสมุทรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงภาคใต้ของไทยด้วย เฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Slash-and-burn ทำให้เกิดวิกฤตการณ์หมอกควันเกือบทุกวัน และมันไม่ใช่ผลจากการทำไร่เลื่อนลอยหรือเกษตรตามภูเขาเหมือนภาคเหนือของบ้านเรา แต่เป็นการทำลายป่าร่วมกันของเกษตรกรรายย่อยและอุตสาหกรรมเกษตรที่ต้องการพื้นที่ป่าปลูกปาล์มน้ำมัน จากตัวเลขของ Encyclopedia of Earth เมื่อปี...

โลกร้อนจะทำให้ยุงลายออกอาละวาดไกลถึงยุโรป

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฟลอริดา ที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS Neglected Tropical Diseases journal ประเมินว่าในอีกไม่ปีข้างหน้า ผู้คนหลายล้านชีวิตในทวีปยุโรปจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยด้วยโรคที่มียุงเป็นพาหะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่จะทำให้ยุโรปมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ซาร์ดี้ เจ ไรอัน นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้ ระบุว่า ยุงที่อันตรายที่สุดบนโลกสองจากสามชนิด ได้แก่ ยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) และยุงลายสวน (Aedes albopictus) ซึ่งเป็นพาหะของเชื้อไวรัสในโรคชิคุนกุนย่า ไข้เลือดออก ไข้เหลือง และไข้ซิก้า จะแพร่พันธุ์ได้ดีที่สุดในอุณหภูมิราว 26-29 องศาเซลเซียส “ดังนั้นหากสภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของทวีปยุโรปปรับตัวสูงขึ้นตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ เจ้ายุงวายร้ายสองชนิดนี้ก็จะอพยพขึ้นเหนือจากแถบเส้นศูนย์สูตรไปด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่าจำนวนประชากรโลกที่มีความเสี่ยงจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่มียุงเป็นพาหะจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกหลายล้านคน จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วราวหนึ่งพันล้านคน” ผศ.ซาร์ดี้ กล่าว งานวิจัยชิ้นนี้ประเมินว่า ภายใน...

สผ.ปรับแผนแม่บทรับมือ ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’

หนึ่งในความพยายามของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย คือการมียุทธศาสตร์เพื่อจัดการปัญหาในส่วนที่กระทบหรือเกี่ยวข้องกับประเทศ อันนำมาสู่การจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉบับแรกขึ้นเมื่อปี 2551 ขณะเดียวกันเพื่อให้การดำเนินงานต่อเนื่องและมีกรอบแนวทางในการดำเนินงานของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงมีการจัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558-2593 ตามมา เพื่อที่หน่วยงานต่างๆ จะสามารถนำกรอบแนวทางที่นำเสนอไว้ในแผนแม่บทฯ ไปจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการเชิงลึกเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาต่อไป ทั้งนี้ ปี 2593 คือหมุดหมายสำคัญตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่กำหนดหลักไมล์ของการดำเนินงานไว้เป็นช่วงทศวรรษ เช่น ค.ศ.2020, 2030 และ 2050 หรือเท่ากับปี 2563, 2573 และ 2593 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการนำแผนแม่บทฯ มาใช้กว่า...

‘พัดทดน้ำ’ ภูมิปัญญาจัดการน้ำที่เกือบเลือนหาย รักษาไว้ได้ด้วยงานวิจัย

“พัดทดน้ำ” คือภูมิปัญญาการจัดการน้ำท้องถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของคนลุ่มน้ำหมัน ในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งอาศัยธรรมชาติการไหลของสายน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำให้สามารถดึงน้ำจากที่ต่ำขึ้นไปยังที่สูงกว่าได้เพื่อใช้ผันน้ำเข้าสู่แปลงนา ภูมิปัญญานี้ไม่เพียงแต่เป็นเทคโนโลยีพื้นบ้านด้านการจัดการน้ำ ที่สะท้อนให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นความสัมพันธ์ของคนกับคนในมิติต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องระบบเครือญาติในการเข้าใช้สิทธิ์การทำและใช้พัดทดน้ำ โดยเฉพาะใน บ้านนาหมูม่น ตำบลนาดี เป็นชุมชนที่มีการสืบทอดภูมิปัญญาด้านการจัดการน้ำดังกล่าวมาหลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน แม้พัดทดน้ำจะมีความสำคัญและผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนมานาน แต่จากความขัดแย้งของชุมชนในมุมมองความเห็นที่ต่างกัน สำหรับอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แห่งนี้มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “เมืองแอ่งกระทะ” เนื่องจากภูมิประเทศของอำเภอที่ตั้งอยู่ในหุบเขา มีลุ่มน้ำหมันเป็นแม่น้ำสายหลักระยะทางยาว 65 กิโลเมตร ไหลผ่านชุมชนจากเหนือจรดใต้ ทำให้เกิดน้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายเป็นประจำทุกปี ปีละ 4 ครั้งตั้งแต่ต้นฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาว ด้วยเหตุนั้นทำให้ชุมชนเกิดความขัดแย้งและแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชื่อว่าสาเหตุน้ำท่วมมาจากพัดทดน้ำ เนื่องจากส่วนประกอบหนึ่งของพัดทดน้ำที่เรียกว่า “หลักหร่วย” ไปกีดขวางการไหลของน้ำในยามน้ำหลาก น้ำจึงระบายได้ช้าและเอ่อเข้าท่วม นำมาสู่ความคิดการรื้อถอนพัดทดน้ำ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าปัญหาน้ำท่วมมาจากการพังทลายของหน้าดิน ที่เกิดจากการทำไร่บนพื้นที่สูง ซึ่งพัดเอาเศษไม้ ทราย และดินตะกอนลงมาทำให้ลำน้ำหมันตื้นเขิน

วัฏจักร ‘หนี้สิน’ บ่วงกั้นเกษตรกรไทย ปิดทางไปสู่อินทรีย์-วิถีใหม่

แรงจูงใจจากผู้บริโภค นับเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อการเกษตรกรรม เพราะนอกจากจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้แล้ว ยังถือเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้กับการคิดค้นและขยายพันธุ์ต่อยอดจากสิ่งเดิมๆ ที่มีอยู่ ทว่าอุปสรรคสำคัญที่คอยกีดกันลู่ทางสู่การขยายผลต่างๆ เหล่านี้ เป็นที่ทราบกันดีและปฏิเสธไม่ได้ว่า “หนี้สิน” คือตัวการใหญ่ของปัญหาในที่นี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระหว่างปี 2552-2559 พบว่า หนี้สินปลายปีของเกษตรกรต่อครัวเรือน เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัว จาก 54,061 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มเป็น 123,454 บาทต่อครัวเรือน โดยในช่วงปี 2553-2556 มีอัตราการเพิ่มของหนี้สินเกินกว่า 20% ต่อปี 90% ของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกร มีเจ้าหนี้ที่ชื่อว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหนี้สินและการทำเกษตรอินทรีย์โดย เดชรัต...

ศักยภาพ ‘สวนผลไม้’ พื้นที่สีเขียวเมืองกรุงฯ ที่ถูกมองข้าม

“พื้นที่สีเขียว” หรือ “Green space” คือประเด็นที่ถูกให้ความสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่ เนื่องจากช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนเมืองได้ ท่ามกลางอัตราการขยายตัวของเมืองที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดมาตรฐานไว้ว่า เมืองที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีควรมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยอยู่ที่ 9 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งหลายเมืองใหญ่ก็สามารถทำได้อย่างน่าประทับใจ มองดูเฉพาะในเมืองที่เจริญแล้วละแวกใกล้เคียงประเทศไทยอย่าง สิงคโปร์ มีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยมากถึง 66 ตารางเมตรต่อคน หรือกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่มีไม่น้อยหน้าอยู่ที่ 44 ตารางเมตรต่อคน แต่สำหรับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) กลับพบว่ายังมีพื้นที่สีเขียวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่มาก เพราะเมื่อคำนวณสมการร่วมกับปริมาณจำนวนประชากรแฝงแล้ว จะพบว่า กทม. มีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยเพียง 3.54 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น ซึ่งนับว่าต่ำกว่าเกณฑ์ไปมาก อาจน่าประหลาดใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเรารู้ว่าในอดีตพื้นที่มหานครแห่งนี้เคยอุดมไปด้วยสภาพของป่า ความเป็นพื้นที่สีเขียวที่เกิดจาก “สวนผลไม้” หนึ่งในผู้จุดประกายเรื่องนี้ คืออดีตหัวหน้าภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์...

ดันมาตรฐาน G-Green ดึงภาคการผลิต-บริการร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการผลิตหรือการให้บริการด้านต่างๆ ในประเทศไทย อาจยังไม่มีนโยบายหรือแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก แต่ปัจจุบันหลายหน่วยงานและหลายภาคส่วนต่างกำลังให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการกันมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการเข้ามาของโครงการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า G-Green ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่เปรียบเสมือนตัวช่วยในการส่งเสริมศักยภาพด้านต่างๆ เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการให้บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า ทางกรมฯ ได้ดำเนินโครงการ G-Green ขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเป้าหมาย ให้ตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ พร้อมการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน ตลอดทั้งการผลิตและการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตาม เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) โดยเฉพาะในเป้าหมายที่ 12 ว่าด้วยเรื่องการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในกลุ่มผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้บริโภค

‘ภูฏาน’ เป็นประเทศแรกและประเทศเดียวของโลก ที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่ากับศูนย์

ฟังไม่ผิดหรอกว่า ประเทศภูฏาน มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับศูนย์ และไม่ใช่แค่มีสภาพการปล่อยคาร์บอนที่เป็นกลาง (carbon-neutral) เท่านั้น แต่ยังติดลบ (carbon-negative) อีกด้วย สาเหตุง่ายๆ ก็คือประเทศนี้มีปริมาณป่าไม้ที่ปล่อยออกซิเจนมากกว่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาปีละ 1.1 ล้านตัน อีกทั้งยังส่งออกกระแสไฟฟ้าจากพลังงานที่หมุนเวียนขายให้กับอินเดียอีกด้วย จึงทำให้ภูฏานมีปริมาณปล่อยคาร์บอนติดลบ ขณะเดียวกันหากภูฏานยังผลิตและส่งออกพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในอัตรานี้ต่อไป ภายในปี 2020 ภูฏานจะมีส่วนช่วยโลกลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 17 ล้านตันในแต่ละปี (1) เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ประเทศเล็กๆ ขนาดเท่ากับ จ.อุบลราชธานี กลับสามารถช่วยโลกได้อย่างมากมายมหาศาล ตรงกันข้ามกับประเทศมหาอำนาจบางประเทศที่หันหลังให้กับความตกลงปารีส และยังเดินหน้าทำลายสิ่งแวดล้อมโลกต่อไป ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน แต่ภูฏานทำให้เห็นแล้วว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดกันที่ GDP เท่านั้น แต่ต้องวัดกันที่สวัสดิภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งคำนวณไม่ได้ด้วยตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว อีกทั้งมูลค่าแฝงของ GDP นั้นเลวร้ายมาก เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย หมายถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนปริมาณมหาศาลด้วย
- Advertisement -

Recent Stories

Recent Media

- Sponsored -